กะเลิง

ชื่อเรียกตนเอง : กะเลิง

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ข่า, ข่าเลิง, ไทกะเลิง, ไทยกะเลิง, ไทยกวน

ตระกูลภาษา : ไท

ภาษาพูด : กะเลิง

ภาษาเขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

บทความฉบับเต็ม : ดาวน์โหลด

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 12 มิ.ย. 2566

727

กะเลิง เป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเองกะเลิง ในภาษามอญ หมายถึง คนหรือมนุษย์ ในขณะเดียวกันยังมีข้อสันนิษฐานว่าคำดังกล่าวมาจากภาษาจาม คือ กะลุง (klung) เพี้ยนจากคำว่า “คุณลุน” หรือ “กุรุง” ในภาษาจีน ชื่อเรียกดังกล่าวจึงเป็นคำที่ชาวจีนใช้เรียกคนกลุ่มนี้ นอกจากนี้คนกลุ่มนี้ยังถูกเรียกว่า “ข่า” และ “ข่าเลิง” ซึ่งเป็นคำเรียกที่เกิดขึ้นภายใต้บริบทที่ชาวลาวได้มีการเบียดขับชาวกะเลิงออกจากพื้นที่เดิมและกวาดต้อนไปเป็นข้ารับใช้ คำเรียกดังกล่าวจึงมีนัยยะความแตกต่างของสถานะทางสังคมที่เกิดขึ้นในอดีตอีกทั้งเป็นคำเรียกที่มีนัยยะของการดูถูกเหยียดหยาม มากกว่าชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

การตั้งถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวกะเลิง มีข้อสันนิษฐานสองแนวทาง แนวทางแรก เชื่อว่า ชาวกะเลิงเดิมอาศัยอยู่บริเวณฝั่งซ้ายของแถบลุ่มแม่น้ำโขง ในเขตประเทศลาว ในแถบเมืองกะตาก แนวทางที่สอง เชื่อว่า ชาวกะเลิงเดิมตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณภูวานากะแด้ง รอยต่อระหว่างเมืองคำเกิดคำม่วน ปัจจุบันอยู่ในแขวงคำม่วนและแขวงสะหวันนาเขตเชื่อว่า แต่เดิมนั้นพื้นที่ภาคกลางของลาวเป็นถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ตระกูลภาษามอญ-เขมรหลากหลายกลุ่ม ภายหลังที่ชนชาติลาวเข้ามามีอำนาจ ส่งผลให้กลุ่มคนดั้งเดิมมีสถานะเพียงข้ารับใช้ รวมทั้งเป็นกลุ่มคนที่ถูกกวาดต้อนกลับมายังประเทศผู้ชนะสงครามมื่อเกิดศึกสงครามในเขตล้านช้างจำนวนหลายครั้ง เช่น ศึกเจ้าอนุวงศ์ และศึกจีนฮ่อ ในช่วงเวลาดังกล่าวชาวกะเลิงและกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ได้ถูกกวาดต้อนมาประเทศไทยจำนวนมาก และถูกกำหนดให้ตั้งถิ่นฐานในแต่ละเมืองกระจายออกไปในภาคอีสานปัจจุบันพบว่า ชาวกะเลิงตั้งถิ่นฐานและกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ 1) จังหวัดสกลนคร ในพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอกุดบาก 2)จังหวัดนครพนม ในพื้นที่อำเภอเรณูนคร และ 3) จังหวัดมุกดาหาร ในพื้นที่อำเภอคำชะอี และอำเภอดอนตาล และ 4) จังหวัดหนองคาย

ในด้านวิถีวัฒนธรรม ชาวกะเลิงเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่สามารถธำรงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องผีอย่างเข้มข้นผ่านพิธีกรรมเลี้ยงผี ทั้งผีเรือน ผีสูงสุดหรือผีชุมชน การเลี้ยงผีเรือนนั้นแม้ว่าจะไม่มีกำหนดชัดเจนแต่มักเลี้ยงเมื่อมีการกระทำผิดผี ส่วนการเลี้ยงผีสูงสุดหรือผีชุมชนจะมีพิธีขึ้นผีกระทำเมื่อมีกิจกรรมสำคัญของชุมชน ส่วนพิธีเลี้ยงลง จะกระทำช่วงก่อนลงทำนาและพิธีเลี้ยงขึ้นจะกระทำเมื่อใกล้เก็บเกี่ยวพิธีกรรมการเลี้ยงผีของชาวกะเลิงจึงถือเป็นพิธีกรรมสำคัญในการแสดงออกถึงความเป็นชาวกะเลิง ในการประกอบพิธีกรรม ชาวกะเลิงที่จะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตามอัตลักษณ์เพื่อร่ายรำถวายเจ้าปู่ อันเป็นการทำพิธีเลี้ยงผีประจำปีเพื่อขอให้ช่วยปกป้องดูแลหมู่บ้าน และชุมชนสมาชิกและลูกหลานรวมถึงความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณธัญญาหาร


ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : กะเลิง

กะเลิง เป็นชื่อเรียกตนเองของชาวกะเลิง ชื่อเรียกดังกล่าวไม่พบความหมายเดิม หากแต่พบความหมายในภาษามอญซึ่งแปลว่า “คน" หรือ “มนุษย์" (วีระพงศ์ มีสถาน, 2548) นอกจากนี้ยังมีการสันนิษฐานว่าคำนี้มาจากภาษาจาม คือ กะลุง (klung) เพี้ยนจากภาษาจีนคำว่า “คุณ-ลุน” (K’un-lun) หรือ “กุรุง” (Kurung) ซึ่งชาวจีนใช้เรียกคนกลุ่มนี้ ภายหลังอารยธรรมเขมรได้เข้ามามีอิทธิพลในลาวจนถึงเวียดนามเหนือ เขมรจึงใช้คำว่า กะลุง ซึ่งเป็นคำที่ยืมมาจากภาษาจาม ในการเรียกคนกลุ่มนี้ พร้อมทั้งระบุว่า ถิ่นฐานของชาวกะลุงอยู่บริเวณเทือกเขาทางทิศตะวันตก (สุรัตน์ วรางค์รัตน์, 2539) ข้อสันนิษฐานข้างต้นมีความสอดคล้องกับการศึกษาคำว่า "กะเลิง" อาจมาจากการกล่าวถึงลักษณะแหล่งที่อยู่ เมื่อพิจารณาตามหลักนิรุกติศาสตร์ พบว่าคำว่า "กะเลิง" มีที่มาจากคำว่า คุณ-ลุน (Kun-Lun) หรือ กุรุง (kurung) ในภาษาจีน ต่อมาเพี้ยนเสียงเป็นคำว่า "กะลุง" (klung) ในภาษาจาม ดังเช่นชื่อของกษัตริย์โปกะลุง (po kloung) ที่เกิดขึ้นหลังจากที่คนเขมรได้เข้ามาตั้งบ้านเรือนบริเวณภาคเหนือของเวียดนามจึงได้ยืมคํานี้มาจากชาวจาม

นอกจากนั้น คำว่า "เลิง" ในคำเรียก "กะเลิง" ตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2554) ให้ความหมายว่า “น. หนองน้ำ” ส่วนในภาษาลาว/ไทยถิ่นอีสาน หมายถึง ที่ลุ่มที่มีแอ่งน้ำ คำว่า กะเลิง หรือข่าเลิง จึงอาจเป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มชนที่มักอาศัยอยู่ในที่ลุ่มมีแอ่งก็เป็นได้ (ปุณชญา ศิวานิพัทน์ และราชันย์ นิลวรรณาภา, 2548)

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ข่า, ข่าเลิง, ไทกะเลิง, ไทยกะเลิง, ไทยกวน

ข่า มาจากภาษาลาว ซึ่ง “ข่า” เป็นชนชาติหนึ่งของประเทศลาวมีจำนวนหนึ่งในสามของประชากรทั้งหมด โดยคำว่า “ข่า” ตรงกับภาษาไทยสำเนียงภาคกลางว่า “ข้า” หมายถึง “ทาส” ซึ่งพื้นที่ประเทศลาวนั้นเดิมเชื่อว่าเคยเป็นดินแดนของชนชาติอื่นซึ่งไม่ใช่ลาวแต่เป็นชนชาติในกลุ่มตระกูลภาษามอญ -เขมร กลุ่มชนพื้นเมืองนี้ถูกรุกรานโดยชาวลาวซึ่งนำโดยขุนลอ เมื่อพ่ายแพ้ชนพื้นเมืองถูกจับตัวเป็นทาสหรือเป็น “ข้า”ทำหน้าที่รับใช้ชนชั้นปกครองของลาวในขณะนั้น ในขณะเดียวกันยังได้รุกรานไปยังชนพื้นเมืองที่เป็นชาวป่า ชาวเขามาเป็นข้ารับใช้ ดังนั้น ในลาวจึงมีกลุ่มข่าหลากหลายกลุ่มตระกูลซึ่งหนึ่งในนั้น คือ ตระกูลมอญ -เขมร ชื่อเรียก ข่า ในขณะนั้น ถึงถูกนำมาใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์กะเลิง ซึ่งเป็นชนชาติหนึ่งที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่ประเทศลาว มีภาษาพูดอยู่ในกลุ่มตระกูลมอญ -เขมร เมื่อถูกถูกกวาดต้อนมายังประเทศไทยร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นจึงถูกเรียกอย่างเหมารวมว่าเป็นพวกข่าและกลายเป็นคำเรียกว่า “ข่าเลิง”

ข่าเลิงเป็นพวกข่าตระกูลมอญ -เขมร ที่มีความใกล้เคียงกับพวกโซ่และมีการผสมผสานกับคนอีสาน (บุศย์ จินตะนา, 2524) ดังนั้น กะเลิง จึงถูกเรียกว่า “ข่าเลิง” หมายถึง การเป็น “ข่า” หรือ “ข้า” ซึ่งเป็นคนรับใช้ผู้อื่น เพราะถือว่าคนกลุ่มนี้ยังมีความ ล้าหลังทางวัฒนธรรม อาศัยอยู่ตามป่าดง ต้องไปจับหรือ “ตีข่า” มาใช้งาน จึงมีคำเรียกว่า “ข่าเลิง” ซึ่งเป็นไปในลักษณะของการดูถูกแต่ไม่อาจจะยืนยันได้ว่าใครเป็นนายของชาวกะเลิง (สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อ้างถึงใน ประภัสสร์ ชูวิเชียร, 2555)

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่า “ข่า” ในมิติทางชาติพันธุ์ไม่ใช่ชื่อชนชาติใดชนชาติหนึ่งแต่เป็นชื่อเรียกตามฐานันดรทางสังคมซึ่งหมายถึง ข้า ทาส ผู้รับใช้ เป็นชื่อเรียกที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ของชาวกะเลิงที่ถูกรุกไล่จากชนกลุ่มอื่น ถูกบังคับใช้แรงงานและส่งส่วย ถูกกวาดต้อนจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่งจนเป็นเหตุให้กลุ่มชาติพันธุ์นี้มีสถานะทางสังคมที่ตกเป็นเบี้ยล่างของชนกลุ่มคำเรียกว่า ข่า หรือ ข่าเลิง จึงเป็นคำเรียกในเชิงของการดูถูกไม่ใช่ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์แต่อย่างใด

ไทกะเลิง ไทยกะเลิง ไทยกวน เป็นกลุ่มคนที่มีบรรพบุรุษมาจากเมืองหลวงปุ่งลิง เมืองผาบังวังคำ ซึ่งชอบอาศัยอยู่ตามที่ราบหรือช่องว่างภูเขาที่เรียกว่า “กวน” จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์นี้ว่าไทยกวนบ้านนาถ่อน อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม (อุทัย ไชยสงคราม, 2529 อ้างถึงใน บุญช่วย เทอำรุง, 2537)

ในส่วนคำว่า “ไท” ในความหมายของกลุ่มชนชาติไทนั้น หมายถึง “คน” ดังนั้น การมีคำว่า “ไท”นำหน้าจึงสื่อความหมายถึง ชนกลุ่มนั้นเป็นชนกลุ่มใด เช่น ไทกะเลิง หมายถึง คนกะเลิงขณะเดียวกัน คำว่า “ไทยกะเลิง” ที่มีการเติม “ย” ต่อท้ายนั้นหมายถึง ความเป็นคนไทย การเป็นสมาชิกของรัฐไทย ในงานศึกษาหลายชิ้น ได้ใช้คำว่า “ไทยกะเลิง” แทนคำว่า “ไทกะเลิง”

ภาษา

ตระกูลภาษา : ไท

ตระกูลภาษาย่อย : ไต-ไต

การศึกษาทางภาษาศาสตร์ของชาวกะเลงนั้นยังมีความซับซ้อนอยู่ใก เนื่องจากโดยรากฐานภาษาของชาวกะเลิงจัดอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก (Austro-Asiatic) สาขาภาษามอญ-เขมร (Schliesinger, 2000:61; สุวิทย์ ธีรศาสวัต และณรงค์ อุปัญญ์, 2540) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน นักภาษาศาสตร์มีแนวโน้มที่จะจัดจำแนกภาษากะเลิงอยู่ในสาขาตะวันตกเฉียงใต้ของกลุ่มภาษาไต-กะได (southwestern branch of the Tai-Kadai language group) ในหมวดภาษาออสโตรเอเชียติก(Schliesinger, 2000:61) Schliesinger (2000:62) มีความเห็นว่า ในประเทศไทย มีผู้สูงอายุชาวกะเลิงส่วนหนึ่งที่ยังสามารถพูดภาษากะเลิงซึ่งเป็นภาษาดั้งเดิมได้ ลักษณะภาษานั้นมีต้นกำเนิดใกล้กับภาษามอญเขมร ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงในการจำแนก (classification) ตระกูลภาษาที่อาจจะเป็นผลมาจากการที่ชาวกะเลิงอาศัยอยู่รวมกับคนไทยเป็นเวลานานจนทำให้ภาษาดั้งเดิมสูญหาย ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับงานศึกษาของสุวิไล เปรมศรีรัตน์ ที่ทำการศึกษาแผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศไทยใน พ.ศ. 2547 ระบุว่า ภาษาของชาวกะเลิงนั้น จัดอยู่ในตระกูลภาษาไท สาขาย่อย ไต-ไต ชาติพันธุ์ในปี (สุวิไล เปรมศรีรัตน์. 2547) ดังนั้นในเบื้องต้นนี้ การระบุภาษาศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุกะเลิงจึงกำหนดไว้ในตระกูลภาษาไท สาขาย่อย ไต-ไต

ภาษาพูด : กะเลิง

ภาษากะเลิง เดิมมีผู้พูดจำนวนน้อย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ในขณะที่วัยกลางคน และคนรุ่นใหม่ ที่มีการอาศัยอยู่ร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ส่งผลให้มีการปรับเปลี่ยนการใช้ภาษาค่อนข้างมากดังเช่นในหมู่บ้านโนนสังข์ศรี อำเภอคำชะอี และบ้านดอนตาล อำเภอดอนตาล ที่ไม่มีผู้ที่สามารถพูดภาษากะเลิงได้อย่างน้อย 2-3 ชั่วอายุคน ทำให้ระบบความเชื่อ และวัฒนธรรมของชาวกะเลิงได้ถูกปรับเปลี่ยนให้มีความคล้ายคลึงกับชาวลาวหรือผู้ไทเป็นอย่างมาก

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

ภาษากะเลิง ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

ในประเทศไทยนั้นมีจำนวนประชากรโดยประมาณ 70,000 คน (วีระพงศ์ มีสถาน, 2005:7) ตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุม 4 จังหวัด ได้แก่

1) จังหวัดสกลนครบริเวณอำเภอเมือง เช่น บ้านนายอ บ้านนามน บ้านโพนงาม อ.เมือง และอำเภอกุดบาก เช่น บ้านกุดแฮด บ้านบัว (สุรัตน์ วรางค์รัตน์, 2530; 2539)

2) จังหวัดมุกดาหาร บริเวณอำเภอดอนตาล เช่น บ้านดอนตาล อ. (Schliesinger, 2000) และอำเภอคำชะอี เช่น บ้านโนนสังข์ศรี บ้านโนนก่อ บ้านโพธิ์ศรี บ้านนาสีนวล (สุวิทย์ ธีรศาสวัต และณรงค์ อุปัญญ์, 2540)

3) จังหวัดนครพนม บริเวณอำเภอเรณูนคร (วีระพงศ์ มีสถาน, 2005:7)

4) จังหวัดหนองคาย(วีระพงศ์ มีสถาน, 2005:7)

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

ผศ.ดร. เกียรติศักดิ์ บังเพลิง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

เอกสารอ้างอิง :

กธิการ ตริสกุล. (2550). กลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยกะเลิง. ใน สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน(บรรณาธิการ), กลุ่มชาติพันธุ์ในอีสาน. มหาสารคาม: สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

เกียรติศักดิ์ บังเพลิง. (2558). ชุมชนชาติพันธุ์ "บรู" ร่วมสมัยบนพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว: วิถีชีวิตและการปรับตัวทางวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ดุษฎีนิพนธ์ สาขามานุษยวิทยา).

คำภา กระทุ่มขันธ์. (2526). วิเคราะห์ภาษากะเลิง บ้านเชิงชุม ต.สว่าง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร: มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม, 2526.

จิตร ภูมิศักดิ์. (2524). ความเป็นมาของคำสยาม, ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์ดวงกมล

ดำรงราชานุภาพ, ส. (2466). เที่ยวที่ต่างๆ ภาค 4. พระนคร: โรงพิมพ์โสภรพิพรรฒธนากร.

ทรงคุณ จันทจร. (2010). การถ่ายทอดภูมิปัญญาพื้นบ้านในเรื่องทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้ ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเลิง: มหาสารคาม : คณะวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2553.

บุญจันทร์ ทิพชัย.(2561). การบูรณาการการใช้ภูมิปัญญาเจ้าโคตรของกลุ่มชาติพันธุแไทยลาว ผู้ไทย และกะเลิง สุบทบาทหน้าที่ของผู้นําชุมชนในภาคอีสาน (วิทยานิพนธ์ ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศาสตร์). มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

บุญช่วย เทอำรุง. (2537). วัฒนธรรมชาวบ้านกุรุคุ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม (วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาเอกไทยคดีศึกษา. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม

ประตูสู่อีสาน. ชนเผ่ากะเลิง. อัพเดทเมื่อ 6 มิถุนายน 2564สืบค้นจาก https://www.isangate.com/new/11-paothai/146-paothai-khalearng.html เข้าถึงเมื่อ 20 เมษายน 2565

ประภัสสร์ ชูวิเชียร .(2555). ผู้คนและชาติพันธุ์ลุ่มน้ำ โขงในงานค้นคว้าของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรง

ปุณชญา ศิวานิพัทน์ และราชันย์ นิลวรรณาภา (2562). โครงสร้าง ที่มาและความหมายของคำเรียกชาติพันธุ์ในอีสาน. ดำรงวิชาการ, 18(2), 61-94. สืบค้นจาก https://so01.tci-thaijo.org/index.php/damrong/issue/view/16193.

พิฆเนศ อิสระมงคลรักษ์.(2556). อัตลักษณ์เชิงเลขนศิลป์ 8 กลุ่มชาติพันธุ์แถบลุ่มแม่น้ำโขง กรณีศึกษาจังหวัดมุกดาหาร. (วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร.

พิสิฏฐ์ บุญไชย. (2546). กะเลิงจังหวัดสกลนคร เจ้าสมุนไพรแห่งเขาภูพาน. อีสานศึกษา 2,3, (ต.ค.-ธ.ค. 2546), 26-34.

ภานุพงศ์ พิลาศรี. (2533). 'กะเลิง' สกลนครชาติพันธุ์ลุ่มน้ำโขงผู้รักความสงบ. มติชน, 19 กุมภาพันธุ์ 2533(17).

มุจลินทร์ ลักษณะวงษ์. (2559). การจัดกลุ่มย่อยภาษากะเลิงในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย). มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

รัตนา วรรณชาติ. (2559). การปรับตัวทางวัฒนธรรมในบริบทสังคมอีสานภายใต้รัฐไทยของกลุ่มชาติพันธุ์กะเลิงบ้านดอนตาลอำเภอดอนตาลจังหวัดมุกดาหารมหาสารคาม: พัฒนานิพนธ์ สาขาพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

ราชานุภาพ. สืบค้นจาก http://www.sure.su.ac.th/xmlui/bitstream/handle/123456789/765/fulltext.pdf?sequence=1&isAllowed=y.

วีระพงศ์ มีสถาน. (2005). สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย : กะเลิง: นครปฐม : สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล, 2548.

สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม. (ม.ป.ป.). กะเลิง. สืบค้นจาก http://123.242.145.23/portal/script/test.php?pageID=110&table_d=language&s_type=.

สุระ อุณวงศ์ และคณะ. (2542). หนังสือประวัติวัฒนธรรมท้องถิ่นไทยกะเลิงบ้านดอนตาล. เอกสารอัดสำเนาเย็บเล่ม.

สุรัตน์ วรางค์รัตน์. (2524). กะเลิง. เมืองโบราณ 7,3, (ส.ค.-พ.ย. 2524), 108-114.

สุรัตน์ วรางค์รัตน์. (2530). การศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย.

สุรัตน์ วรางค์รัตน์. (2530). ศักยภาพในการรักษาป่าชุมชนของชนกลุ่มผู้ไทย โซ่ กะเลิง กรณีศึกษา จ. มุกดาหาร นครพนม และสกลนคร. สกลนคร: ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏสกลนคร.

สุรัตน์ วรางค์รัตน์. (2535). กะเลิงบ้านกุดแฮด: สกลนคร : ภาควิชาประวัติศาสตร์ วิทยาลัยครูสกลนคร, 2535.

สุรัตน์ วรางค์รัตน์. (2539). กะเลิงบ้านบัว: สกลนคร. ขอนแก่น: ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

สุวิทย์ ธีรศาสวัต และณรงค์ อุปัญญ์. (2540). การเปลี่ยนแปลงวิถีครอบครัวและชุมชนอีสาน: กรณีกะเลิงจังหวัดมุกดาหาร (รายงานผลการวิจัย). กรุงเทพ: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.

Schliesinger, J. (2000). Ethnic groups of Thailand : Non-Tai-speaking peoples: Bangkok : White Lotus Press, c2000.

Schliesinger, J. (2003). Ethnic groups of Laos. 1. Introduction and overview: White Lotus Press.

Schliesinger, J. (2003). Ethnic groups of Laos. 2. Profile of Austro-Asiatic-speaking peoples: White Lotus Press.

Schliesinger, J. Ethnic groups of Laos: White Lotus Press.

สัมภาษณ์ :

ซุม ปริปุณะ, นาง, อายุ 77 ปีบ้านดอนตาลอ.ตอนตาล จ.มุกดาหาร, สัมภาษณ์เมื่อ 2560, สัมภาษณ์โดย เกียรติศักดิ์ บังเพลิง

บัวผัน บุทธจักร, นาง, อายุ 65 ปีบ้านดอนตาลอ.ตอนตาล จ.มุกดาหาร, สัมภาษณ์เมื่อ 2560, สัมภาษณ์โดย เกียรติศักดิ์ บังเพลิง

บุญพะมา ประสานชม, นาง, อายุ 80 ปี บ้านดอนตาลอ.ตอนตาล จ.มุกดาหาร, สัมภาษณ์เมื่อ 2560, สัมภาษณ์โดย เกียรติศักดิ์ บังเพลิง

ร่วม อุทธศรี, นาง, อายุ 76 ปี บ้านดอนตาลอ.ตอนตาล จ.มุกดาหาร, สัมภาษณ์เมื่อ 2560, สัมภาษณ์โดย เกียรติศักดิ์ บังเพลิง

ลี อุทธศรี, นาง, อายุ 76 ปี บ้านดอนตาลอ.ตอนตาล จ.มุกดาหาร, สัมภาษณ์เมื่อ 2560, สัมภาษณ์โดย เกียรติศักดิ์ บังเพลิง

หลาย หมั่นสิงห์, นาง, อายุ 77 ปีบ้านดอนตาลอ.ตอนตาล จ.มุกดาหาร, สัมภาษณ์เมื่อ 2560, สัมภาษณ์โดย เกียรติศักดิ์ บังเพลิง


งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ : กะเลิง

ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร