กำมุ

ชื่อเรียกตนเอง : กำมุ, ตะมอย

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ขมุ, ข่ามุ

ตระกูลภาษา : ออสโตรเอเชียติก

ภาษาพูด : กำมุ

ภาษาเขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 12 มิ.ย. 2566

369

ชาติพันธุ์กำมุ (Khamu) เป็นชื่อเรียกตนเองตามสำเนียงท้องถิ่นว่า “กำมุ” “กึมมุ” “ข่ามุ” “พรุ่” หรือ“เคอม” ในระยะแรกนักวิชาการเรียกว่า “ข่ามุ” ต่อมาในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยรัชกาลที่ 7 จึงเปลี่ยนมาเรียกว่า ขมุ เช่นเดียวกันกับ ชาวลาว จะเรียกชนกลุ่มกลุ่มนี้ว่า ข่ามุ ข่า หรือ ลาวเทิง สำหรับชื่อที่ใช้ในประเทศไทยนั้นส่วนใหญ่เรียกว่า “ขมุ”

กลุ่มชาติพันธุ์กำมุเป็นชนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจายทางตอนเหนือของสาธารณรัฐประชาชนลาวและจัดอยู่ในกลุ่ม “ลาวเทิง” เมื่อลาวตกอยู่ภายใต้อาณานิคมฝรั่งเศส ราวปี พ.ศ. 2436-2496 พบว่า ชาวขมุจำนวนมากได้ที่กลายเป็นแรงงานในบริษัททำไม้ของฝรั่งเศส ชาวกำมุทำหน้าที่เป็นควาญช้าง เลี้ยงช้าง และแรงงานตัดไม้ ชักลากไม้ออกจากป่าภายหลังจากหมดสัญญาจ้าง มักจะเดินทางกลับภูมิลำเนาของตนเอง มีเพียงชาวกำมุบางส่วนเท่านั้นที่แต่งงานกับหญิงพื้นเมืองและตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยตามลุ่มน้ำในจังหวัดต่างๆ ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน กาญจนบุรีและอุทัยธานี ในส่วนของคนกำมุที่กระจายตัวบริเวณพื้นที่ชายแดนของไทย ในอำเภอเวียงแก่น และอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย พบหมู่บ้านของคนกำมุ จำนวน 5 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านท่าวังผาหมู่บ้านห้วยซ่าน หมู่บ้านห้วยเอียน หมู่บ้านห้วยกอกและหมู่บ้านห้วยเย็น นอกนั้นมีการอยู่อาศัยปะปนกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นผ่านการแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์กับคนม้ง คนจีนฮ่อ เช่น หมู่บ้านห้วยจ๊อ หมู่บ้านทุ่งพัฒนา และหมู่บ้านป่าตึง

ปัจจุบันชาวกำมุมีความสำคัญต่อสังคมไทยในแง่ของการเป็นแรงงานในภาคการเกษตร พวกเขามีวิถีการดำรงชีพอัตลักษณ์ทางด้านประเพณีวัฒนธรรม ระบบความเชื่อที่สะท้อนถึงตัวตนของเขา นอกจากนี้ยังเป็นกลุ่มตนที่มีการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม ดังเช่นในปัจจุบันที่พวกเขาเข้าร่วมเทศกาลต่างๆ เพื่อสร้างพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรมผ่านการสร้างกลุ่มและเครือข่ายที่เกิดขึ้นจากการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนพื้นราบ ทำให้พวกเขามีสถานะของการเป็นพลเมืองไทยควบคู่กับการแสดงออกทางอัตลักษณ์วัฒนธรรมที่มีความชัดเจนท่ามกลางความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : กำมุ, ตะมอย

กำมุ (Kmhmu/Kammu) เป็นชื่อเรียกตัวเอง (Proschan, 1997) มีความหมายว่า “คน” (จิตร ภูมิศักดิ์, 2547: 93; ดำรง ทายานิน, 2548)

ตะมอย (Tmooy/Tmoi) เป็นชื่อเรียกตัวเองที่ใช้จำแนกกลุ่มกำมุที่อยู่นอกเหนือจากกลุ่มของตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ตะมอย หมายถึง พวกเรากลุ่มอื่น หรือ “พวกเขา” (guest or visitor) ซึ่งเป็นกำมุนอกจากกลุ่มเรา (Proschan, 1997; Simmee Oupra, 2009: 254-256) โดยจะเรียกชื่อถิ่นฐานต่อท้ายคำว่า ตะมอย เช่น ตะมอยดอย หมายถึง ขมุที่อยู่บนเขา หรือตะมอยลื้อ กลุ่มคนขมุที่มีถิ่นฐานอยู่ใกล้กับคนไทลื้อ เป็นต้น

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ขมุ, ข่ามุ

ขมุ (Khamu) เป็นชื่อที่คนไทลื้อและกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ เรียกคนกำมุ อย่างไรก็ตามคนกำมุต้องการให้คนภายนอกกลุ่มเรียกตนเองว่า “กำมุ” มากกว่า “ขมุ” เนื่องจากคำหลังมีความหมายในเชิงดูถูกดูแคลน (ดำรง ทายานิน, 2548)

ข่ามุ (Khamu) เป็นชื่อที่คนไทลื้อ คนลาว และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ เรียกคนกำมุ คำว่า “ข่า” มีนัยยะแฝงความหมายของคำว่า “ผู้รับใช้” หรือ “ขี้ข้า” เนื่องด้วยบริบททางประวัติศาสตร์ คนกำมุมักจะอยู่ใต้ปกครองของชนชาติลาว เมื่อครั้งเมืองหลวงพระบางเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรลาว ล้านช้าง คนกำมุมักเป็นแรงงานรับจ้างคนไทลื้อ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่พวกเขาปฏิสัมพันธ์อยู่เสมอ (บุญช่วย ศรีสวัสดิ์, 2551[2493]: 266; จิตร ภูมิศักดิ์, 2519: 413; Simmee Oupra, 2009: 254-256 ) ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า
คำว่า “ข่า” อาจเป็นคำที่ไม่ได้มีความหมายในเชิงดูถูกมาตั้งแต่แรกเริ่ม แต่เกิดขึ้นภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงของบริบทการเมือง ทำให้คำดังกล่าวเป็นคำในเชิงดูถูกกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาออสโตรเอเชียติกสาขามอญ-เขมร (เช่น กำมุ ถูกเรียกว่า ข่ามุ หรือ มลาบรี ถูกเรียกว่า ข่าป่า) (Proschan, 1997) อย่างไรก็ตาม คนกำมุมีความต้องการให้คนอื่นเรียกตนเองว่า “ไทยใหม่” (บุญช่วย ศรีสวัสดิ์, 2551[2493]: 266)

ภาษา

ตระกูลภาษา : ออสโตรเอเชียติก

ตระกูลภาษาย่อย : มอญ-เขมร

นักภาษาศาสตร์ ได้ทำการศึกษาภาษากำมุและจำแนกให้เป็นภาษาในตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขามอญ-เขมร

ภาษาพูด : กำมุ

ชาวกำมุสามารถพูดสื่อสารได้ทั้งภาษากำมุ ภาษาไทยกลาง ภาษาเหนือ หรือภาษาอีสาน ตามแต่ละท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ ชาวกำมุจะมีภาษาพูดเป็นของตนเองตามสำเนียงเสียงท้องถิ่น และแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม ส่วนใหญ่จะสามารถสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ เพราะมีการเรียนรู้ภาษาระหว่างกัน

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

จากการศึกษา พบว่า ภาษากำมุนั้นไม่มีตัวอักษรสำหรับใช้เขียน หากแต่ตามตำนานเรื่องเล่าสืบต่อกันว่า แต่เดิมชาวกำมุมีภาษาเขียน แต่ตัวอักษรที่ใช้เขียนได้สูญหายไปปัจจุบันคนกำมุบางกลุ่มได้ทำการประดิษฐ์ คิดค้นภาษาเขียนขึ้นใหม่ แต่ยังใช้ไม่แพร่หลายนัก

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง หรือชนชาวเขา

กลุ่มชาติพันธุ์กำมุกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัดของภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำปาง และจังหวัดน่าน โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1) จังหวัดเชียงรายกระจายตัวตั้งถิ่นฐานในอำเภอเชียงของ หมู่บ้านห้วยเย็น หมู่บ้านห้วยกอก อำเภอเวียงแก่น ในหมู่บ้านท่าวังผา บ้านห้วยซ่าน บ้านห้วยเอียน 2) จังหวัดเชียงใหม่ กระจายตัวตั้งถิ่นฐานใน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันชนกลุ่มนี้ได้ถูกกลืนกลายเข้ากับชนกลุ่มใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ 3) จังหวัดลำปาง กระจายตัวในอำเภองาว บ้านพร้าว และบ้านกลางห้วย ตำบลบ้านหวด อำเภอแจ้ห่มบ้านนาไหม้ ตำบลเมืองมาย (สมโชติ อ๋องสกุล, 2549: 94) และ 4) จังหวัดน่าน ตั้งถิ่นฐานกระจายตัวใน 5 อำเภอ ได้แก่ 4.1) อำเภอเมือง บริเวณบ้านวังหมอ ตำบลท่าบ่อบ้านห้วยปุก ตำบลสะเนียนบ้านหาดปลาแห้งตำบลบ่อ 4.2) อำเภอภูเพียงบ้านห้วยไฮ บ้านห้วยคำ ตำบลฝายแก้ว 4.3) อำเภอท่าวังผา ตำบลตาลชุม พบที่บ้านปางสา ตำบลผาทอง บ้านน้ำโขง ตำบลผาตอ บ้านห้วยโป่ง บ้านวังผา 4.4) อำเภอเชียงกลาง ตำบลผาตอย พบที่บ้านวังผาง บ้านปางสา บ้านน้ำโม บ้านวังเสา บ้านน้ำปาน บ้านห้วยม้อย บ้านห้วยเลา บ้านห้วยแกลบ บ้านสบพาง บ้านน้ำหลุ บ้านน้ำหลุใหม่ ตำบลชนแดน 4.5) อำเภอทุ่งช้าง ตำบลและ พบที่บ้านน้ำสอดตำบลงอบ พบที่บ้านห้วย สะแตง บ้านภูคำ บ้านน้ำลาด ตำบลปอน พบที่บ้านไชยธงรัตน์ บ้านสบปางอำเภอเวียงสา พบที่บ้านป่าแพะ

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

เกธราดา จันทะมธารี นักวิจัยอิสระ

เอกสารอ้างอิง :

จิตร ภูมิศักดิ์. (2547). ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม: อันเนื่องมาจากความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาวขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ. กรุงเทพฯ: มติชน.

ชนัญ วงษ์วิภาค. (2530). ชาวน่าน : คนหมู่มาก และคนกลุ่มน้อยในเมืองน่าน. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.

ชมัยโฉม สุนทรสวัสดิ์. (2521). การศึกษาเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกิจการป่าไม้ภาคเหนือของไทย ตั้งแต่พ.ศ. 2439 ถึงพ.ศ. 2475. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ชูศักดิ์ วิทยาภัค. (2548). ขมุเฮ็ดไฮ่ ไตเฮ็ดนา: ภูมิอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ภาคเหนือของประเทศ ไทย. ใน การเมืองเรื่องสุขภาพ การเมืองเรื่องชาติพันธุ์, ชูศักดิ์ วิทยาภัค (บรรณาธิการ). วารสาร สังคมศาสตร์. 17(1): 139-172.

ณัฐธิดาจุมปาและคณะ. (2560). การจัดการความรู้ทรัพยากรทางวัฒนธรรมและแนวทางการพัฒนาของกลุ่มชาติพันธุ์ขมุในหมู่บ้านห้วยเอียนอำเภอเวียงแก่นจังหวัดเชียงราย. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.

ดำรง ทายานิน. (2548). เกิดเป็นกำมุ ชีวิตและหมู่บ้าน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.

ทองสืบ ศุภะมาร์ค. (2528). พงศาวดารลาว. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา.

ทิพย์สุดา จินดาปลูก. (2560). ขมุกับการประกอบกิจการป่าไม้สักในล้านนาช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต ประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ธนุพงษ์ ลมอ่อน. (2554). การสร้างพื้นที่ทางสังคมของชาวขมุในอำเภอเวียงแก่น ภายใต้บริบทของการเป็นชายขอบ. เชียงใหม่: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ธวัช บุณโณทก. (2526). พื้นเวียง: การศึกษาประวัติศาสตร์และวรรณกรรมอีสาน. กรุงเทพฯ: สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

นิพัทธเวช สืบแสง. (2536). สังคมและวัฒนธรรมชาวขมุกับการพัฒนา. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยชาวเขา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

นิพัทธเวช สืบแสง. (2539). การอพยพแรงงานของชาวขมุ: สถานการณ์และผลกระทบต่อชุมชน. เชียงใหม่: อาวรณ์ มณีวรรณ.

บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. (2503). คนไทยในพม่า. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์รามินท์.

บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. (2506). ชาวเขาในไทย. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.

บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. (2547).30 ชาติในเชียงราย. กรุงเทพฯ: ศยาม.

ปนัดดา บุณยสาระนัย. 2544. กลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

มานิต วัลลิโภดม. (2521). สุวรรณภูมิอยู่ที่ไหน. กรุงเทพฯ: การเวก.

โยซิยูกิ มาซูฮารา. (2546). ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของราชอาณาจักรลาวล้านช้างสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14-17 จาก “รัฐการค้าภายในภาคพื้นทวีป” ไปสู่ “รัฐกึ่งเมืองท่า”. กรุงเทพฯ: มติชน.

วรรณชลีย์ บุญมี. (2520). ความสัมพันธ์กับอังกฤษในบางลักษณะสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การป่าไม้และการเหมืองแร่. วิทยานิพนธ์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร

ศรีศักร วัลลิโภดม. (2538). แอ่งอารยธรรมอีสาน: แฉหลักฐานโบราณคดีพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์.กรุงเทพฯ: มติชน.

ศศิภา คำก่ำ. (2558). วิถีการดำรงชีพและความแตกต่างทางสังคมของคนขมุในการพัฒนาเศรษฐกิจบริเวณชายแดนไทย-ลาว. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาชาติพันธุ์สัมพันธ์และการพัฒนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

สรัสวดี อ๋องสกุล. (2554). ประวัติศาสตร์ล้านนา. กรุงเทพฯ: อมรินทร์.

เสถียร ฉันทะ. (2542). วิถีขมุ: ภูมิปัญญาพื้นบ้านกับการจัดการทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ. เชียงใหม่: ศูนย์ศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

Evrard Olivier. (2011). Labour migrations of Law highlanders in Thailand: historical trends and contemporary issue paper presented during the international conference Ethnic Interactions in the context of Globalization in Southwest China and its relations to Southeast Asia, Kunming University, June 17th-19th 2011.

Prochan, Frank. (1997). ‘We are all Kmhmu, just the same’: ethnonyms, ethnic identities, and ethnic groups, in American Ethnologist, 24(1), 91-113.

Simmee Oupra. (2009). Language Ecology and Language Planning in Chiang Rai Province, Thailand (Doctoral Dissertation). Adelaide: University of Adelaide.

สัมภาษณ์ :

ทนงศักดิ์ มาเท, นาย, หมู่บ้านห้วยเอียน อำภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย, วันที่ 24 ธันวาคม 2559. เกธราดา จันทะมธารี ผู้สัมภาษณ์

ทิม จังจอม, นาย, หมู่บ้านห้วยเอียน อำภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย, วันที่ 28 มกราคม 2560. เกธราดา จันทะมธารี ผู้สัมภาษณ์

เพชร บุญเรือน, นาย, หมู่บ้านห้วยกอก อำภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย, เดือนพฤศจิกายน 2555 ถึงพฤษภาคม 2557. เกธราดา จันทะมธารี ผู้สัมภาษณ์

เพ็ญ บุญยัน, นาง, หมู่บ้านห้วยเอียน อำภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ,วันที่ 28 พฤษภาคม 2560. เกธราดา จันทะมธารี ผู้สัมภาษณ์

ยัด เชอร์แลน, นาง, หมู่บ้านห้วยกอก อำภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย, วันที่ 28 มีนาคม 2562. เกธราดา จันทะมธารี ผู้สัมภาษณ์

สมพร ยอมยา, นาย, หมู่บ้านห้วยเอียน อำภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย, วันที่ 24 ธันวาคม 2559. เกธราดา จันทะมธารี ผู้สัมภาษณ์

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ : กำมุ

ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร