ก่อ (อึมปี้)

ชื่อเรียกตนเอง : ก่อ (อึมปี้)

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ก่อเมืองแพร่

ตระกูลภาษา : ออสโตรเอเชียติก

ภาษาพูด : อึมปี้

ภาษาเขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 19 มิ.ย. 2566

387

กลุ่มชาติพันธุ์ก่อ (อึมปี้) เป็นชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นมติร่วมกันของชาวอึมปี้ บ้านดง จังหวัดแพร่ และชาวก่อบ้านสะเกิน จังหวัดน่าน ที่ ไม่รู้จักคำว่า“อึมปี้” และยืนยันจะให้เรียกชื่อชาติพันธุ์ตนเองว่า “ก่อ” อย่างไรก็ตาม ในมิติความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม ทั้งสองหมู่บ้านเป็นญาติพี่น้องที่มีการไปมาหาสู่กันและพูดภาษาเดียวกัน จึงมีความเห็นร่วมกันให้ใช้คำว่า “ก่อ” แต่ให้วงเล็บ “อึมปี้” ไว้ต่อท้ายเป็น “ก่อ (อึมปี้)”

Mr. Richard Davis ได้พบหมู่บ้านชาวก่อ (อึมปี้) บ้านดง จังหวัดแพร่ โดยบังเอิญ เมื่อ พ.ศ. 2510 ส่วนประวัติความเป็นมาไม่มีใครบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์นี้จึงปรากฎผ่านเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า บรรพบุรุษอพยพลงมาจากแคว้นสิบสองปันนา ในประเทศจีน เมื่อประมาณ 240 - 300 ปีที่ผ่านมา เรื่องเล่าข้างต้นสอดคล้องกับผู้สูงอายุในหมู่บ้าน ที่ระบุว่า ชาวบ้านดงอพยพมาจากสิบสองปันนา เขตลือเด่นฮ่อเข้ามาอยู่ในลาว ภายหลังเจ้าขาเค ได้ต้อนกลับมาเป็นเชลยศึกที่ถูกแบ่งมาจากบ้านสะเกิน มาทำหน้าที่เลี้ยงม้าและช้างให้กับเจ้าหลวงเมืองแพร่ ให้ตั้งชุมชนที่บ้านดงพร้อมกับสร้างวัดให้ ทั้งนี้ ได้เทียบเคียงกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่อาณาจักรหอคำเชียงรุ่ง ถูกรุกราน และตกอยู่ใต้อำนาจของจักรพรรดิเฉิงหว่า ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าติโลกราช มีสัมพันธไมตรีอันดีกับเจ้าเมืองหนองเส ได้กวาดต้อนผู้คนบางส่วนจากดินแดนตอนใต้ของจีนมายังล้านนา บรรพบุรุษของชาวก่อ (อึมปี้) อาจอยู่ในกลุ่มนั้น ดังการอ้างอิงถึงท้าวขาก่านเจ้าเมืองน่านในสมัยพระเจ้าติโลกราช ที่นำชาว ก่อ (อึมปี้) เข้ามาในพื้นที่ภาคเหนือของไทย จวบจนยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง การเคลื่อนย้ายถ่ายเทผู้คนจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง เพื่อฟื้นฟูอาณาจักรล้านนา ปัจจุบันชาวก่อ (อึมปี้) ได้มาตั้งถิ่นฐานบริเวณบ้านสะเกิน ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน และบ้านดง ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่

ชาวก่อ (อึมปี้) มีภาษาพูดที่เป็นอัตลักษณ์โดดเด่น ส่วนใหญ่ยังคงพูดภาษาก่อ (อึมปี้) ในชีวิตประจำวัน การดำรงชีพยังสัมพันธ์กับระบบเกษตร ชุมชนชาวก่อ (อึมปี้) ทั้งสองหมู่บ้านถูกแยกห่างจากกัน แต่ยังคง
อัตลักษณ์ทางภาษาที่มีความใกล้เคียงกัน สามารถสื่อสารกันเข้าใจ ทั้งสองหมู่บ้านยังคงนับถือวิญญาณนิยม โดยบ้านสะเกินมีความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการไหว้บูชาเจ้าหลวงจองคำ ซึ่งได้รับการนับถือเป็นเจ้าชวิตของตระกูลไตและพญาพรม และยังคงทำพิธีเลี้ยงเรือนผีประจำตระกูลมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนบ้านดงมีความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการไหว้บูชาเทวดา และท้าวทั้งสี่ผู้ทำหน้าที่ปกป้องดูแลวงจรชีวิตของคนในชุมชน รวมถึงพิธีสำคัญในการทำบุญกลางบ้าน หรือ "พิธีสังคหะ" สะเดาะเคราะห์หมู่บ้านให้พ้นจากภัยพิบัติต่าง ๆ

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : ก่อ (อึมปี้)

ก่อ (อึมปี้) การกำหนดชื่อเรียกของกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองจากคำว่า “อึมปี้” เป็น “ก่อ(อึมปี้)” เกิดขึ้นจากการประชุมร่วมกันระหว่างแกนนำสองพื้นที่ ซึ่งแต่เดิมในพื้นที่บ้านดง จังหวัดแพร่ ได้ใช้คำว่า “อึมปี้” เป็นที่รู้จักกันในกลุ่มนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง โดยไม่มีคำว่า “ก่อ” แต่ผลจากการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ร่วมกันระหว่างชาวก่อบ้านสะเกิน จังหวัดน่าน กับชาวอึมปี้บ้านดง จังหวัดแพร่ ในวันที่ 7 มีนาคม 2560 ได้ข้อสรุปว่าชนเผ่าพื้นเมืองทั้งสองพื้นที่เป็นพี่น้องกัน มีการไปมาหาสู่กันและพูดภาษาเดียวกัน แต่ทางบ้านสะเกินไม่เคยรู้จักคำว่า “อึมปี้” ที่ชาวบ้านดงเรียกตัวเอง และยืนยันให้ใช้ชื่อ “ก่อ” และทางบ้านดงก็ได้เห็นพ้องด้วย แต่ขอให้มีคำว่า “อึมปี้” วงเล็บไว้ท้ายเป็น “ก่อ(อึมปี้)”ด้วย เพราะมีงานทางด้านวิชาการของหลายหน่วยงานก่อนหน้านี้ใช้คำว่า “อึมปี้” มาก่อนแล้ว ทั้งนี้หากมีการรณรงค์สื่อสารความรู้ใหม่และได้ความชัดเจนแล้วจะใช้คำว่า “ก่อ” เพียงคำเดียวก็ได้ภายหลัง

อึมปี้ (Um-Pi) ชาวก่อ (อึมปี้) ที่บ้านดง จังหวัดแพร่ เรียกตัวเองว่า"อึมปี้" วิธีการออกเสียงจะออกเสียงคำว่า "อึม" ครึ่งเสียงหรือสั้นและเบากว่าเสียงหลัง ส่วนคำว่า "ปี้" ออกเสียงเต็ม เพราะฉะนั้นเวลาออกเสียง คำหน้าจะเบากว่าส่วนคำหลังจะหนักกว่า เมื่อพูดกับคนภายนอกจะออกเสียงเต็มทั้งสองคำเพราะหากออกเสียงตัวหน้าสั้นจะทำให้คนภายนอกฟังไม่ทัน การออกเสียงเต็มทั้งสองคำนี้เป็นการกำหนดโดยชาวบ้านและ ดร.มยุรี ถาวรพัฒน์ แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้มาศึกษาภาษาอึมปี้และสร้างระบบตัวเขียนกับชาวบ้าน เมื่อราวปี พ.ศ. 2550 อย่างไรก็ตาม ในหนังสือบางเล่ม ได้แก่ Mpi Dictionary โดย ศรีนวล ดวงหอม เขียนว่า "มปี" (Srinuan Duanghom 1976)

ชาวบ้านไม่สามารถแปลคำว่า "อึมปี้" ได้ และไม่มีใครรู้ความหมายที่แน่นอนเลย ผู้เขียนได้ลองสอบถามคำว่า "ปี้" มีคำในภาษาอึมปี้ใกล้เคียงสุดคือคำว่า "บี้" แปลว่า น้ำตา ส่วนคำว่า "อึม" แปลว่า ไม่ แต่ก็ไม่อาจจะแปลว่า "ไม่มีน้ำตา" และชาวบ้านก็ไม่อยากเชื่อว่าควรแปลเป็นคำนี้ และกลัวคนภายในชุมชนและคนภายนอกสับสน

สมัยก่อนคนเมือง (ชาวแพร่) จะเรียก อึมปี้ ว่า "ก่อ" ซึ่งชาวอึมปี้ไม่ชอบ เพราะถือว่าตนเองเป็นอึมปี้ ในความคิดของชาวบ้านแล้วไม่ถือว่าอึมปี้เป็นกลุ่มเดียวกันกับชาวก่อที่จังหวัดน่าน แม้จะทราบว่าภาษาของตนเองใกล้เคียงกัน และยังรับรู้ด้วยว่าภาษาของตนเองมีความใกล้เคียงกับชาวอ่าข่า แต่ก็ไม่คิดว่าเป็นพวกเดียวกัน

ก่อ เป็นชื่อเรียกตัวเองของชาว ก่อ (อึมปี้) ซึ่งอาศัยอยู่ที่ บ้านสะเกิน ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ก่อเมืองแพร่

ก่อเมืองแพร่เป็นชื่อที่คนเมือง(พื้นราบ)เรียกชาว ก่อ (อึมปี้)

คำว่า “ก่อ” และ“อึมปี้” เป็นคำที่กลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในจังหวัดแพร่และน่านใช้เรียกตัวเอง ทั้งนี้ เพื่อที่จะให้เข้าใจความแตกต่างของคำทั้งสาม ต้องสืบย้อนลับไปยังประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์นี้ นั่นคือ คนรุ่นปัจจุบันเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนถูกกวาดต้อนจากสิบสองปันนาในมณฑลยูนนานของประเทศจีนในยุค “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” โดยเริ่มมาตั้งชุมชนที่บ้านม่วงเน่า ปัจจุบันคือบ้านเชียงแล อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน จากนั้นได้แยกย้ายออกไปเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกอยู่ที่บ้านเสือกึน (สะเกิน) ในพื้นที่ภูลังกา อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน ทำหน้าที่ผลิตดินประสิว/ดินปืน(จากมูลค้างคาว)ให้เจ้าเมืองน่าน ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งถูกบังคับให้ไปเลี้ยงช้างและม้าให้กับเจ้าเมืองแพร่ ที่ตัวจังหวัดแพร่ ตอนแยกกันใหม่ ๆ ทั้งสองกลุ่มยังเดินทางไปมาหาสู่กันอยู่ แต่ระยะหลังเริ่มเหินห่างกันออกไป กลุ่มที่อยู่สะเกิน (เขตจังหวัดน่าน)ยังเรียกตัวเองว่า “ก่อ” ขณะที่กลุ่มที่อยู่ใกล้ตัวเมืองแพร่เรียกตัวเองว่า “อึมปี้” เข้าใจว่าเพี้ยนมาจากคำว่า “แป้”(แพร่) ซึ่งเป็นคำบ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของคนก่อที่อยู่เมืองแพร่ล่าสุด เมื่อ พ.ศ. 2560-2562 องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับชนพื้นเมืองในภาคเหนือ ได้นำทั้งสองกลุ่มมาพบกัน ใช้เวลาคุยกันยาวนานหลายครั้ง จึงได้ข้อค้นพบข้างต้น กับสรุปว่าต่อไปจะใช้ทั้งคำว่า “ก่อ (อึมปี้)” ในการเรียกตัวเอง

ภาษา

ตระกูลภาษา : ออสโตรเอเชียติก

ตระกูลภาษาย่อย : ทิเบต-พม่า

นักภาษาศาสตร์ได้จัดให้ภาษาของก่อ(อึมปี้) จัดอยู่ในตระกูลภาษาทิเบโต-เบอร์มา (Tibeto-Burman) สายโลโลใต้ (Southern Lolo) กลุ่มย่อยฮาโนอิช (Hanoish) ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาของบีซู (Bisu) และภูน้อย (Phu Noi) เป็นต้น ภาษาที่ใกล้เคียงกับอึมปี้นี้กระจายอยู่ในเขตประเทศจีนตอนใต้และในเขตประเทศลาว ปัจจุบันถือเป็นภาษาที่มีคนพูดน้อยลงไปมากและอยู่ในวิกฤตใกล้สูญหาย (Srinuan Duanghom 1976: คำนำ)

ภาษาพูด : อึมปี้

ก่อ(อึมปี้) มีภาษาพูดเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและยังคงใช้ภาษาในชีวิตประจำวันอยู่ และทุกคนในครัวเรือนกว่าร้อยละ 75 สามารถพูดภาษาก่อ(อึมปี้) ได้เป็นอย่างดี และชาวก่อ(อึมปี้) จากการสำรวจทางด้านภาษาพบว่ามีคนที่พูดภาษาอึมปี้อยู่เพียง 2 หมู่บ้านคือ บ้านดง ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ และบ้านสะเกิน ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน แต่ในแง่ของสำนึกทางชาติพันธุ์นั้น บ้านดงถือว่าตนเองเป็นอึมปี้ ในขณะที่บ้านสะเกินนิยามว่าตนเองเป็นชาว "ก่อ" หรือ "ก้อ" (Srinuan Duanghom 1976: คำนำ)

ภาษาอึมปี้เป็นภาษาที่ไม่มีตัวสะกด มีระบบเสียงซับซ้อน มีทั้งเสียงสระธรรมดา สระลงคอ สระขึ้นจมูก นอกจากนี้ยังมีวรรณยุกต์ สนธิ และการเติมหน่วยเติมท้ายคำ ลักษณะการเรียงประโยค ประธาน-กรรม-กริยา

โง่ คุ่มโม่ จ๊ามา

ฉัน ภรรยา มีแล้ว

ส่วนประโยคคำถามมีคำลงท้ายที่เป็นสัญลักษณ์ของการถามคล้ายคลึงกัน เช่น ลา โห่ลา โล่ เช่น

นอ คุ่มโม่ จ๊า โล่

คุณ (ภรรยา) มี หรือยัง

ประโยคปฏิเสธจะปรากฏคำว่า “ม่า” นำหน้าคำกริยา เช่นเดียวกับภาษาส่วนใหญ่ในตระกูลจีน-ทิเบต

โง่ คุ่มโม่ ม่า จ๊า

ฉัน ภรรยา ไม่ มี

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

ภาษาก่อ(อึมปี้) ไม่มีตัวอักษรสำหรับใช้เขียน ภาษานี้ได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบหลังปี พ.ศ. 2515 เป็นต้นมา งานสำคัญคือเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2517 ได้เริ่มมีการทำ "พจนานุกรม มปี-ไทย-อังกฤษ" หลังจากทำวิจัยทางด้านภาษาแล้ว Mr. Jimmy G. Harris ได้สอนวิธีถอดเสียงมาเป็นตัวเขียนโดยใช้สัทศาสตร์ให้แก่ นายศรีนวล ดวงหอม เมื่อสามารถเขียนภาษาของตนได้คล่องแล้ว นายศรีนวลได้เริ่มลงมือรวบรวมคำศัพท์ในภาษาของตน และเขียนพจนานุกรมขึ้น (Srinuan Duanghom 1976: คำนำ) บ้านดงได้มีความพยายามจะอนุรักษ์วัฒนธรรมด้านภาษานี้ไว้ ด้วยการพัฒนาระบบตัวเขียนภาษาก่อ(อึมปี้) โดยใช้อักษรไทย โดยคุณศรีนวล ดวงหอม เจ้าของภาษาได้ร่วมมือกับโครงการวิจัยภาษาไทยและภาษาพื้นเมืองถิ่นต่าง ๆ ดำเนินการโดยทบวงมหาวิทยาลัย มีนักภาษาศาสตร์เป็นบรรณาธิการให้ในปี พ.ศ. 2519 ต่อมามีนักวิจัยเข้ามาในพื้นที่และชักชวนให้ชาวก่อ(อีมปี้) บ้านดงอนุรักษ์ภาษา การวิจัยครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดนักวิจัยเพื่อท้องถิ่นในชุมชนชาวก่อ(อึมปี้)บ้านดง ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ โดยการนำของนายธีระภพ เขื่อนสี่ และคณะ รวมถึงเด็กและเยาวชนก่อ(อึมปี้) สามารถมาเข้าร่วมทำงานได้ทุกกิจกรรม ทำให้ได้เห็นพลังและศักยภาพของเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าจะต้องพัฒนาและเสริมศักยภาพของเยาวชนต่อเนื่องไป (ธีระภพ เขื่อนสี่ และคณะ 2553)

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ

การตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวประชากร :

ก่อ (อึมปี้) มีการตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนในหมู่บ้านสะเกิน จังหวัดน่าน และบ้านดง จังหวัดแพร่ โดยมีข้อมูลของแต่ละหมู่บ้านดังนี้

บ้านสะเกิน

บ้านสะเกิน หมู่ที่ 1 ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน มีการตั้งถิ่นฐานของประชากรเป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่เรียกตัวเองว่า “ก่อ” บ้านสะเกิน เดิมเรียกชื่อกันว่าบ้าน “เสือกืน” ซึ่งหมายถึงเป็นพื้นที่ที่มีเสือชุกชุมใครเข้าไปแล้วอาจไม่รอดกลับมาเพราะถูกเสือกิน เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นเขตป่าดงดิบหนาทึบมีภูเขาสูงล้อมรอบแอ่งกระทะที่เป็นที่ราบแม่น้ำงิม ซึ่งเป็นที่ตั้งชุมชนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จากประวัติศาสตร์บอกเล่า ระบุว่าคนก่อบ้านสะเกิน ได้ถูกเกณฑ์จากเจ้าเมืองน่านให้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านสะเกิน ซึ่งแต่เดิมอยู่บริเวณบ้านม่วงเน่า (บ้านเชียงแล) อำเภอท่าวังผา และเคลื่อนย้ายมาอยู่บริเวณบ้านยอด อำเภอสองแคว เจ้าเมืองน่านในสมัยนั้น ได้มีการสำรวจแหล่งผลิตดินปืน และได้มาพบกับถ้ำขี้ค้างคาว หรือถ้ำสะเกิน ซึ่งอยู่เหนือหมู่บ้าน จึงได้เกณฑ์บรรพบุรุษชาวก่อ (อึมปี้) ให้มาตั้งถิ่นฐานผลิตดินปืนจากขี้ค้างคาวส่งเข้าเมืองต่อเนื่องมาหลายยุคสมัยเจ้าปกครองเมืองน่าน

บ้านดง

บ้านดง หมู่บ้านชาวก่อ(อึมปี้) ตั้งอยู่ในเขตบริหารท้องถิ่นของเทศบาลตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ อยู่ในเขตปกครองท้องที่ตำบลสวนเขื่อน บ้านดง เป็นหมู่บ้านของชาวก่อ(อึมปี้) อีกหมู่บ้านหนึ่งที่เล่าต่อๆ กันมาว่า บรรพบุรุษได้ย้ายมาอยู่ที่ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ทำหน้าที่เลี้ยงช้างเลี้ยงม้าให้เจ้าเมืองแพร่ และเรียกชื่อหมู่บ้านของตนว่า “บ้านมปี” แต่คนภายนอกเรียกว่า “บ้านดง ปัจจุบันแบ่งการปกครองท้องที่ออกเป็น 2 หมู่บ้านทางการ คือ หมู่ 4 บ้านดงใต้ และหมู่ 8 บ้านดงเหนือ การตั้งถิ่นฐานอยู่มาอย่างยาวนานถึงกว่า 400 ปีของชาวก่อ(อึมปี้) บ้านดง จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนพื้นเมืองของจังหวัดแพร่ในปัจจุบัน

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม

เอกสารอ้างอิง :

มยุรี ถาวรพัฒน์. (2559). สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย : อึมปี้. สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล. กรุงเพทฯ : เอกพิมพ์ไท จำกัด.

มูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). “ก่อ (อึมปี้)” ในเอกสารแผ่นพับของโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย. เชียงใหม่: มูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม

ชัชวาล คำงาม. บันทึกประวัติศาสตร์ล้านนา. [ระบบออนไลน์], http://historicallanna01.blogspot.com/ เข้าถึงเมื่อ 20 เมษายน 2560

ธีระภพ เขื่อนสี่. (2553). สร้างระบบตัวเขียน “สืบชะตาภาษาอึมปี้บ้านดง ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่”. รายงานผลการวิจัย, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว)

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. อาณาจักรน่านเจ้า. [ระบบออนไลน์], http://www.wikipedia.org/ เข้าถึงเมื่อ 23 เมษายน 2560

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. ไทลื้อ. [ระบบออนไลน์], http://www.wikipedia.org/ เข้าถึงเมื่อ 23 เมษายน 2560

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์: ก่อ (อึมปี้)

ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร