ญ้อ

ชื่อเรียกตนเอง : ญ้อ, ย้อ, ญ่อ, โย้

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ไทญ้อ

ตระกูลภาษา : ไท

ภาษาพูด : ภาษาไทย, ญ้อ, ลาวอีสาน

ภาษาเขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 17 มิ.ย. 2566

1,700

“ญ้อ” หรือ “ไทญ้อ” เป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง การออกเสียงอาจแตกต่างกันตามสำเนียงของแต่ละพื้นที่ ญ้อ เป็นชื่อเรียกตนเอง ส่วนคำว่า ไท หมายถึง คน ไทญ้อ จึง หมายถึง “คนญ้อ” ในระยะหลัง การใช้คำเขียนว่า “ไทยญ้อ” หรือ “ไทยย้อ” เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความเป็นไทยที่ต้องการสถาปนาว่า “คนญ้อ” นั้นเป็นสมาชิกของประเทศไทยด้วยเช่นกันจึงมีการเติม “ย”

ถิ่นฐานเดิมของชาวญ้อ อยู่ที่เมืองหงสา แขวงไชยบุรี ตอนเหนือของเมืองหลวงพระบาง ภายหลังได้อพยพออกจากเมืองหงสาวดี โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่นำโดยท้าวหม้อ ได้ล่องแพมาตามแม่น้ำโขงเข้าสู่เวียงจันทน์ เจ้าอนุวงศ์ให้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองไชยบุรี ปากแม่น้ำสงครามฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ปัจจุบัน คือ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม กลุ่มที่สอง นำโดยขุนบรม ได้นำพาผู้คนอพยพไปยังเมือง คำเกิด ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ทั้งสองเมืองนี้ขึ้นตรงต่อเจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันท์เมื่อเกิดสงครามระหว่างสยามกับเวียงจันท์ในช่วงสมัยรัชกาลที่สามชาวญ้อที่เมืองไชยบุรีได้ถูกกววาดต้อนไปยังฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเพื่อสร้างเมืองใหม่ ในแขวงคำม่วน เมื่อสงครามสงบ กองทัพสยามได้เกลี้ยกล่อมให้ชาวเมืองคำม่วน คำเกิด ย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองไชยบุรี ซึ่งเป็นเมืองเดิมที่ชาวญ้อกลุ่มของท้าวหม้อเคยสร้างบ้านสร้างเมือง เมื่อผู้คนจากเมืองคำม่วนคำเกิด เริ่มอพยพโยกย้ายมายังฝั่งขวาของแม่น้ำโขงได้เข้ามาตั้งหลักปักฐานตามในดินแดนภาคอีสาน พร้อมตั้งเมืองที่ขึ้นตรงต่อสยาม

หลังจากนั้น การเคลื่อนย้ายของผู้คนจากฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงมายังฝั่งขวาเกิดขึ้นหลายครั้ง จากหลากหลายเมือง มีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ส่งผลให้เมืองที่บุกเบิกช่วงแรกเริ่มหนาแน่น ชาวญ้อ รวมถึงกลุ่มอื่นจึงเริ่มขยับขยายโยกย้ายกระจัดกระจายออกไป ครัวญ้อขนาดใหญ่ นำโดยพระคำก้อนและพระคำแดงได้ตั้งบ้านเรือนบริเวณตำบลบึงกระดาน ส่วนครัวชาวเมืองคำเกิดได้ย้ายมาตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำชี ชื่อบ้านท่าขอนยาง และให้ย้ายมาสังกัดแขวงเมืองกาฬสินธุ์ เนื่องจากส่งส่วยยังเมืองท่าอุเทนลำบาก ต่อมาพระคำก้อนได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองท่าขอนยาง ปัจจุบันชาวญ้อในประเทศไทยตั้งถิ่นฐานกระจายในหลายพื้นที่ โดยตั้งบ้านเรือนเป็นกลุ่มใหญ่ในหลายจังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม กาฬสินธุ์ สกลนคร หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อุดรธานี สกลนคร และสระแก้ว

ชาวญ้อในประเทศไทย ยังคงสืบทอดอัตลักษณ์ด้านภาษาที่มีความเฉพาะแตกต่างกับคนท้องถิ่น อีกทั้งยังคงเคร่งครัดในการนับถือผี และพิธีกรรมระดับชุมชน แต่ละชุมชนมีพิธีกรรมไหว้ผี บวงสรวงและเสี่ยงทายประจำปี โดยเฉพาะพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร การเสี่ยงทายต่าง ๆ ทั้งความอยู่ดีมีสุขและความบริบูรณ์ของน้ำท่า การเลี้ยงผี ยังถือว่าเป็นพิธีกรรมหลักที่ยังธำรงอัตลักษณ์ของความเป็นญ้อในประเทศไทย ในส่วนอัตลักษณ์ด้านอย่างอื่น ทั้งเสื้อผ้าการแต่งกาย การละเล่นต่าง ๆ ส่วนใหญ่ได้ถูกกลืนกลายและถูกผสมผสานกับคนอีสานท้องถิ่น

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : ญ้อ, ย้อ, ญ่อ, โย้

ญ้อ, ไทญ้อ คนญ้อจะเรียกแทนตนเองว่า “ญ้อ “ หรือ “ไทญ้อ” อย่างไรตาม ในเอกสารต่าง ๆ มีการเขียนทั้งสองแบบ คือ ญ้อ และ ย้อ ซึ่งการใช้ตัวอักษร “ย” แทน “ญ” นั้นไม่ถูกต้องตามสำเนียงการออกเสียงเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ เนื่องจากการใช้อักษร “ย” จะไม่สามารถออกเสียงขึ้นจมูกได้ และหากต้องการจะเรียกชื่อชาวญ้อให้ถูกต้องตามการออกเสียง “ญ” แบบขึ้นจมูก ทั้งนี้ แต่ละถิ่นที่ หรือชุมชนอาจออกเสียงแตกต่างกันเล็กน้อย สามารถพบได้ ทั้ง ญ้อ ย้อ ญ่อ ย่อ โญ้ โย้

พระนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้บรรยายถึงผู้คนที่อาศัยอยู่เมืองท่าอุเทนว่า ส่วนใหญ่เป็นชาวญ้อ แต่งกายเหมือนชาวเมือง มีภาษาพูดเหมือนกัน แต่สำเนียงจะเพี้ยน นิสัยเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต รักสงบ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ มีความสามัคคี ผู้หญิงจะใส่เสื้อแขนกระบอก คอกลม นุ่งซิ่นหมี่มีเชิง เครื่องใช้ไม้สอยผลิตเอง พระเทพบริหาร ได้เขียนเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อไว้ใน ประวัติศาสตร์ชาติไทยว่า ไทยชาติพันธุ์ ย่อ หรือ ย้อ หรือ ญ้อ อยู่ที่เมืองท่าอุเทนและไชยบุรี ส่วนใหญ่มาจากเมืองกองแก้ว ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ชาวเมืองท่าอุเทน นิยมเรียกตัวเองว่า “ไทญ้อ”

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ไทญ้อ

ไทยญ้อ ไทยย้อ ถูกให้ความหมายว่า หมายถึง กลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่พูดภาษาตระกูลไท อาศัยอยู่ในอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เป็นที่น่าสังเกตว่าการใช้คำว่า “ไทย” หน้าคำว่า “ย้อ” ในความหมายที่สื่อนัยยะถึง ประเทศที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนติดกับลาว เขมร มาเลเซีย และพม่า รวมถึงหมายถึง คน (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2554, 2554) อีกทั้ง การเติมคำว่า “ไทย” หมายถึง เป็นคนไทย ไม่ได้เป็นคนต่างชาติต่างภาษา แม้ว่าบรรพบุรุษจะเคลื่อนย้ายมาจากถิ่นที่อื่น แต่ปัจจุบันลูกหลานล้วนแต่เป็นคนไทยทั้งสิ้น

ขณะที่ชุดข้อมูลเรื่องการให้ความหมายของคำเรียกชาติพันธุ์ในอีสาน ระบุว่า การเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์นั้นมีโครงสร้างสองรูปแบบ คือ โครงสร้างแบบเดี่ยวและโครงสร้างแบบประสม เช่น คำเรียกชื่อชาติพันธุ์ที่เป็นคำเดี่ยวมักมีที่มาและความหมายจากถิ่นฐานเดิมที่พวกเขาเคยอาศัยอยู่ รวมถึงลักษณะภูมิประเทศก่อนที่จะอพยพเข้ามาอยู่ในภาคอีสาน ส่วนชื่อที่ถูกประกอบสร้างขึ้นใหม่ในลักษณะที่เป็นการประสม จะประกอบด้วยโครงสร้างส่วนหลักและส่วนขยายเพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์มีลักษณะเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ส่วนขยายอาจเป็นชื่อหรือคำที่ใช้เรียกชาติพันธุ์ หรือเป็นคำที่แสดงความเป็นกลุ่ม ได้แก่ คำว่า คน ชาว และ ไท หรือเป็นคำแสดงชนชั้นทางสังคม คือ คำว่า “ข่า”

ดังนั้น การถูกคนอื่นเรียกว่า ไทยญ้อ หรือ ไทญ้อ จึงอาจมีความหมายถึง กลุ่มชาติพันธุ์ญ้อที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน หรือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อที่เป็นกลุ่มคนตระกูลไท (ศิวานิพัทน์ และราชันย์ นิลวรรณาภา, 2562)

ภาษา

ตระกูลภาษา : ไท

ภาษาพูด : ภาษาไทย, ญ้อ, ลาวอีสาน

ชาวญ้อ สามารถสื่อสารได้หลายภาษา ทั้งภาษาญ้อ ภาษาลาวอีสาน ภาษาไทย ซึ่งภาษาพูดของกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อมีความเหมือนกันกับภาษาไทยลาว แต่มีความแตกต่างของสำเนียงเล็กน้อย คือน้ำเสียงสูง อ่อนหวาน ไม่ห้วนสั้นเหมือนไทยลาว

ภาษาพูด มีพื้นฐานเสียงแตกต่างไปจากภาษาลาวอีสาน ตรงที่ฐานเสียงอักษรสูง และเสียงจัตวาจะเน้นในลำคอ เสียงสูง อ่อนหวาน ฐานเสียงสระ เอือ และ ไอ ในภาษาลาวจะตรงกับฐานเสียงสระ เอีย และ เออ ในภาษาญ้อ เช่น เฮือ เป็น เฮีย ให้ เป็น เห้อ ประโยคที่ว่า อยู่ทางใด เป็นอยู่ทางเลอ เจ้าสิไปไส เป็นเจ้านะไปกะเลอ เป็นต้น (สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดนครพนม, 2561) อย่างไรก็ตาม ภายในกลุ่มไทญ้อก็มีความแตกต่างตามนิเวศและสำเนียงการพูด เช่น ความแตกต่างของไทญ้อบ้านโพน อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม กับไทญ้อบ้านแป้น อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร หลายคำพูดอาจเหมือนกัน แต่จะมีบางประโยคที่แตกต่างกัน เช่น ญ้อท่าอุเทน ใช้คำว่า กะเล๋อ ส่วนไทญ้อโพนนาแก้ว จะใช้คำว่า ละเบ๋อ (ชนชาติพันธุ์กลุ่มจังหวัดสนุก, 2563)

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

ภาษาญ้อ ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน ปัจจุบันคนรุ่นใหม่นิยมใช้ตัวอักษรไทยในการเขียนทับศัพท์ภาษาญ้อ

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ

การตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวประชากร :

จังหวัด
อำเภอ
ตำบล

ตามจดหมายเหตุของหลวงชำนาญอุเทนดิษฐ์ (บาฮด กิติศรีวรพันธุ์) บุตรของพระศรีวรราช เจ้าเมืองท่าอุเทนคนสุดท้าย ได้กล่าวถึงคนญ้อไว้ว่า ไทญ้อมีถิ่นฐานอยู่ที่เมืองหงสาวดี ทางตอนเหนือของหลวงพระบาง ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง มีผู้ปกครองชื่อท้าวหม้อได้พาผู้คนและครอบครัวอพยพมาสร้างบ้านแปลงเมืองอยู่บริเวณปากแม่น้ำสงคราม ตั้งชื่อว่าเมืองไชยสุทธิอุตตมบุรี ปัจจุบัน คือ ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน (เมธี ดวงสงค์ อ้างถึงใน รุ่งอรุณ ทัฑชุณเถียร และสมศักดิ์ ศรีสันติสุข, 2532) ต่อมาญาติพี่น้องของท้าวหม้อได้ทราบข่าวการสร้างบ้านแปลงเมืองและความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่บริเวณนี้ จึงอพยพมาสมทบอีกประมาณ 500 คน เมื่อ พ.ศ. 2357 ได้ขยายไปตั้งถิ่นฐานในเขตบ้านแพง อำเภอบึงกาฬ ผลจากกบฏเจ้าอนุวงศ์ ทำให้ชาวญ้อถูกกวาดต้อนไปอยู่เมืองปุงลิง เมืองคำเกิด เมืองคำม่วน และเมืองมหาชัยก่องแก้ว ต่อมากองทัพไทยกวาดต้อนกลับมาอยู่ที่เดิม คือ บริเวณนครพนม กลุ่มหนึ่งอพยพมาอยู่ในเขตจังหวัดสกลนคร ส่วนอีกกลุ่มเคลื่อนย้ายมาตั้งบ้านเรือนในเขตจังหวัดมหาสารคาม ได้แก่ บ้านท่าขอนยาง บ้านกุดน้ำใส บ้านลิ้นฟ้า บ้านยาง และบ้านโพน (ธวัช ปุณโณทก, 2532)

นอกจากนี้ ยังพบว่าชาวญ้อตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ในอีกหลายพื้นที่ตามความเหมาะสมในการตั้งบ้านเรือน เช่น ตำบลแซงบาดาล อำเภอสมเด็จ ตำบลอีตื้อ อำเภอยางตลาด ตำบลโคกเครือ อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ บ้านนายูง อำเภอกุมภวาปี บ้านกุดแดง บ้านหนามแท่ง อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร (สุทัศน์ ตันสุวรรณ, 2536 อ้างถึงใน ทัศนีย์ บัวระภา พิมเสน บัวระภา และ วรรณศักดิ์พิจิตร บุญเสริม, 2536) และในจังหวัดบุรีรัมย์มีชาวญ้ออาศัยอยู่ เนื่องจากการกวาดต้อนครัวเรือนเชลยใน พ.ศ. 2376 (โชติ สุวัตถิ, 2519 อ้างถึงใน ทัศนีย์ บัวระภา พิมเสน บัวระภา และ วรรณศักดิ์พิจิตร บุญเสริม, 2536)

ปัจจุบัน มีผู้คนที่พูดด้วยภาษาญ้อกระจายตัวอยู่เพิ่มขึ้นใน 6 จังหวัด ดังนี้

1) จังหวัดหนองคาย บริเวณอำเภอท่าบ่อและอำเภอเมือง

2) จังหวัดนครพนม (อำเภอ ท่าอุเทน อำเภอนาหว้า อำเภอศรีสงคราม และอำเภอเรณูนคร)

3) จังหวัดสกลนคร (อำเภอวานรนิวาส อำเภอสว่างแดนดิน อำเภออากาศอำนวย อำเภอกุดบาก อำเภอกุสุมาลย์ และอำเภอเมือง)

4) จังหวัดกาฬสินธุ์ (ตำบลโพนสิม ตำบลหัวนาคำ อำเภอยางตลาด)

5) จังหวัดมหาสารคาม ที่บ้านท่าขอนยาง ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย

6) จังหวัดสระแก้ว คนญ้อในอำเภออรัญประเทศ ถือได้ว่าเป็นคนกลุ่มแรกที่เป็นเชื้อสายบรรพบุรุษของชาวอรัญดั้งเดิม สันนิษฐานว่า อพยพมาจากเวียงจันทน์และท่าอุเทน ปัจจุบันอาศัยอยู่ในหลายตำบลของอำเภออรัญประเทศ ได้แก่ ตำบลคลองน้ำใส ตำบลเมืองไผ่ ตำบลท่าข้าม ตำบลผ่านศึก และเขตเทศบาลตำบลอรัญประเทศ (ทัศนีย์ บัวระภา พิมเสน บัวระภา และ วรรณศักดิ์พิจิตร บุญเสริม, 2536)

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

ผศ.ดร. ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม

เอกสารอ้างอิง :

ครูแหล่ ชาตรี ร่ายรัก (ม.ป.ป.). เพลง ญ้อ หละเบ๋อ. สืบค้นจาก https://www.chordhit.com/1184/.

ชนชาติพันธุ์ กลุ่มจังหวัดสนุก. (2563). สารคดี ชนชาติพันธุ์ ตอนที่ 1 ไทญ้อ วิถีกับธรรมชาติ. สืบค้นจาก https://www.youtube.com/watch?v=aVCBfL6hZG4.

ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี.(2557). เจ้าแม่สองนาง: การสร้างความหมายของความเชื่อและบทบาทในการเสริมพลัง ท้องถิ่นใน วารสารแพรวา มหาวิทยาลัยราชภัฎกาฬสินธุ์ 1: 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม).

ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี. (2559). การค้าข้าวทางเรือและสังคมชาวนาลุ่มน้ำชีตอนกลางในช่วง พ.ศ. 2443-2504 ใน การประชุมวิชาการระดับชาติเครือข่ายวิจัยสถาบันอุดมศึกษาทั่วไปเทศประจำปี 2559 ในวันที่ 18-20 ธันวาคม 2559 ณ อาคารสุรพัฒน์ 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีอ.เมือง จ.นครราชสีมา

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จกรมพระยา. (2545). นิทานโบราณคดี .พิมพลักษณ์, กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า,

เติม วิภาคย์พจนกิจ. (2542). ประวัติศาสตร์อีสาน. พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ทัศนีย์ บัวระภา, พิมเสน บัวระภา, และ วรรณศักดิ์พิจิตร บุญเสริม. (2536). ผ้าไทญ้อ: กรณีศึกษาชาวไทญ้อ บ้านแซงบาดาล อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ (รายงานการวิจัย). กรงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ.

ทีวีบูรพา. (2546, 16 ธันวาคม). คนค้นคน Replay ตอน ท่าแร่ คนเสียหมา (1) ช่วงที่ 4/4. สืบค้นจาก https://www.youtube.com/watch?v=YvMDaHXSrlE.

ทีวีบูรพา. (2546, 23 ธันวาคม). คนค้นคน Replay ตอน ท่าแร่ คนเสียหมา (2) ช่วงที่ 3/4. สืบค้นจาก https://www.youtube.com/watch?v=6-w2lAh_9Hc.

ธวัช ปุณโณทก. (2532). เทียวอีสาน. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

บัญญัติ สาลี และ มยุรี ถาวรพัฒน์. (2561). ภาษาญ้อ. วารสารวัฒนธรรม, 57(2) 66-73. สืบค้นจาก http://magazine.culture.go.th/2018/2/files/basic-html/page67.html.

บุญมี ภูเดช. (2525). พงศาวดารเมืองกาฬสินธุ์และประวัติเมืองขึ้นในยุคเก่า. กาฬสินธุ์: โรงพิมพ์จินตภัณฑ์.

บุญยงค์ เกศเทศ. (2540). วัฒนธรรมชาวไทยย้อ ศึกษากรณีบ้านท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม.

ประชุมพงศาวดารภาค 4 และประวัติท้องที่จังหวัดมหาสารคาม. (2506). พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระสารคามมุนี เจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม วันที่ 8 มีนาคม 2506. พระนคร: โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น.

ประสพ ท้าวเนาว์.(2527). ชาวย้อที่บ้านท่าขอนยาง. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม.

ปุณชญา ศิวานิพัทน์ และราชันย์ นิลวรรณาภา (2562). โครงสร้าง ที่มาและความหมายของคำเรียกชาติพันธุ์ในอีสาน. ดำรงวิชาการ, 18(2), 61-94. สืบค้นจาก https://so01.tci-thaijo.org/index.php/damrong/issue/view/16193.

พินัย วิถีสวัสดิ์. (2555). ความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทญ้อ ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำแม่โขงตอนล่าง. วิทยานิพนธ์ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค. สุรินทร์: มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์. สืบค้นจาก http://srruir.srru.ac.th:8080/xmlui/bitstream/handle/123456789/398/Chapter4.pdf?sequence=6&isAllowed=y.

รุ่งอรุณ ทัฑชุณเถียร และ สมศักดิ์ ศรีสันติสุข. (2532). การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม ในหมู่บ้านชาติพันธุ์: กรณีศึกษาไทญ้อ บ้านโพน (รายงานผลการวิจัย). ขอนแก่น: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์.

สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดนครพนม. (2561). ชุมชนท่องเที่ยวัฒนธรรมชนเผ่าไทญ้อ (บ้านโพน). สืบค้นเมื่อ 1 กันยายน 2563, สืบค้นจาก https://nakhonphanom.mots.go.th/news_view.php?nid=469.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม. (2558) .พันแสงรุ้ง ตอน ญ้อท่าอุเทน. สืบค้นจาก www.youtube.com

สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (2554). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2554. สืบค้นจากhttps://dictionary.apps.royin.go.th/.

สุรจิตร จันทรสาขา. (ม.ม.ป.). รวมเผ่าไทยมุกดาหาร. กรุงเทพฯ : กรุงเทพฯ : สหายบล๊อกและการพิมพ์.

อธิราชย์ นันขันตี. (2558). การนับถือผีของชาวไทยย้อ: ความสัมพันธ์ด้านความเชื่อและนิเวศวิทยาวัฒนธรรม (ดุษฎีนิพนธ์ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต). มหาวิทยาลัยบูรพา, ชลบุรี.

เอเจียน แอมอนิเย. (2539). บันทึกการสำรวจ. ทองสมุทร โดเรและสมหมาย เปรมจิตต์ แปล. สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

สัมภาษณ์ :

จีน พรสอน, นาง, บ้านเลขที่ 12 หมู่ 4 บ้านท่าขอนยาง ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม, วันที่ 27 ตุลาคม 2544, ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี ผู้สัมภาษณ์

เจริญ บุญสิทธิ์, นาย, บ้านเลขที่ 73 หมู่ 4 บ้านท่าขอนยาง ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม, วันที่ 8 พฤศจิกายน 2546, ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี ผู้สัมภาษณ์

เจริญ สุขวิเศษ, นาง, บ้านเลขที่ 65 หมู่ 4 บ้านท่าขอนยาง ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม, วันที่ 8 มกราคม 2546, ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี ผู้สัมภาษณ์

บัง เนื่องไชยยศ, นาย, บ้านเลขที่ 17 หมู่ที่ 7 บ้านดอนนา ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม, วันที่ 20 ธันวาคม 2546,ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี ผู้สัมภาษณ์

บุญ บุตรราช, นาย, บ้านเลขที่ 14 หมู่ที่ 4 บ้านท่าขอนยาง ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม, วันที่ 12 กรกฎาคม 2542, ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี ผู้สัมภาษณ์

เผี่ยน หงส์หิน, นาง, บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 1 บ้านท่าขอนยาง ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม, วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2546, ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี ผู้สัมภาษณ์

หมึ่ง ระวงศรี, บ้านเลขที่ 19 หมู่ 8 บ้านดอนหน่อง ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม,วันที่ 7 พฤศจิกายน 2546, ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี ผู้สัมภาษณ์

หนูเพียร นิมิตร, นาย, บ้านเลขที่ 52 หมู่ 3 บ้านท่าขอนยาง ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม, วันที่ 12 พฤศจิกายน 2546, ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี ผู้สัมภาษณ์

อุดม วัฒนกุล, พระ(เจ้าอาวาส), วัดเจริญผล หมู่ที่ 1 บ้านท่าขอนยาง ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัยจังหวัดมหาสารคาม, วันที่ 12 กรกฎาคม 2542, ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี ผู้สัมภาษณ์

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ : ญ้อ

ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร