เยอ

ชื่อเรียกตนเอง : เยอ

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : กวยเยอ

ตระกูลภาษา : ออสโตรเอเชียติก

ภาษาพูด : เยอ

ภาษาเขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 17 มิ.ย. 2566

688

ชาติพันธุ์เยอเป็นชนกลุ่มน้อยสาขาหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์กวย กุย หรือส่วย นิยมเรียกชื่อตนเองว่า “กูยเยอ (Kui Nyeu)” คนอื่นเรียกชาติพันธุ์กลุ่มนี้ว่า “เยอ” หรือ “กูยเยอ” เช่นกัน

กลุ่มชาติพันธุ์กูยเป็นกลุ่มคนที่ใช้ภาษาตระกูลมอญ-เขมร ที่ปัจจุบันทางการลาวเรียกว่าลาวเทิง ซึ่งแบ่งสาขาแยกย่อยไปหลายกลุ่ม ในไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์บรู กลุ่มชาติพันธุ์โส้ กลุ่มชาติพันธุ์ซุย (กูย) สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์เยอถือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มชาติพันธุ์กูย กลุ่มชาติพันธุ์เยอเป็นกลุ่มชนที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างยาวนาน มีการเดินทางและย้ายถิ่นฐานหลายต่อหลายครั้ง เนื่องจากประสบปัญหาด้านต่างๆ ทั้งด้านการเมือง ภัยธรรมชาติ โรคระบาด และการแสวงหาที่ทำกิน จากประวัติศาสตร์ช่วง 3,000 ปีก่อนหน้า กลุ่มชาติพันธุ์เยอเคยอาศัยอยู่บริเวณทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ต่อมาอพยพมายังทิศใต้ของประเทศพม่า ภาคใต้ของของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศกัมพูชา และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 กลุ่มชาติพันธุ์กูยเคยมีสถานะเป็นรัฐอิสระ มีอาณาจักรเป็นของตนเองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นผู้ปกครอง อาญาจักรอยู่บริเวณจังหวัดกำปงธมของประเทศกัมพูชา ต่อมาเมื่อเขมรเข้ายึดอาณาจักรกลุ่มชาติพันธุ์กูย ชาวกูยจึงอพยพมายังภาคใต้ของของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ชาวกูยอาศัยอยู่ในประเทศลาวอย่าสงบ สำหรับการย้ายถิ่นฐานครั้งสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์เยอเกิดขึ้นเมื่อรัชสมัยของเจ้าศรีสมุทรพุทธางกูร พระเจ้าแผ่นดินผู้ปกครองนครจำปาศักดิ์ ชาวเยอถูกเกณฑ์มาใช้แรงงานอย่างกดขี่ ตลอดจนเกิดภัยพิบัติและโรคระบาดในประเทศลาว ชาวกูยจึงต้องอพยพข้ามแม่น้ำโขงมายังฝั่งตะวันตกในแถบเทือกเขาดงรัก และในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างของไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดอุบลราชธานี สุรินทร์ และมาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรในเขตพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษส่วนชาวเยออีกกลุ่มที่มาจากจากเมืองคงซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของหลวงพระบาง ชาวเยอกลุ่มนี้ล่องเรือลงมาตามแม่น้ำโขงเข้าสู่ปากแม่น้ำมูล เขตอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน เรื่อยมาจนถึงปากห้วยสำราญ เขตอำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ชาวเยอได้ตั้งถิ่นฐานปะปนอยู่กับกลุ่มชาติพันธุ์เขมรและลาว ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์เยอเกือบทั้งหมดตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาศัยอยู่ในจังหวัดมหาสารคาม

ชาติพันธุ์เยอนั้นมีเอกลักษณ์ทางด้านภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความเป็นอยู่เฉพาะของตนเอง อาทิ การมีความรักสามัคคี เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ประเพณีการแต่งงาน ประเพณีการทำศพ เป็นต้น แต่เมื่อกลุ่มชาติพันธุ์เยอได้เข้ามาอยู่อาศัยในจังหวัดศรีสะเกษ ก่อให้เกิดการผสมผสานทางด้านชาติพันธุ์และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์เยอเข้ากับกลุ่มชาติพันธุ์พื้นถิ่นอื่นๆ อาทิ ลาว เขมร ส่วย เป็นต้น ส่งผลให้ปัจจุบันวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์เยอเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมโดยรอบ เช่น ภาษาเยอที่ใช้สนทนาในชุมชมชาวเยอแต่เดิมมีความจำกัดด้านคำศัพท์จึงได้ถูกผสมด้วยภาษาลาว ภาษาเขมร และภาษาไทยกลาง

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : เยอ

"เยอ" เป็นชื่อที่ผู้คนในกลุ่มนี้เรียกตนเองและพยายามแยกกลุ่มของตนออกจากกลุ่มที่ลักษณะทางกายภาพที่คล้ายคลึงกัน แม้จะมีความเหมือนกันทั้งภาษา การแต่งกาย ลักษณะทางกายภาพและถิ่นฐานที่อพยพเข้ามาพร้อมกันแต่กลุ่มเยอ ยังคงเป็นอีกกลุ่มที่แยกย่อยและมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นเช่นกัน

งานวิชาการที่กล่าวถึงชาวเยอมีอยู่ค่อนข้างจำกัด หนึ่งในนั้นคืองานศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยของนักวิชาการชาวตะวันตกซึ่งบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับชาวเยอในประเทศไทยตั้งแต่ ค.ศ. 1952 ไว้ว่าชาวเยอเป็นกลุ่มย่อยที่รวมอยู่ในกลุ่มของชาวกวย เพราะว่าชาวกวยสามารถแบ่งได้สี่กลุ่ม ตามสำเนียงภาษาและสภาพภูมิศาสตร์การอยู่อาศัย ได้แก่ "กวยมะไฮ" อาศัยอยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี อำเภอโขงเจียม และในบริเวณประเทศลาวทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง เป็นชาวกวยที่อาศัยอยู่บนภูเขา เรียกตนเองว่า "ชาวบรู หรือบลู" 2) "กวยมะลอ" อยู่ในแถบจังหวัดอุบลราชธานี และศรีสะเกษ 3) "กวยมะลัว" หรือ "มะหลั่ว" อยู่ในแถบจังหวัดศรีสะเกษและสุรินทร์ 4) "กวยเยอหรือโย" อาศัยอยู่ในจังหวัดอุบลราชธานีและศรีสะเกษ (Seidenfaden, 1952) จากมุมมองดังกล่าวยังคงกล่าวถึงกลุ่มเยอภายใต้กลุ่มย่อยของชาวกวยซึ่งเป็นการจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามตระกูลภาษาและชาติพันธุ์

ในมุมมองของนักภาษาศาสตร์และนักมนุษยศาสตร์นั้น "ชาวเยอ" เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งของ ชาวกวย ที่อยู่ในกลุ่มภาษาตระกูลมอญข-เขมร โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของการอพยพย้ายถิ่นมาอย่างยาวนาน แต่ด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชาวเยอมีอยู่อย่างจำกัด อีกทั้งพื้นที่อยู่อาศัย ลักษณะทางกายภาพของผู้คน และความสัมพันธ์ของชาวเยอมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชาวกวย ทำให้นักชาติพันธุ์วิทยาบางท่านจัดให้ชาวเยอเป็นกลุ่มย่อยในกลุ่มของชาวกวย (สมหมาย ชินนาค, 2538) โดยมีสมมติฐานเกี่ยวกับการอพยพเข้าสู่ประเทศไว้อย่างหลากหลายดังนี้

1) ถิ่นกำเนิดจากแคว้นอัสสัม ประเทศอินเดีย ตั้งแต่ประมาณสามพันปีที่มาผ่านมา ในแถบลุ่มแม่น้ำพรหมบุตรในแคว้นอัสสัม ประเทศอินเดีย ซึ่งถูกรุกรานจากชนเผ่าอารยัน ชาวกวยจึงอพยพความวุ่นวานและภัยสงคราม เข้ามาสู่ลุ่มแม่น้ำสาละวินในประเทศเมียนมาร์ และบางส่วนเข้ามาสู่ลุ่มแม่น้ำโขง จึงสันนิษฐานว่าชาวกวยบางส่วนกระจัดกระจายอยู่ในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศกัมพูชา ตอนเหนือของลาว และภาคอีสานของไทย (Seidenfaden, 1952)

2) ถิ่นกำเนิดจากมณฑลไกวเจา ประเทศจีน เป็นข้อสันนิษฐานที่ไม่แพร่หลายมากนัก โดยเสนอว่าชาวสุรินทร์กล่าวถึงคำว่า "กุย (กวย)" หรือ "โกย" แปลว่าคน แต่หากเป็นชาวสุรินทร์รุ่นเก่าจะกล่าวว่า "กุย" ไม่ใช่เชื้อชาติแต่เป็นชื่อเมืองที่อพยพมาคือเมือง "กุยจิ๋ว" ซึ่งตั้งอยู่บริเวณมณฑลไกวเจา ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน กล่าวกันว่าเคยเป็นถิ่นที่ของคนไทยมาก่อน แต่จากนั้นจึงเริ่มมีชาวจีนอพยพเข้ามาจำนวนมากอยู่ปะปนกับชาวชนพื้นเมืองเดิม และได้คิดเรียกชนชาติอื่นที่ไม่มีความเจริญเท่าตนแอง เช่น "กุ๊ยนั้ง" คือ ผีปีศาจ ซึ่งหมายถึงคนไทยและชนชาติอื่นในมณฑลไกวเจา และคำว่า "กุ๊ย" ในปัจจุบันนี้คนไทยได้เปลี่ยนความหมายจากภูติปีศาจเป็นคนโซหรือคนเลว (เทอดชาย เอี่ยมลำนำ, 2542) จากนั้นจึงเริ่มอพยพลงจากทางตอนใต้นั้นเป็นชาวอาณาจักรโยนกเชียงแสนหิรัญนครซึ่งมีความใกล้ชิดกับช้างซึ่งเป็นพาหนะตั้งแต่โบราณกาล ทำให้ชาวกวยบางส่วนยังคงมีความสัมพันธ์และมีความผูกพันกับช้างจนถึงปัจจุบันที่ชาวกวยและชาวเยอส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ยังคงเลี้ยงช้างในครอบครัว

3) ถิ่นกำเนิดในบริเวณปัจจุบัน มีนักวิชาการจำนวนหนึ่งที่เสนอมุมมองเกี่ยวกับถิ่นที่อยู่ของชาวกวยว่าอยู่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย รวมไปถึงบริเวณตอนใต้ของลาว และทางตอนเหนือของชาวกัมพูชา (เทอดชาย เอี่ยมลำนำ, 2542) สอดคล้องกับบันทึกเรื่องราวของชาวกวยหรือชาวกุย ในสารานุกรมว่าเป็นชาวพื้นเมืองเดิมในประเทศกัมพูชา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกของประเทศไทย ถิ่นฐานเดิมของชาวกวยอยู่ในบริเวณเมืองอัตตะปือ แสนปาง จำปาศักดิ์ และสาละวันในปัจจุบัน ชนพื้นเมืองเดิมของชาวสุรินทร์เรียคนกลุ่มนี้กว่า "ส่วย" ซึ่งอพยพมาจากเมืองอัตตะปือและเมืองแสนปาง แล้วมาผสมกับชาวเขมรกลายเป็น "ส่วยเขมร" ตั้งรกรากในจังหวัดสุรินทร์ ส่วนกลุ่มที่ผสมกับชาวไทยอีสานได้กลายเป็น "ส่วยลาว" อาศัยอยู่ในจังหัวดศรีสะเกษ คนกลุ่มนี้ถือเป็นชนกลุ่มใหม่ไม่ใช่ชาวเมืองอัตตะปือ แสนแปง และเขมรต่ำ (สมหมาย ชินนาค, 2538) ทั้งนี้ชาวกวยและชาวส่วยซึ่งเป็นชนพื้นเมืองในอาณาบริเวณดังกล่าวถูกสันนิษฐานว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน และชาวเยอก็ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของชาวกวยด้วย ข้อสันนิษฐานการย้ายถิ่นฐานจากบริเวณตอนใต้ของประเทศลาวข้างต้นสอดคล้องกับนิทานเรื่องปู่เยอ ย่าเยอ ซึ่งถูกอ้างเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ทำให้เชื่อว่าชาวเยอมาอพยพจากบริเวณซึ่งเป็นประเทศลาวในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีเอกสารที่ระบุว่าชาวเยออพยพมาจากหลวงพระบาง เนื่องจากมีนักวิชาการท่านหนึ่งได้เดินทางไปหลวงพระบางและพบเจอศาลปู่เยอ ย่าเยอ รวมทั้งที่ประเทศลาวมีรูปเฮือส่วง (เรือซึ่งบริเวณหัวเรือจะมีเขาทั้งสองข้าง) ลักษณะของเรือที่พบตรงกับที่คนเฒ่าคนแก่ได้เล่าว่าพระยากตะศิลาได้ใช้เรือที่มีลักษณะดังกล่าวพาชาวเยออพยพมาจากลาว (สุพรรษา อติประเสริฐกุล, 2552)

งานศึกษาทางวิชาการส่วนใหญ่ให้ความหมายกับชาวเยอว่าเป็นชนเผาหนึ่งของชาวกูย แต่ด้วยสำเนียงการพูดที่แตกต่างและมักลงท้ายด้วยคำว่า "เยอ" เช่น จ๊อว-เยอ (มาเด้อ) หรือ เยอ ๆ หรือ จ๊อว เยอ นุ เนียว แซมซาย หมูไฮ (เชิญครับพ่อแม่พี่น้อย) ทำให้นักศึกษาประวัติศาสตร์บางท่านนิยมคำว่าเผ่าเยอขึ้นมาอีกหนึ่งเผ่าของจังหวัดศรีสะเกษ (ธนายุศ ขอเจริญและคณะ, 2562) ซึ่งมีทั้งหมดสี่ชนเผ่า คือ ส่วย เยอ เขมร และลาว ในอดีตเป็นชาวเขมรเคยปกครองมาก่อน และต่อมาชาวส่วยเข้ามา กวยหรือกูยได้อพยพมาสร้างบ้านเมืองรวมถึงการปกครองด้วย ส่วนชาวเยอเป็นชนกลุ่มหนึ่งคือชาวยกวยเยอ ต่อมาถูกเรียกว่า "เยอ" แม้ว่ากลุ่มชาติพันธุ์เยอจะอยู่ท่ามกลางกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ อีกมากมาย แต่จุดเด่นของเยอคือ ความเหนียวแน่นในการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของตนเองไว้เป็นอย่างดี ผู้นำชาวเยอเล่าว่า (ประเสริฐ คำหล้า อ้างถึงในธนายุศ ขอเจริญและคณะ, 2562) ในหมู่บ้านชาวเยอทุกหมู่บ้าน พูดภาษาเยอ ชาวลาวหรือคนหมู่บ้านอื่นที่มาตั้งหลักฐานในหมู่บ้านนจะเปลี่ยนภาษาพูดเดิมของตนมาพูดภาษาเยอ และปฏิบัติตามธรรมเนียมของชาวเยออีกด้วย ลักษณะภาษาของเยอ เป็นภาษาที่มีเอกลักษณ์ ส่วนมากใช้พูดเสียงสามัญในประโยคบอกเล่า แต่ในประโยคคำถาม พยางค์สุดท้ายจะเป็นเสียง ตรี หรือ จัตวา ในปัจจุบันภาษาของชาวเยอเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย และกลายเป็นภาษาเยอสมัยใหม่ เช่น บางคำที่มีภาษาไทย ฮัวใจ (หัวใจ)

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : กวยเยอ

การเรียกชื่อของชาวเยอ นอกจากชื่อตามกลุ่มชาติพันธุ์ที่นิยามตนเองแล้วยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ ซึ่งเกิดจากการเรียกของคนในพื้นที่ต่าง ๆ รับรู้และเข้าใจชาวเยอทางกายภาพ ภาษาและวัฒนธรรม โดยชาวไทยอีสาน มักเรียกชาวเยอะและภาษาที่ชาวเยอพูดว่าเป็น "ส่วยหรือกวย" คนลาวในสปป.ลาวเรียกว่า "ข่า" คนไทยภาคเหนือเรียกว่า "ละว้า" คนเขมรในกัมพูชาเรียกว่า "กุยหรือกวย" และคนไทยภาคกลางเรียก "ส่วย" (ธวัช ปุณใณหก, 2527)

คนไทยภาคเหนือเรียกว่า "ละว้า" อาจจะเนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในแถบประเทศพม่า ซึ่งใกล้เคียงกับลักษณะของชาวกูยหนือกวย ส่วนคำว่า "ส่วย" หลังจากที่ชาวกวยอพยพเข้ามาที่ประเทศไทย สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเรียกกลุ่มคนนี้ว่า "ส่วย" เนื่องจากชาวส่วยจะอยู่ติดดินแดนแถบเขมรและเขตลาว แต่ยังกลุ่มที่ถูกเรียกรวมกันว่าชาวส่วน ที่ยังคงรักษาภาษาพูดของตนเองเอาไว้ได้อย่างดี ก็คือชาวเยอ ซึ่งไม่ยอมให้ใครมาเรียกตนเองว่า ส่วย กวย หรือข่า (สุริยา รัตนกูล, 2531)

ชาวเยอเป็นกลุ่มคนที่อพยพมาจากอัตตะปือ แคว้นจำปาศักดิ์ สาธารณรัฐประชาธิบไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ซึ่งอพยพมายังบริเวณบ้านคงโคก อำเภอราศีไศล จังหวัดศรีสะเกษ จากนั้นจึงขยายชุมชนไปยังพื้นที่ต่าง ๆ มักจะพบอยู่ในแถบบริเวณอีสานใต้และอีสานเหนือบางส่วน รวมทั้งฝั่งแม่น้ำโขง ชาวเยอมักรวมอยู่ในกลุ่มที่อยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขง โดยจะมีกลุ่มชาติพันธุ์สองกลุ่ม คือ ชาวกูย เดิมอยู่ในเขตเมืองอัตตะปือ แสนแป และสารวัน ในสมัยรัชกาลที่ 3 เรียกกลุ่มนี้ว่า "ส่วย" มีทั้งส่วยที่อยู่ติดกับเขตแดนเขมร และส่วยที่อยู่ติดเขตลาว สำหรับอีกหนึ่งกลุ่มคือ "ชาวเยอ" อยู่ใกล้กับเขตแดนเขมร มีการรักษาวัฒนธรรมภาษาของตนเอง ที่อยู่ในตระกูลมอญ-เขมร ทำให้ชาวเยอถูกจำแนกอยู่ในส่วนหนึ่งของชาวกวยหรือกูย ต่อมาถูกเรียกว่า "กวยเยอ" เรียกสั้น ๆ ว่า "เยอ" (แดง คาวี และคณะ, 2553)

ด้วยความหลากหลายทางชาติพันธุ์และการเปลี่ยนแปลงที่เข้าสู่กลุ่มชาติพันธุ์อย่างรวดเร็วทำให้ชนกลุ่มน้อยอย่างชาวเยอที่อยู่ในพื้นที่ท่ามกลางความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ มักจะถูกเหมารวมหรือเรียกชื่อตามความเข้าใจว่าเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ในพื้นที่นั้น ๆ เนื่องจากชาวเยออยู่ร่วมกับชาวลาวอีสาน ชาวเขมร และกลุ่มอื่น ๆ ทำให้ภาษาเยอซึ่งเป็นภาษาพูดที่มีเอกลักษณ์ เริ่มถูกกลืนกลายจากภาษาไทยกลาง และภาษาลาวอีสาน จากข้อมูลการสัมภาษณ์ชาวเยอเล่าว่า

"...ชาวเยอถูกมองว่าด้วยกว่าชาวลาว เพราะเมื่อก่อนชาวเยอไม่ค่อยเรียนหนังสือ ทำแต่นา บางคนขี้เกียจ เมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ไม่ได้เรียนต่อ อาจเพราะไม่ชอบเรียนหนังสือ ชอบอยู่สบายไม่ต้องดินรนมาทำงาน ..." (สัมภาษณ์ วาสนา กตะศิลา, 2551 อ้างถึงใน สุพรรษา อติประเสริฐกุล, 2552)

จากมุมมองของคนนอกกลุ่มที่มองว่าชาวเยอด้อยกว่ากลุ่มชาติพันธุ์อื่นจากระดับการศึกษา ทำให้ชาวเยอบางส่วนกลืนกลายไปกับชาวลาว ทำให้การเรียกชื่อของชาวเยอเริ่มเลือนหายไป แต่ในปัจจุบันชาวเยอมีโอกาสในการศึกษามากขึ้น จบการศึกษาสูงขึ้น ได้รับโอกาสในการทำงานรับราชการ หรืองานการที่ดีขึ้น จากภาพของความด้อยกว่าชาวลาวเริ่มหายไป เมื่อถูกถามถึงชาติพันธุ์เยอ เริ่มนำเสนอความเป็นเยอมากขึ้นและมีความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์ของตนเองมากขึ้น

โดยสรุปแล้วคำเรียกชื่ออื่นของชาวเยอ ไม่ว่าจะเป็น "ส่วยหรือกวย" "ข่า" "ละว้า" "กุยหรือกวย" "ส่วย" ล้วนแล้วแต่เป็นความหมายของการดูถูกเหยียดหยาม หรือเป็นการเหมารวมลักษณะผู้คนของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความคล้ายคลึงกัน เพื่อความสะดวกต่อการเรียกชื่อและการจำแนกผู้คนออกจากกันในแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างเช่น คำว่า ข่า ซึ่งเป็นคำที่ค่อนข้างรุนแรง และมีผลกระทบต่อชีวิตของชาวเยอ "ข่า" ในภาษาไทยที่แปลว่าขี้ข้า เป็นการลดทอนความเป็นมนุษย์ของชาวเยอที่มีศักดิ์ศรีและมีอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์เป็นของตนเองอย่างชัดเจน หรือแม้กระทั่งคำว่า "ส่วย" ที่คนไทยมักเรียกกันยังคงไม่ได้รับการยอมรับบจากชาวเยอ อีกทั้งชาวเยอไม่ยอมรับการที่ผู้อื่นเรียกตนเองว่าเป็นชาวกวย เพราะถือว่าภาษาที่ใช้แตกต่างจากภาษาที่ชาวกวยใช้ ยกเว้นบางคำที่มีตระกูลภาษาเดียวกัน ซึ่งที่ชาวเยอเรียกตนเองตามชื่อของบรรพบุรุษ และภาษาที่ใช้เป็นภาษาเยอ จึงเรียกกันเช่นนี้มาโดยตลอด แต่ยังไม่สามารถอธิบายความหมายของคำว่า "เยอ" ได้ซึ่งไม่ได้แปลว่า คน อย่างเช่นกลุ่มชาติพันธุ์อื่น (สุริยา รัตนกูล, 2531)

ภาษา

ตระกูลภาษา : ออสโตรเอเชียติก

ตระกูลภาษาย่อย : มอญ-เขมร

ตระกูลภาษา ใช้ภาษาเดียวกันกับกลุ่มชาติพันธุ์กูยหรือส่วย แต่จะมีสำเนียงที่เพี้ยนออกไปจากเดิม เช่น เดิมมีคำต่อท้ายภาษาว่าเด้อ หรือ เย้อ เช่น จีเย้อ (ไปเด้อ) เจาเย้อ (มาเด้อ) และมีคำอุทานว่า เหยๆๆ จึงเรียกกูยกลุ่มนี้ว่า กูยเยอ และชาวเยอก็เรียกตนเองว่า เยอ

ภาษาพูด : เยอ

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ

การตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวประชากร :

จังหวัด
อำเภอ
ตำบล

เดิมกลุ่มชาติพันธุ์เยอเคยอาศัยอยู่บริเวณทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ก่อนที่จะอพยพย้ายถิ่นฐานมายังบริเวณทิศใต้เข้าสู่ประเทศพม่า (เทอดชาย เอี่ยมลำนำ, 2542, น. 58) และกระจายตัวตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณดินแดนทางภาคใต้ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศกัมพูชา และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยในปัจจุบันเมื่อประมาณ 3,000 กว่าปีมาแล้ว (ไพฑูรย์ มีกุศล, 2531, น. 66)

ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 กลุ่มชาติพันธุ์กูยเคยมีสถานะเป็นรัฐอิสระ มีอาณาจักรตั้งอยู่บริเวณตอนเหนือของจังหวัดกำปงธมของประเทศกัมพูชา ต่อมาทางการเขมรได้เข้ายึดครองอาณาจักรกลุ่มชาติพันธุ์กูย จึงทำให้กลุ่มชาติพันธุ์กูยต้องอพยพย้ายถิ่นฐานมาอาศัยอยู่บริเวณทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในปัจจุบัน (ภูมิจิต เรืองเดช, 2552, น. 18)

กลุ่มชาติพันธุ์กูยจึงอาศัยอยู่อย่างสงบในดินแดนของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเรื่อยมา จนเมื่อในรัชสมัยของเจ้าศรีสมุทรพุทธางกูรขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินอาณาจักรจำปาสัก มีอำนาจในพื้นที่ลาวภาคใต้ซึ่งเป็นถิ่นฐานของชาวกูย ซึ่งรวมชาวเยอด้วย ส่งผลให้ชนกลุ่มน้อยต่างๆได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่เป็นภูเขาและแม่น้ำ ไม่มีที่ทำกินเพียงพอ กลุ่มชาติพันธุ์เยอที่เดิมเคยอยู่ภายใต้การปกครองของราชสำนักลาวต้องอพยพย้ายถิ่นฐานในที่สุด (สุพรรษา อติประเสริฐกุล, 2552, น.28 )

สาเหตุสำคัญ คือ ราชสำนักลาวจำปาสักมีการขยายอาณาเขตมายังลาวฝั่งขวาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ทำให้ชาวเยอที่อาศัยอยู่ภายใต้การปกครองของราชสำนักลาวต้องอพยพมาตามการขยายอาณาเขตด้วย สาเหตุที่สองเกิดจากทุพภิกขภัย แร้นแค้น อดอยาก เกิดโรคระบาด จึงชวนกันลงเรือมาตามลำน้ำโขง สาเหตุข้างต้นทำให้ชาวเยอต้องอพยพข้ามแม่น้ำโขงมายัง (สมหมาย ชินนาค, 2561) ฝั่งตะวันตกในแถบเทือกเขาดงรัก ซึ่งเป็นดินแดนของชาวกูย เขมร และในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างของไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดอุบลราชธานี สุรินทร์ และมาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรในเขตพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

ส่วนกลุ่มชาติพันธุ์เยออีกกลุ่มหนึ่งอพยพมาจากเมืองคงซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของหลวงพระบาง โดยมีผู้สันนิษฐานว่า ปู่เยอ ย่าเยอ ที่เป็นเทพารักษ์รักษาหลวงพระบางคือบรรพบุรุษของกลุ่มชาติพันธุ์เยอเหล่านี้ ชาวเยอกลุ่มนี้ล่องเรือลงมาตามแม่น้ำโขงเข้าสู่ปากแม่น้ำมูล (เขตอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน) และได้ต่อลงเรือหางยาวที่เรียกว่า “เฮือส่วง” ทั้งหมด 5 ลำ ได้แก่ เรือท้าวผ่านพระวงศ์ เรือท้าวพงศ์คำไฮ เรือท้าวคำแก้ว เรือนางคำไหม และเรือนางคำฝ้าย โดยสารมาลำละ 40 – 50 คน เรื่อยมาจนถึงปากห้วยสำราญ (เขตอำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ)

มีการแบ่งชาวเยอที่อพยพออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกมีผู้นำคือ “พญาไกร” ได้พาชาวเยอขึ้นสู่ปากห้วยสำราญ ต่อมาถึงปากห้วยแฮด จนไปตั้งถิ่นฐานในเขตอำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ตำบลโพนค้อและตำบลทุ่ม และเขตอำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ ตามสายน้ำห้วยแฮด จนตั้งบ้านขมิ้น บ้านโนนแกด บ้านโพนค้อ บ้านสำโรงโคเฒ่า บ้านโพนปลัด และบ้านปราสาทเยอ กลุ่มที่สองมีผู้นำคือ “พญากตะศิลา” ได้ล่องเรือมาตามแม่น้ำมูลก่อนจะขึ้นฝั่งที่วัดเก่าแห่งหนึ่ง (วัดใต้ ตำบลเมืองคง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน) ได้นำชาวเยอมาตั้งเมืองที่บริเวณที่ว่าการอำเภอราษีไศลในปัจจุบัน ตั้งชื่อว่า “บ้านเมืองคง” อยู่ได้ช่วงเวลาหนึ่งบ้านเมืองคงได้เกิดโรคระบาด (สันนิษฐานว่าเป็นอหิวาตกโรค) ทำให้ผู้คนล้มตายจำนวนมาก ชาวเยอส่วนหนึ่งจึงอพยพตามลำน้ำมูลเลี้ยวขวาไปยังลำน้ำเสียว จนถึงโนนหินกอง ตั้งเป็นเมืองศรีไศล บางส่วนได้แยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานในเขตอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม จึงทำให้ชุมชนชาวเยอกระจัดกระจายทั่วไปตามลุ่มน้ำมูลและลุ่มน้ำเสียว ได้แก่ ตำบลเมืองคง มี บ้านโนน, บ้านใหญ่, บ้านป่าม่วง, บ้านกลาง, บ้านหนองหว้า, บ้านหลุบโมก, บ้านบากเรือ และบ้านร่องโสก ตำบลจิกสังข์ทอง มีบ้านจิก, บ้านเชือกกลาง รวมไปถึงบริเวณตำบลกุง อำเภอศิลาลาดบางส่วน ประกอบไปด้วยบ้านกุง, บ้านโพไฮ, บ้านขาม

ปัจจุบันชาวเยอได้มีการรวมตัวกันทุกปีเรียกว่า วันรำลึกพญากตะศิลาที่เป็นบรรพบุรุษของชาวเยอ ณ อนุสาวรีย์พญากตะศิลา วัดเมืองคง บึงคงโคก จัดขึ้นในวันขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนสาม หรือวันมาฆบูชา แต่เนื่องจากวันนั้นทุกคนมีภารกิจทางศาสนาจึงเลื่อนวันจัดงานรวมตัวของชาวเยอ ในวันใกล้เคียงที่เป็นวันหยุดราชการที่ไปมาสะดวกแทนวันเพ็ญเดือนสาม บริเวณขุขันธ์และศรีสะเกษ ถูกผนวกเข้ากับรัฐไทยตั้งแต่การตั้งเมืองขุขันธ์ พ.ศ.2306 เป็นต้นมา กลุ่มชาติพันธุ์เยอจึงเป็นพลเมืองไทยตามกฎหมาย มีเชื้อชาติและสัญชาติไทย ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการปฏิรูปการปกครอง แบ่งเป็นอำเภอ จังหวัด ชาวเยอจึงขึ้นกับจังหวัดขุขันธ์ และเปลี่ยนชื่อมาเป็นจังหวัดศรีสะเกษ ในปัจจุบันชาวเยอได้ตั้งถิ่นฐานปะปนอยู่กับกลุ่มชาติพันธุ์เขมรและลาว (บัญญัติ สาลี, มปป.)

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

ผศ.กวินวัฒน์ หิรัญบูรณะ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ

เอกสารอ้างอิง :

ปราโมทย์ นิลกำแหง. (2536). “ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมของชาวกวยเยอในจังหวัดศรีสะเกษ.” วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต เอกภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

ภูมิจิต เรืองเดช. (2552). การอพยพย้ายถิ่นของชาวกูย. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ฉบับที่ 1.

เทอดชาย เอี่ยมลำนำ. (2542). ความทันสมัยและพิธีกรรมทางศาสนาของกลุ่มชาติพันธุ์เยอ: กรณีศึกษาหมู่บ้านสำโรงโคเฒ่า จังหวัดศรีสะเกษ. วิทยานิพนธ์สาขามานุษยวิทยา ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.

ไพฑูรย์ มีกุศล. (2531). บทความทางวิชาการ อีสานศึกษา. คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาสารคาม.

สมหมาย ชินนาค. (2561). มรดกร่วมทางวัฒนธรรมภูมิภาคแม่น้ำโขง. อุบลราชธานี : คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.

สุพรรษา อติประเสริฐกุล. (2522). ความเป็นเยอในบริบทพหุวัฒนธรรม: ศึกษากรณี หมู่บ้านใหญ่ จังหวัดศรีสะเกษ. วิทยานิพนธ์มานุษยวิทยามหาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

บัญญัติ สาลี. มปป. กูย : ว่าด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ ภาษา และตำนาน. โครงการสัมมนาวิชาการระดับชาติ “ไท ไทย อีสานในบริบทอาเซียน.

เบญจวรรณ นาราสัจจ์. (2551). เอกสารประกอบการสอน (ปรับปรุงครั้งที่ 2) วิชา 418212 ประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาอีสาน. สาขาประวัติศาสตร์และโบราณคดี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

ภัคพล บุญเหลืองและบุญชู ภูศรี. (2560). ตำนานปรัมปรา : ความสำคัญกับกลุ่มชาติพันธุ์เยอ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ (Proceedings) การสัมมนาเครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาครั้งที่ 16 ประจำปีการศึกษา 2559 ระหว่างวันที่ 29 – 30 มิถุนายน พ.ศ. 2560. หน้า 371-383.

ศศิธร นวเลิศปรีชา. (2522). ระบบคำเรียกญาติภาษาส่วย (กูย-กวย) ของผู้พูดที่มีอายุต่างกันในจังหวัดศรีสะเกษ. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาศาสตร์ ภาควิชาภาษาศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ชานนท์ ไชยทองดี. (2561). ภูมิปัญญา อัตลักษณ์และเรื่องเล่าในวรรณกรรมเมืองศรีสะเกษ. ศรีสะเกษ: โครงการพัฒนาผลงานทางวิชาการเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ

เชิดศักดิ์ ฉายถวิล. (2554). สะไนง์ เครื่องดนตรีพื้นบ้านชาวเยอ. ศรีสะเกษ: มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ.

สัมภาษณ์ :

นางสมส่วน โยที, บ้านเลขที่ 4 ม.10 บ้านปราสาทเยอ ตำบลปราสาทเยอ อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ , 23 เมษายน 2562.

นางเที่ยง โยที, บ้านเลขที่ 6 ม.10 บ้านปราสาทเยอ ตำบลปราสาทเยอ อำเภอไพรบึง จังหวัด ศรีสะเกษ, 23 เมษายน 2562.

นางขัน พรมชาติ, บ้านเลขที่ 69 ม.1 บ้านปราสาทเยอ ตำบลปราสาทเยอ อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ, 24 เมษายน 2562.

นางบุญเรือน โยที, บ้านเลขที่ 35 ม.1 บ้านปราสาทเยอ ตำบลปราสาทเยอ อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ, 24 เมษายน 2562.

นางสมยง รักชาติ, บ้านเลขที่ 118 ม.5 บ้านโพนค้อ ตำบลโพนค้อ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ, 14 กันยายน 2562.

นางแยง เสนะ, บ้านเลขที่ 98 ม.1 บ้านโพนค้อ ตำบลโพนค้อ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ, 14 กันยายน 2562.

นายประกิจจา สาระใต้, บ้านเลขที่ 98 ม.1 บ้านโพนค้อ ตำบลโพนค้อ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ, 14 กันยายน 2562.

นางอำไพ ไชยอินทร์, บ้านเลขที่ 14 ม.4 บ้านใหญ่ ตำบลเมืองคง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ, 15 กันยายน 2562.

นายสงวน กตะศิลา, บ้านเลขที่ 164 ม.4 บ้านใหญ่ ตำบลเมืองคง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ, 15 กันยายน 2562.

นางดา กตะศิลา, บ้านเลขที่ 22 ม.5 บ้านโนน ตำบลเมืองคง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ, 15 กันยายน 2562.

นางเลิศ ท่าโพธิ์, บ้านเลขที่ 6 ม.6 บ้านหลุบโมก ตำบลเมืองคง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ, 16 กันยายน 2562.

นายทองพูน บุญส่ง, บ้านเลขที่ 68 ม.6 บ้านหลุบโมก ตำบลเมืองคง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ, 16 กันยายน 2562.

นายแดง กลับสุข, บ้านเลขที่ 45 ม.7 บ้านบากเรือ ตำบลเมืองคง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ, 16 กันยายน 2562.

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ : เยอ