ดาราอาง

ชื่อเรียกตนเอง : ดาราอาง, ดาระอางแดง

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ปะหล่อง, ว้าปะหล่อง

ตระกูลภาษา : ออสโตรเอเชียติก

ภาษาพูด : ปะหล่องทอง, ปะหล่องรูไม, ปะหล่องเงิน

ภาษาเขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 13 มิ.ย. 2566

223

“ดาราอาง” เป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง หมายถึง คนที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูง หรือเรียก ว่า “ดาอาง” ขณะที่ชาวไตในรัฐฉานส่วนใหญ่เรียกพวกเขาว่า คุนลอย หมายถึง คนดอย หรือคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูง คนส่วนใหญ่ในเมียนมามักเรียกว่า “ปะหล่อง” ชาวดาราอางในสาธารณรัฐประชาชนจีน เรียกตนเองว่า เต๋ออาง ขณะที่กลุ่มอื่น ๆ ในประเทศจีนนั้นเรียกพวกเขาว่า ปลัง หรือปุหลัง ในประเทศไทย เริ่มแรกนั้นรู้จักดาราอางในชื่อเรียก ปะหล่อง ต่อมาเมื่อเริ่มทำการศึกษาวิจัยจึงได้ปรับมาเรียกพวกเขาว่า ดาราอาง ตามชื่อที่พวกเขาใช้เรียกตัวเอง

ดาราอาง เป็นกลุ่มชนดั้งเดิมในพื้นที่ตอนเหนือของรัฐฉาน ที่อยู่ภายใต้อาณาจักรไตมาว ในช่วงพุทธศักราช 1200 ปรากฏหลักฐานว่า บรรพบุรุษชาวดาราอางอพยพมาจากเชียงรุ่ง สิบสองปันนา หรือบรรพบุรุษเคยอาศัยอยู่แถบท่าตอน รวมถึงพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐฉาน เมืองมิด เมืองน้ำซันเมืองน้ำคำ ซึ่งติดต่อกับรัฐคะฉิ่น รวมถึงอาศัยอยู่ในพื้นที่ภูเขาสูงในเขตเมืองสี่ป้อ นอกจากนี้ ชาวดาราอางในมณฑลยูนนานของจีน อ้างว่า บรรพบุรุษมาจากเมืองน้ำซัน จึงสรุปได้ว่า ชาวดาราอางอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของเมียนมา ในพื้นที่หุบเขาสูง บริเวณชายแดนจีนเชื่อมต่อรัฐคะฉิ่น การอพยพมาจากประเทศเมียนมาเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทยเมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่ผ่านมา เกิดจากสาเหตุความไม่สงบภายในประเทศ ที่เกิดขึ้นภายหลังจากเมียนมาได้รับอิสระจากอาณานิคมอังกฤษ รัฐชาติพันธุ์ต่างๆได้ตั้งกองกำลังของตนเองเพื่อดูแลปกป้องพื้นที่และประชาชน อีกทั้งการทำสัญญาสงบศึกของกองกำลังรัฐอิสระกับรัฐบาลทหารพม่า ในขณะนั้นทางตอนเหนือมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับสัญญาสงบศึกจึงได้ก่อตั้งกลุ่มแนวร่วมเพื่อปลดปล่อยรัฐปะหล่อง ส่งผลให้การต่อสู้เริ่มทวีความรุนเรงขึ้นอีกครั้ง ความไม่สงบภายในพื้นที่อยู่อาศัยของพวกเขาส่งผลต่อการดำรงชีวิต เนื่องจากถูกบังคับใช้แรงงาน ข่มขู่ บังคับเอาเสบียงอาหาร สัตว์เลี้ยง รวมทั้งการกระทำความรุนแรงต่อผู้หญิง สิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวดาราอาง รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ทางตอนเหนือหลายกลุ่มได้หลบหนีภัยสงครามมาทางใต้ โดยการเดินเท้าเข้าสู่ประเทศไทยบริเวณชายแดนในเขตบ้านนอแล ดอยอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เดิมชนกลุ่มนี้ถูกจัดให้เป็นอยู่ในสถานะของบุคคลที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย แม้ว่ากลุ่มชาติพันธุ์ดาราอางจะอพยพเข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ.2521 แต่ไม่มีสถานะบุคคล ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอื่นๆ รวมทั้งที่ดินได้ การดำรงชีวิตจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก ต่อมาใน พ.ศ. 2525พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเสด็จเยือนราษฎรชาวลาหู่ที่หมู่บ้านขอบด้งในพื้นที่โครงการหลวงอ่างขาง ชาวดาราอางผู้หนึ่งได้เข้าเฝ้ากราบบังคมทูลขออนุญาตอาศัยอยู่ในประเทศไทย เป็นผลให้โปรดเกล้าฯ จัดที่อยู่ในฐานะผู้อพยพที่บ้านนอแลจนถึงปัจจุบัน

การแต่งกายของผู้หญิงชาวดาราอางนับว่ามีความโดดเด่น เนื่องจากเสื้อผ้ามีสีสดใส ทั้งการสวมใส่หน่องหว่องบริเวณสะโพกสอดคล้องกับตำนานนางหรอยเงิน นางฟ้าตามตำนาน ที่ติดกับดักนายพรานไม่สามารถบินกลับไปยังเมืองสวรรค์ได้ เนื่องจากดาราอางเป็นผู้มาอยู่อาศัยใหม่ จึงได้นำเสนออัตลักษณ์ที่โดดเด่นของตนเองอยู่เสมอ ทั้งผ่านการแต่งกาย วัฒนธรรมการแสดง การร่ายรำ การรำดาบ หรือการเข้าร่วมกับกลุ่มกิจกรรมทางสังคมและวัฒนธรรมต่าง ๆ เพื่อนำปัญหาของพวกเขาออกมานำเสนอให้คนภายนอกเข้าใจสิ่งที่ชาวดาราอางกำลังเผชิญ

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : ดาราอาง, ดาระอางแดง

ดาราอาง (Dara-ang) หรือที่เรียกตนเองสั้นๆ ว่า ดาอาง (Ta-ang) คำว่า ดาราอาง มีความหมายว่า

คนที่อาศัยอยู่บนหุบผาสูงชันบนภูเขาที่สูงหนาว ดา มีความหมายว่า บรรพบุรุษ ปู่ ตา ผู้ชาย ส่วนคำว่า รา นั้น มีความหมายว่า กิ่ง ก้าน สาขา และคำว่า อาง มีความหมายว่า ภูเขาสูง ผาสูง พื้นที่ลาดชัน เหวลึก ส่วนคำว่า ดาอาง นั้นหมายถึง เจ้าแห่งภูผา หรือ เจ้าแห่งเวทย์ คำเรียกชื่อ ดาราอางนี้ ในแต่ละชุมชนออกเสียงต่างกันเล็กน้อยตามสำเนียง ดังนั้นจะพบได้ว่าในภาษาไทยนั้น สะกดได้ทั้งคำว่า ดาราอาง ดาระอาง ดาระอั้ง ดาละอั้ง

“ดาราอาง” เป็นชื่อที่ใช้ในเอกสารสารานุกรมชาติพันธุ์ในประเทศไทย ดาระอาง (ปะหล่อง) เป็นชื่อตามที่ผู้เขียนใช้ในงานศึกษา ส่วนคำว่า ดาระอั้ง เป็นชื่อของนักวิชาการใช้ในการเรียกและศึกษากลุ่มนี้ ส่วนคำว่า “ปะหล่อง” เป็นคำนิยามเรียกโดยเจ้าหน้าที่และหน่วยงานฝ่ายปกครองของรัฐไทย ชื่อ “ดาระอาง” หรือ ดาระอั้ง เป็นชื่อที่มักจะรู้จักโดยทั่วไปในชื่อ “ปะหล่อง หรือ ว้าปะหล่อง” ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกโดยชาวไทใหญ่และคนพม่า ส่วนคนไทยจะเรียก ปะหล่อง ตามชาวไทใหญ่ (สุจริตลักษณ์ ดีผดุง และปิยนันท์ ทองคำชุม, 2560)

ดาระอางแดง เป็นชื่อเรียกตนเองของชาวดาระอาง ที่บ้านนอแล ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ (เพ็ญพิศ ชงักรัมย์, 2560) รูไม (Rumai) ปะเลหรือ รูจิง (Pale or Rujing) และตะอาง (Ta-ang) เป็นชื่อเรียกในกลุ่มตนเอง โดยแยกความแตกต่างทางภาษา ระหว่างชาวปะหล่อง 3 กลุ่มในประเทศพม่า ส่วนชื่ออื่น ๆ ที่มีการเรียกในชื่อ รูไม (Rumai) ดะอาง (Ta-ang) เบิงลอง (Benglong) กุนลอย (Kunloi) ดิอาง (Di-ang) ตะอาง (Ta-ang) หรือ ปะเล (Pale) และอื่น ๆ เป็นการแยกเพื่อใช้ในการศึกษาทางภาษาศาสตร์ (สุกณี ณัฐพลวัฒน์, 2545)

เต๋ออาง (De’ang nationality) เป็นชื่อเรียกตนเองที่เป็นทางการในประเทศจีน

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ปะหล่อง, ว้าปะหล่อง

ปะหล่อง หรือ ว้าปะหล่อง เป็นชื่อที่ชาวไทใหญ่ และชาวพม่าใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์ปะหล่องและเรียกภาษาที่พูดโดยชาวปะหล่อง ดาราอางเป็นที่รู้จักหรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า “ปะหล่อง” (Palaung) หรือ (ปอ หล่อง มาจากคนฉาน และ ปู่หลง มาจากคนจีน หมายถึง บรรพบุรุษล่องมาตามสายน้ำบนภูเขาที่สูงหนาว) หรือ “ดาระอั้ง”, “ดาราอาง”, “ตะอาง” (Ta - ang) (สุจริตลักษณ์ ดีผดุง, 2560: 23)

ปะลวง หรือ “ผาหลวง” (Palaungs) เป็นชื่อที่ชาวพม่าเรียกชาวดาราอาง

คุณลอย (Kumloi-คนดอย) หมายถึง คนดอย เป็นชื่อที่ชาวไทใหญ่เรียกชาวดาราอาง

ปลัง หรือ ปุลัง เป็นชื่อที่ชาวจีนในประเทศจีนใช้เรียกชาวดาราอาง

ดาระอั้งทอง (Golden Palaung) เป็นกลุ่มที่ Jame Scott (1932) เรียกว่า “ปะหล่อง” ในงานของ Scott (1932) ได้กล่าวถึง กลุ่มคนที่ใช้ภาษาปะหล่องอิคในพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐฉาน ที่สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ปะหล่อง (Palaung) และ Pale สังเกตจากการแต่งกายและภาษาที่ใช้ จะเห็นว่าปะหล่องนั้นมักอาศัยอยู่บนที่สูง ปลูกชาเป็นหลัก ส่วน Pale อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่ำกว่า ปลูกข้าวเป็นหลัก ในเอกสารเรื่องปะหล่อง ในวารสาร BethanyWorld Prayer Center (1997) ระบุว่า ดาระอั้งที่พบในพื้นที่ตะวันออกฉียงเหนือของรัฐฉาน คือ ดาระอั้งรูไม (Rumai) และดาระอั้งทอง (Golden Palaung) ซึ่งกลุ่มดาระอั้งทอง เป็นกลุ่มที่ Scott เรียกว่า ปะหล่อง (Palaung) (วาสนา ละอองปลิว, 2546: 23)

ในตำนานกำเนิดชนเผ่าดาราอาง จาก Gazzetteer of Upper Burma and the Shan States (1900) ที่ศึกษาสรุปโดย สกุณี ณัฐพูลวัฒน์ (2544: 23) สรุปว่า ดาราอางหรือดาระอั้ง “เป็นลูกหลานของกษัตริย์แห่งพระอาทิตย์อุทัย (King of the Sun) เลือกที่จะอยู่บนที่สูง อากาศหนาวเย็นในแถบเมืองน้ำซัน บริเวณตอนเหนือของรัฐฉาน ประเทศพม่า ต่อมาลูกหลานได้เติบโตแยกย้ายออกไปตั้งถิ่นฐานที่อื่นในบริเวณทางใต้ของรัฐฉานในเมืองเฉียงตุง” (สุจริตลักษณ์ ดีผดุง, 2560: 5)

ภาษา

ตระกูลภาษา : ออสโตรเอเชียติก

ตระกูลภาษาย่อย : มอญ-เขมร

ภาษาของชาวดาราอางจัดอยู่ในกลุ่มภาษาปะหล่องอิค (Palaungic) ซึ่งเป็นภาษาย่อยในตระกูลมอญ-เขมร (Mon-Khmer) ในตระกูลภาษาสายออสโตร-เอเชียติค (Austro-Asiatic)

ภาษาพูด : ปะหล่องทอง, ปะหล่องรูไม, ปะหล่องเงิน

ภาษาที่ชาวดาราอางใช้ในการสื่อสาร แยกออกเป็นภาษากลุ่มย่อย คือ 1) ภาษาปะหล่องทอง (Gold Palaung, Shwe Palaung หรือ Ta-ang) 2) ภาษาปะหล่องรูไม (Rumai, Ruomai หรือ Humai) และ 3) ภาษาปะหล่องเงิน (Silver Palaung, Ngwe Palaung หรือ Pale) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ประชากรบางส่วนอพยพเข้ามาสู่ประเทศไทย อย่างไรก็ตาม กลุ่มชาติพันธุ์ดาราอางไม่ได้แยกออกเป็นเพียง 3 กลุ่มเท่านั้น ยังมีกลุ่มที่ใช้ภาษาในตระกูลปะหล่องอิคตะวันออกอีกหลายกลุ่ม กระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลยูนนาน ประเทศจีน และในรัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์

ภาษาที่ชาวดาราอางพูดนั้น พบการหยิบยืมคำมาจากภาษาต่างๆ ทั้งจากภาษาพม่า ภาษาคะฉิ่น ภาษาฉาน และภาษาลีซู ในการติดต่อกับคนต่างกลุ่ม ชาวดาราอางจะใช้ภาษาไทยใหญ่ หรือภาษาฉานเป็นหลัก ในประเทศไทยส่วนใหญ่นั้นปัจจุบันเด็กและผู้ชายวัยกลางคนมักพูดภาษาไทยเหนือได้เล็กน้อย ส่วนการสื่อภาษากับผู้หญิงบางคน อาจฟังภาษาไทยเข้าใจแต่ไม่กล้าโต้ตอบด้วยภาษาไทย

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

ไม่มีภาษาเขียนของตนเอง ในการเขียนจึงมีกใช้ภาษาไทใหญ่ ภาษาไทย หรือภาษาพม่า

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง หรือชนชาวเขา

ดาราอาง แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) ปะหล่องทอง (Golden Palaung) 2) ปะหล่องรูไม (Rumai) และ 3) ปะหล่องเงิน (Silver Palaug) ซึ่งปะหล่องเงินเป็นกลุ่มที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบัน (Howard and Wattana, 2001) ชุมชนดาราอางที่อยู่ในประเทศไทย ส่วนใหญ่มักนิยามว่าตัวเองว่า “ดาราอางแดง” หรือ “ดาราอางซิ่นแดง” โดยจำแนกตัวเองตามสีของผ้าถุง ซึ่งมีความแตกต่างจากดาราอางอีกกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่บ้านทุ่งกวางทอง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ที่นิยามตัวเองว่า “ดาราอางดำ” เนื่องจากใส่ผ้านุ่งสีดำ

หลังจากที่ประเทศพม่าเกิดสงครามภายในประเทศ มีการสู้รบระหว่างกลุ่มต่างๆ ซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอางตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหารพม่า ในขณะเดียวกันก็อยู่ภายใต้อำนาจของทหารไทใหญ่ ดาราอางจึงอยู่อย่างหวาดระแวง เพราะตกเป็นที่จับจ้องของทหารทั้งสองฝ่าย หลายคนถูกฆ่าตาย เพราะถูกมองว่าเป็นไส้ศึก นอกจากนี้ลูกผู้ชายมักถูกเกณฑ์ไปเป็นลูกหาบของทหารไทใหญ่ หากลูกชายหลบหนี ทหารไทใหญ่จะตามมาฆ่าพ่อแม่แทน ส่วนผู้หญิงบางคนถูกทหารพม่าเข้ามาข่มขืนจนบางรายต้องเสียชีวิต บางครั้งทหารของทั้งสองฝ่ายเข้ามาเพื่อเอาเสบียงในชุมชน บางคนต้องหนีความตายเข้าไปนอนในป่า หลบซ่อนตัว ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ด้วยเงื่อนไขข้างต้นทำให้ชาวดาราอางตัดสินใจทอดทิ้งชุมชนของตน กลายเป็นชุมชนที่แตกสลาย หลบหนีเพื่อเอาชีวิตรอด จากดอยลาย ในตำบลเมืองนาย รัฐฉาน (เพ็ญพิศ ชงักรัมย์, 2560)

เส้นทางการอพยพเข้ามาในประเทศไทยของชาวดาราอาง แบ่งออกเป็น 3 เส้นทาง เส้นทางแรกอพยพเข้ามาเส้นทางชายแดนบ้านนอแล อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และเส้นทางที่สอง อพยพเข้ามาฝั่งชายแดนอำเภอเวียงแหง ชายแดนบ้านอรุโณทัย ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว และ เส้นทางที่สาม อพยพเข้ามาฝั่งชายแดนท่าขี้เหล็ก อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ส่วนมากที่อพยพเข้ามาจะใช้เส้นทางบ้านนอแล อำเภอฝางจังหวัดเชียงใหม่เป็นหลัก เมื่อมาถึงดอยอ่างขาง อำเภอฝาง จะมาอาศัยอยู่ตามแนวชายแดนประเทศไทยบริเวณทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านนอแลในปัจจุบัน ในช่วงนั้นพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรบริเวณสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เมื่อทรงทราบถึงความยากลำบากจึงได้ทรงอนุญาตให้อาศัยในพื้นที่ใกล้กับหมู่บ้านนอแลในปัจจุบัน เพราะเป็นพื้นที่ถนนตัดผ่านและมีแหล่งน้ำ เพื่อให้ทางหน่วยราชการเข้ามาช่วยเหลือได้สะดวก จากนั้นทหารไทยได้เข้ามาดูแลชาวบ้าน และสร้างบ้านพัก ตลอดจนสอนหนังสือให้กับเด็กและเยาวชน แม้ว่าจะสามารถอยู่ในพื้นที่บ้านนอแลได้ แต่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานะบุคคล ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาการเดินทางออกนอกพื้นที่ ยังเป็นปัญหาที่ชาวดาราอางต้องเผชิญอยู่จนถึงปัจจุบัน

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

ผศ.ดร. ดำรงพล อินจันทร์ ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

เอกสารอ้างอิง :

Howard, Micheal and Wattana Wattanapun. (2001). The Paluang in Northern Thailand. Chiang Mai: Silkwoem Book.

Scott, Jame George. (1932). Burma and Beyond. London: Grayson & Girason.

กมลวรรณ ชื่นชูใจ. (2551). “การจับกุม “ชาวเขา” บ้านปางแดง.” รวมบทความที่ได้รับรางวัล วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ สำหรับวิทยานิพนธ์เพื่อคนจน.สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย. (หน้า133-160).

เกศินี ศรีรัตน์. (2554). “ผ้ากับวิถีชีวิตปะหล่องกับศรัทธาในศาสนาพุทธของชาวปะหล่องบ้านนอแล อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่”. มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่.

ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะและคณะ. (2555). ปริศนาวงศาคณาญาติ “ลัวะ”. กรุงเทพ: ศูนย์มานุยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

ถาวร ฟูเฟื่อง. (2543). ชาวเขา ตำนานชนเผ่าต่างวัฒนธรรม. (ไม่ปรากฏสถานที่พิมพ์)

นนทวรรณ แสนไพร. (2554). “การเคลื่อนย้าย การตั้งถิ่นฐาน และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตด้านเศรษฐกิจของชาวดาระอั้งในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่.” วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา ภูมิศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. (2493). ๓๐ ชาติในเชียงราย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศยาม.

เพ็ญพิศ ชงักรัมย์. (2560). “จินตนาการชุมชนของชาวดาราอางภายใต้บริบทรัฐชาติไทย.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร. (2539). เสียงเพรียกจากชาติพันธุ์. เอกสารศูนย์ชาติพันธุ์และการพัฒนา ชุด กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศเพื่อนบ้าน ลำดับที่ 2 . สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

วาสนา ละอองปลิว. (2546). “ความเป็นชายขอบและการสร้างพื้นที่ทางสังคมของคนพลัดถิ่น: กรณีศึกษาชาวดาระอั้งในอำเภอเชียงดาว.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาสังคม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ศูนย์ประสานงานองค์กรเอกชนพัฒนาชาวไทยภูเขา. (2547). ชนเผ่าในประเทศไทย ดาราอั้ง (ปะหล่อง). http://www.openbase.in.th/node/3451 (สืบค้นวันที่ 13 มิถุนายน 2561).

สกุณี ณัฐพูลวัฒน์. (2544). “กลยุทธ์ในการเข้าถึงทรัพยากรของชุมชนตั้งถิ่นฐานใหม่: ท่ามกลางบริบทของการปิดล้อมพื้นที่ป่า.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของขาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.) (2561). ชนเผ่าดาราอาง(Dara-ang/Ta’ang). http://impect.or.th (สืบค้นวันที่ 13 มิถุนายน 2561).

สุกุณี ณัฐพูลวัฒน์. (2545). ดาระอั้ง: คนชายขอบสองแผ่นดิน. วารสารสังคมวิทยามานุษยวิทยา, 21(1), 97-123.

สุจริตลักษณ์ ดีผดุง และปิยนันท์ ทองคำสุข. (2560). สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย: ดาระอาง (ปะหล่อง). กรุงเทพฯ: เอกพิมพ์ไทย

สุจริตลักษณ์ ดีผดุง. (2551). ปะหล่อง. วารสารภาษาและวัฒนธรรม. ปีที่ 27 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน).หน้า 99-112.

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ : ดาราอาง

ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร