ขแมร์ลือ

ชื่อเรียกตนเอง : ขแมร์ลือ

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : เขมรสูง, ไทย-เขมร, เขมรถิ่นไทย, คนไทยเชื้อสายเขมร, เขมรสูง, เขมรเหนือ, เขมรป่าดง

ตระกูลภาษา : ออสโตรเอเชียติก

ภาษาพูด : เขมร

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 11 ก.ค. 2566

1,128

กลุ่มชาติพันธุ์ขแมร์ลือนั้นเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในแถบอีสานใต้ซึ่งจะกระจัดกระจายไปตามจังหวัดต่างๆอย่าง จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และจังหวัดอื่นๆที่ใกล้เคียง คำว่า ขแมร์ลือ, คแมร์ลือ มีความหมายว่า เขมรสูง แต่ในประเทศกัมพูชานั้นจะเรียกแทนกันว่า คแมร์-กรอม ซึ่งแปลว่าเขมรต่ำ โดยที่เขมรสูงและขเมรต่ำนั้นมีความแตกต่างกันและแบ่งแยกกันตามภูมิวัฒนธรรม ชาวแขมร์ลือแบบดั้งเดิมนั้นมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ใกล้เคียงกับคนไทยพื้นเมือง เห็นได้จาก การตั้งถิ่นฐาน อาหาร ลักษณะบ้านเรือนและการปกครอง ชาวขแมร์ลือส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธผสมผสานกับศาสนาพราหมณ์และผี ส่งผลให้ประเพณีและพิธีกรรมมีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของกลุ่มชาติพันธุ์ขแมร์ลือ

นักประวัติศาสตร์หลายคนมีการคาดการณ์ว่า ถิ่นฐานเดิมของชาวขแมร์นั้นอาศัยอยู่บริเวณพื้นที่เทือกเขาสูงโคราชและยังพบหลักฐานทางโบราณคดีซึ่งก็คือปราสาทหิน แต่เกิดการอพยพเนื่องจากเกิดสงครามขึ้น ส่งผลให้ชาวขแมร์ต้องอพยพมาตั้งถิ่นฐานอาศัยบริเวณอีสานใต้เป็นส่วนใหญ่ และมากยิ่งขึ้นจนกลายเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ประจำถิ่น ณ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน และในปัจจุบันนั้นก็จะอยู่แบบกระจัดกระจายตามจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และจังหวัดอื่นๆในแถบอีสานใต้ เช่น นครราชสีมา อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ปราจีนบุรี ตราด จันทบุรี ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว เป็นต้น ในปัจจุบันชาวขแมร์ลือกระจายตัวอยู่ตามจังหวัดต่างๆที่ได้กล่าวไปข้างต้น แต่จำนวนของประชากรในปัจจุบันมีจำนวนที่ลดลงถ้าเปรียบเทียบกับในอดีต สาเหตุเพราะว่า ไม่มีผู้สืบทอดทางวัฒนธรรม

อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวขแมร์ที่โดดเด่นเลย คือ การแต่งกายด้วยผ้าไหมที่มีความเป็นเอกลักษณ์และได้รับการยอมรับในวงกว้าง แต่ก็เกิดปัญหาที่ภาครัฐเข้ามาแทรกแซงพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม แต่ชาวขแมร์ก็ยังสามารถรักษาวัฒนธรรมไว้ได้ และยังมีในเรื่องของภาษาเขมรที่นิยมอย่างมากและใช้ต่อเนื่องกันอย่างเรื่อยมา

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : ขแมร์ลือ

ชาวเขมรส่วนใหญ่ เรียกตัวเองว่า “คะแมร” ชาวเขมรในแถบอีสานใต้ ได้แก่ สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ จะเรียกตัวเองว่า ขแมร์ลือ หรือเขมรถิ่นไทย ชาวเขมรในอีสานใต้ได้ให้คำอธิบายว่า แขมร์ลือ มีที่มาจากการเรียกตัวเองเพื่อแยกแยะระหว่าง ชาวเขมรในไทยให้แตกต่างจากชาวเขมรในกัมพูชาโดยเรียกเรียกตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ โดยเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาคือภูเขา ชาวขเมรถิ่นไทยจะอยู่บริเวณที่ราบสูงและอยู่บนเทือกเขาซึ่งจะมองลงมาเห็นเป็นภูมิประเทศของกัมพูชา หรือก็คือ ชาวขแมร์ลือ คือ เขมรบน ส่วนชาวเขมรในกัมพูชาจะอยู่ที่ราบ ชาวขแมร์ในกัมพูชาเรียกตัวเองว่า คแมร์กรอม หรือขแมร์กรอม หมายความว่า เขมรล่างเรียกตามลักษณะภูมิศาสตร์ สูงกับล่าง แบ่งให้เห็นความแตกต่างระหว่างกลุ่ม

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : เขมรสูง, ไทย-เขมร, เขมรถิ่นไทย, คนไทยเชื้อสายเขมร, เขมรสูง, เขมรเหนือ, เขมรป่าดง

เขมรถิ่นไทย, เขมรสูง, เขมรเหนือ เป็นชื่อเรียกที่กลุ่มนักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ของไทยใช้เรียกกลุ่มชนที่พูดภาษาเขมร

เขมรป่าดง เป็นคำที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสาน สี่เมืองคือ เมืองสุรินทร์ รัตนบุรี สังขะและขุขันธ์ เรียกกลุ่มเมืองนี้ว่า "หัวเมืองเขมรป่าดง" ในอดีตส่วนกลางเรียกว่า "เขมรป่าดง" ความหมายถึง กลุ่มคนเขมรที่อาศัยอยู่ตามป่าพงไพร

เขมรถิ่นไทย เป็นชื่อเรียกที่หน่วยงานราชการไทยใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์เขมรที่อยู่ในประเทศไทย

เขมรสุรินทร์ เป็นชื่อเรียกที่กลุ่มนักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ของไทยใช้เรียกกลุ่มชนที่พูดภาษาเขมรที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุดในจังหวัดสุรินทร์

กลุ่มชาติพันธุ์ขแมร์ลือหรือคนเขมรถิ่นไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ได้นิยามตนเองให้แตกต่างจากคนกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันที่อาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชา ด้วยการเรียกตนเองว่า "ขแมร์-ลือ" ที่สื่อความหมายถึง ชาวเขมรที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศกัมพูชา และเรียกชาวเขมรในประเทศกัมพูชาว่า "ขแมร์-กรอม" อันหมายถึง เขมรต่ำหรือ กลุ่มคนเขมรที่อาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชา การแบ่งแยกกลุ่มคนด้วยการเติมชื่อเฉพาะต่อท้ายนี้คือ การยึดเอาลักษณะภูมิประเทศหรือถิ่นที่อยู่ของตนเป็นหลักในการเรียก และหากในชีวิตประจำวันทั่วไปกลุ่มคนเหล่านี้จะเรียกแทนตนเองว่า ขแมร์ เช่น ขแมร์สะเร็น คือ คนเขมรสุรินทร์ ขแมร์บุรีรัมย์ คือคนเขมรบุรีรัมย์ หรือขแมร์ศรีสะเกษ คือ คนเขมรศรีสะเกษ เป็นต้น แต่ในอดีตคนกลุ่มนี้กลับถูกบรรดานักปกครองไทยจากส่วนกลางเรียกว่า “เขมรป่าดง” อันมีความหมายถึง กลุ่มคนเขมรที่อาศัยอยู่ตามป่าพงไพร ต่อมานักวิชาการหรือผู้ที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์นี้ในประเทศไทย ได้เรียกชาวขแมร์ว่า “เขมรถิ่นไทย” “คนไทยเชื้อสายเขมร” “เขมรสูง” “ไทยเขมร” อันมีข้อบ่งชี้ว่ามีการเรียกจากลักษณะถิ่นที่อยู่ที่พวกเขาอาศัย กล่าวคือ กลุ่มชาติพันธุ์นี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่แถบจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ ของประเทศไทย และหากเทียบกับลักษณะทางภูมิประเทศกับคนกลุ่มเดียวกันนี้ในประเทศกัมพูชา พบว่า ประเทศไทยอยู่ด้านบนหรือเหนือกว่าที่ตั้งของประเทศกัมพูชานั่นเอง

ขแมร์ลือ หรือ "เขมรถิ่นไทย" หรือชาวไทยที่มีวัฒนธรรมหรือเชื้อสายเขมร หมายถึง กลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ภาษาเขมรและอาศัยอยู่ในประเทศไทยซึ่งภาษาเขมรเป็นภาษาย่อยของกลุ่มภาษามอญ-เขมรตะวันออก (Eastern Mon-Khmer) ในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก (Austroasiatic) (สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ, 2547) คำว่า "เขมรถิ่นไทย" เป็นชื่อที่นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ใช้อ้างถึงผู้ที่พูดภาษาเขมรและอาศัยอยู่ในประเทศไทย ชาวเขมรถิ่นไทยจะเรียกตนเองว่า ขแมร์และหากจะบ่งบอกถึงถิ่นของภาษาและชาติพันธุ์ ชาวเขมรถิ่นไทยจะเรียกตนเองว่า "ขแมร์-ลือ" แปลว่า เขมรสูง หมายถึง ชาวเขมรที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศกัมพูชาและชนเผ่าต่าง ๆ เช่น เผ่าพนวง ขมุ ข่า ลัวะ เป็นต้น เรียกภาษาและชาวเขมรในประเทศกัมพูชาว่า "ขแมร์-กรอม" แปลว่า เขมรต่ำ แต่ชาวเขมรในประเทศกัมพูชากลับเรียกชาวเขมรที่อาศัยอยู่ในประเทศเวียดนามว่า "ขแมร์กรอม" (ประกอบ ผลงาม, 2538) ขณะเดียวกันคนกัมพูชา มักจะเรียกคนสุรินทร์ว่า “ขะแมร์โสเร็น” ซึ่งขะแมร์ เขมร หรือ แผ่นดินแม่ และ สะเร็น หรือ โสเร็น หมายถึง จังหวัดสุรินทร์ในประเทศไทยซึ่งคนส่วนมากจะพูดภาษาเขมร การเรียกดังกล่าวเป็นแสดงถึงความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรไมตรีของชาวเขมรด้วยกัน (สหภาพ บุญครอง, 2563)

คำว่า "เขมรถิ่นไทย" และ "ไทยเขมร" เป็นคำใหม่ที่เกิดขึ้นมา เป็นคำที่ใช้เรียกคนเขมรที่นิยามตนเองว่าเป็นคนไทย เนื่องจากความไม่ยอมรับของคนที่พูดภาษาเขมรว่าเป็นกลุ่มชาติพันธ์เดียวกันกับผู้คนในกัมพูชา ดังเช่น คำเรียกคนเขมรที่บ้านด่าน (หมู่บ้านที่อยู่ใกล้เขตชายแดนกัมพูชาขึ้นอยู่กับอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์) เรียกคนเขมรกัมพูชาว่า "พวกเขา" แต่คนเขมรในบ้านด่านเรียกกลุ่มชาติพันธ์ลาวและกูยว่า "พวกเรา" ซึ่ง บัญญัติ สาลี (2552) ได้อธิบายว่า เกิดจากสำนึกของการสร้างชาติในช่วงที่มีการสู้รบกันระหว่างไทยกับกัมพูชาในช่วง พ.ศ. 2510 สงครามการสู้รบดังกล่าวเป็นเหตุผลหนึ่งที่สนับสนุนให้เกิดการแตกแยกระหว่างชาติพันธ์ กลุ่มชาติพันธ์เขมรที่อยู่ในพื้นที่ประเทศไทยและประเทศกัมพูชาตามข้อสัญญาที่ไทยกับฝรั่งเศสต่างก็ได้สร้างชาติลักษณ์ในความเป็น "ไทยเขมร" และ "เขมรกัมพูชา" หรือแยกเรียกกันว่า "เขมรสูง" หมายถึงกลุ่มชาติพันธ์เขมรที่อยู่ในประเทศไทยและเรียก "เขมรต่ำ" หมายถึงชาวเขมรที่อยู่ในพื้นที่ประเทศกัมพูชา

ภาษา

ตระกูลภาษา : ออสโตรเอเชียติก

ตระกูลภาษาย่อย : มอญ-เขมร

ตระกูลภาษา จัดอยู่ในภาษาออสโตรเอเชียติก จัดอยู่ในภาษามอญ เขมร ภาษาเขมรคือภาษาทางการของราชอาณาจักรกัมพูชา เป็นภาษาพื้นบ้านภาษาหนึ่งถูกใช้ในหลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ได้แก่ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ นอกจากนี้ยังพบผู้พูดบางส่วนอยู่ในจังหวัดร้อยเอ็ด มหาสารคาม นครราชสีมา สระแก้ว ฉะเชิงเทรา และจันทบุรี ซึ่งจัดเป็นภาษาเขมรถิ่นไทย ที่มีความแตกต่างกับภาษาเขมรในราชอาณาจักรกัมพูชา (ศิริเพ็ญ, 2564)

ภาษาพูด : เขมร

ภาษาเขมรมีลักษณะแตกต่างกันออกไปในหลายถิ่น เช่น ภาษาเขมรพนมเปญ ภาษาเขมรที่ติดต่อกับประเทศลาว ภาษาเขมรในทิศตะวันออกของประเทศกัมพูชาที่ติดกับประเทศญวนเป็นต้น ภาษาเขมรในแถบจังหวัดเสียมเรียบและพระตะบองมีสำเนียงภาษาแตกต่างไปจากภาษาเขมรพนมเปญ แต่มีสำเนียงไกล้เคียงกับภาษาในแถบสุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ แม้ว่าจะมีสำเนียงที่แตกต่างกันออกไป ชาวกัมพูชา แต่ก็สามารถสื่อสารกันได้อย่างดี เนื่องจากมีระบบการเขียนเป็นตัวกลางสำคัญในการสื่อสาร สำหรับภาษาเขมรในกลุ่ม ขแมร์ลือ สุรินทร์ บุรีรัมย์นั้น เนื่องจากในปัจจุบันมีภาษาไทยเข้าไปปะปนอยู่มากประกอบกับเป็นภาษาพูดที่ไม่มีภาษาเขียนเป็นกรอบจำกัดเอาไว้ ทำให้มีการออกเสียงเพี้ยนไป จนบางคำศัพท์ออกเสียงเพี้ยนไปจากสำเนียงเดิม ทำให้ชาว ขแมร์ลือในแถบอีสานใต้ ไม่สามารถสื่อสารกันได้มากนัก ยิ่งหากไม่คุ้นเคยกับภาษาเขมรแบบของกัมพูชาแล้ว อาจมีการสื่อสารกันได้เพียงร้อยละ 50-60 และถ้าหากเป็นภาษาระดับนักวิชาการ คนขแมร์ลือก็ไม่อาจสื่อสารกับคนเขมรในกัมพูชาได้เลย (สงบ, 2536) ภาษาเขมร ที่ชาวขแมร์ลือพูดนั้น จะมีการเรียบเรียง เป็นภาษาพูดที่มีความนุ่มนวล ไม่มีอักษรสูง คำพูดออกมาเป็นเสียงกลางหรือเสียงต่ำแทบทั้งสิ้น ภาษาเขมรจึงมีลักษณะคล้ายคลึงกับภาษาไทยมากกว่า ภาษาเขมรในกัมพูชาเพราะภาษาเขมรมีลักษณะโดดเช่นเดียวกับภาษาไทย แต่ขณะเดียวกันก็มีลักษณะของภาษาคำโดยการเติมหน้าคำและกลางคำ และไม่มีการเติมคำท้ายคำ เขมรไม่ใช้วรรณยุกต์ และมักจะหยิบยืมคำภาษาต่างประเทศมาใช้ ทั้งระบบเสียงและระบบไวยากรณ์ มาปรับปรุงในระบบภาษาตน เช่น ภาษาบาลีและสันสกฤต

ภาษาเขมรเป็นภาษาที่มีการจารึกเป็นลายลักษณ์อักษร มีการพบศิลาจารึก ที่ถือเป็นเป็นภาษาเขียนตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 ลักษณะเป็นอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต ที่ปราสาทภูมิโปนอำเภอสังขะและปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก พบศิลาจารึกในหลากหลายในแหล่งเดียวกัน ราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 ที่เป็นอักษรเขมรโบราณ และยังพบศิลาจารึก พุทธศตวรรษ 17-18 อีกหลายแหล่ง เช่น อำเภอปราสาท และอำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ภาษาเขมรเป็นภาษานับเป็นภาษาเขียนภาษาหนึ่ง ที่ผู้บวชเรียนในอดีตจะต้องเรียนรู้เคียงคู่กับภาษาไทยเรียนจากพระคัมภีร์ใบลานตามวัดเก่าแก่ ต่างมีบทสวด หรือคำสอนเป็นภาษาเขมรเสียส่วนใหญ่ ภาษาเขมรพื้นบ้านจำนวนมากเป็นภาษาสันสกฤตหรือบาลีมีตัวอย่าง การนับเดือนแบบเขมรเทียบกับสันสกฤต และระบบการเขียนภาษาเขมรถิ่นไทยด้วยอักขระไทย(บุญขาน โทขันธ์, 2552,น.7)

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ

การตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวประชากร :

ชาวเขมรถิ่นไทยหรือชาวขแมร์ลือตั้งถิ่นฐานอยู่แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย บริเวณจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษเป็นส่วนใหญ่ และจะมีจังหวัดอื่นๆอย่าง จังหวัดนครราชสีมา อุบลราชธานี มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ปราจีนบุรี ตราด จันทบุรี ฉะเชิงเทรา และจังหวัดสระแก้ว

บางหลักฐานของนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าบริเวณที่ราบสูงโคราช เคยเป็นที่อยู่ของชาวขอมหรือชาวเขมรโบราณ โดยพบร่องรอยของปราสาทขอมโบราณ ศิลาจารึก ประติมากรรมที่พบมากในบริเวณ ปราสาทภูมิโปน ปราสาทไปรมัดน้อย ปราสาทพนาวัน ปราสาทหินพิมาย ชาวเขมรถิ่นไทย

ชาวขแมร์ น่าจะอพยพมาสมัยหลัง ในช่วง พ.ศ.2324-2325 เนื่องจากเจ้าเมืองสุรินทร์ (ศรีไผทสามานต์) ยกพลไปตีเมืองเขมร ทำให้ชาวเขมรจำนวนมากอพยพมาที่จังหวัดสุรินทร์ และบริเวณใกล้เคียงอื่นๆ อย่างศรีสะเกษ (ประกอบ ผลงาม, 2538 ,อ้างถึงใน นิโรฐ ศรีมันตะ และ นัฏฐิกา นวพันธุ์, 2562)

สำหรับการตั้งถิ่นฐานของขแมร์ลือนั้นจะมีความสัมพันธุ์กับภาษา ภาษาที่ใช้พูดเป็นตัวกำหนดถิ่นฐานว่าตั้งอยู่ที่ใด อาทิเช่นกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่ขแมร์ลือนั้นอย่างกลุ่มที่พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติกสามารถคาดเดาได้ว่าเป็นกลุ่มชนที่อยู่ทางตอนใต้ของทวีปเอเชียอย่างแน่แท้ (H.L. Shorto, 1979)

แหล่งข้อมูล

เอกสารอ้างอิง :

คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ. (2542). หนังสือเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดศรีสะเกษ. กรุงเทพฯ.

คะนึงนิตย์ ไสยโสภณ และประทีป แขรัมย์. (2556). วรรณกรรมเพลงพื้นบ้านกันตรึม: กรณีศึกษาการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กับสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยเขมรตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา (รายงานผลการวิจัย). กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.

ณรงค์ฤทธิ์ สุขสวัสดิ์. (2557). การดำรงอยู่ของวิถีชีวิต ประเพณี พิธีกรรมและความเชื่อ ของกลุ่มชนชาวไทยเขมร (เขมรถิ่นไทย) ที่อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี.วารสารศิลปะศาสตร์ปริทัศน์, 9(18).

นิคม มูสิกะคามะ. (2536). ประวัติศาสตร์โบราณคดี – กัมพูชา. กรุงเทพฯ: กองโบราณคดี กรมศิลปากร.

ประกอบ ผลงาม. (2538). สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์เขมรถิ่นไทย. กรุงเทพฯ : สหธรรมิก.

ประทีป แขรัมย์ และเป็ก เซียง. (2559). มรดกร่วมทางภาษาในพิธีกรรมการรักษาที่ส่งอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชาวเขมรถิ่นไทยและชาวเขมรในราชอาณาจักรกัมพูชา. กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

ไพฑูรย์ มีกุศล. (2533). การศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย : ไทยกวย. กรุงเทพฯ : สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย.

ลักขณา ชาปู่. (2546). การศึกษาเชิงวิเคราะห์พิธีเลี้ยงผีเขมร ในหมู่บ้านหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา. (ปริญญานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเขมรศึกษา). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร.

ศิริพร เชิดดอก (2558). มานึขแมร์: การธำรงชาติพันธุ์ชาวไทยเชื้อสายเขมร ภายใต้บริบทความหลากลายทางชาติพันธุ์. (วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาสังคมวิทยาการพัฒนา)” คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ. (2547). แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.

สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ. (2531). ระบบการเขียน (อ่าน) ภาษาเขมรถิ่นไทย. นครปฐม: สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท, มหาวิทยาลัยมหิดล.

อัญชนา จิตสุทธิญาณ และ ศานติ ภักดีคำ. (2552). พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ

ภาษาไทย-เขมร. กรุงเทพฯ : บริษัท ครีเอท มายด์ จำกัด.

สืบค้นออนไลน์

ไทยพีบีเอส (2556, 28 เมษายน). รายการพันแสงรุ้ง ตอน ภาษาเขมรถิ่นไทย. สืบค้นจาก www.youtube.com

ไทยพีบีเอส (2556, 7 พฤษภาคม). รายการพันแสงรุ้ง ตอน เขมรถิ่นไทย บ้านโพธิ์กอง. สืบค้นจาก www.youtube.com

บัญญัติ สาลี (2552). การปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์เขมรบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และนัยเพื่อการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนของรัฐไทย กรณีศึกษา: จุดผ่านแดนช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ (รายงานผลการวิจัย). สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. สืบค้นจาก https://dl.parliament.go.th/backoffice/viewer2300/web/viewer.php.

ชานน์ ไชยทองดี. (2562) ฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย: คะแมร์ลือ. สืบค้นจาก https://www.sac.or.th/databases/ethnic-groups/ethnicGroups/63.

สหภาพ บุญครอง. (2563, 18 เมษายน). โกนขะแมร์สะเร็น. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2563, จาก https://www.blockdit.com/posts/5e9a859fd9266e388e2...

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ : ขแมร์ลือ

ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร