ไทขึน

ชื่อเรียกตนเอง : ไทขึน, ขึน, ไตขึน

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ไทเขิน

ตระกูลภาษา : ไท

ภาษาเขียน : ขึน

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 13 มิ.ย. 2566

686

ไทขึน เป็นชื่อเรียกตนเองของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยึดตามสำเนียงการออกเสียง คำว่าไต หมายถึง ชนชาติไต ที่ประกอบด้วยหลากหลายกลุ่ม ส่วนคำว่า ขึน มาจากชื่อแม่น้ำขึน (ขืน) หมายถึง แม่น้ำที่ไหลไปทางทิศเหนือขืนจากธรรมชาติเมื่อสะกดคำหรือออกเสียงตามภาษาไทยกลางจึงเป็น ไทขึน ส่วนชื่อไทเขิน นั้นมาจากสินค้าหัตถกรรมที่เรียกว่า “เครื่องเขิน” ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวไทขึน และคำว่า “เขิน” กลายเป็นชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ในล้านนาใช้เรียกชาวไทขึน

แต่เดิมกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึน มีถิ่นฐานพำนักอาศัยอยู่ในเมืองเชียงตุง หัวเมืองใหญ่ทางตะวันออกของที่ราบสูงฉาน ซึ่งเป็นนครรัฐที่มีความเจริญรุ่งเรืองควบคู่กับเมืองเชียงรุ่งของชาวไทลื้อสิบสองปันนาและเมืองเชียงใหม่ ปัจจุบันเมืองเชียงตุงอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐฉาน สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์เมืองเชียงตุงเป็นชุมชนของชาวลัวะและชาวไทขึนถูกสร้างขึ้นโดยพญามังในปี พ.ศ. 1810 เมืองเชียงตุงเป็นเมืองที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเบบบ้านพี่เมืองน้องกับเมืองเชียงใหม่ จากเหตุการณ์ทางการเมืองทำให้ชาวไทขึนจากเมืองเชียงตุงอพยพเข้ามาพำนักอยู่อาศัยและตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศไทยหลายครั้ง เงื่อนไขในการอพยพเกี่ยวข้องกับการติดต่อค้าขาย การหลบหนีภัยสงครามการติดตามมากับเจ้านายชนชั้นปกครอง การถูกเชื้อเชิญหรือแต่งตั้ง การแต่งงาน การถูกเกณฑ์กวาดต้อน หรือการหาแหล่งทำกินใหม่ ในยุคที่ล้านนาเป็นประเทศราชของสยาม เป็นช่วงเวลาที่ชาวไทขึนจากเชียงตุงอพยพมาที่เมืองเชียงใหม่มากที่สุด โดยเฉพาะช่วงของการฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ ในยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง เจ้ากาวิละได้ยกกำลังไปตีเมืองเชียงตุงสำเร็จและกวดต้อนผู้คนมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองเชียงใหม่นอกเขตกำแพงเมืองบริเวณประตูหายยา ซึ่งได้จัดแบ่งตามระบบความสัมพันธ์และกลุ่มช่างฝีมือ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนในล้านนา ต่อมาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสยามและประเทศไทยในปัจจุบัน ปัจจุบันการตั้งถิ่นฐานของชาวไทขึนในประเทศไทยกระจายตัวในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย และจังหวัดลำพูน

ไทขึนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่มีวิถีการดำรงชีวิตที่เป็นอัตลักษณ์ของตนเอง ทั้งมิติภาษาการแต่งกาย ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี ศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะมรดกวัฒนธรรมสำคัญ คือ เครื่องเขิน เป็นเครื่องจักสานที่ผ่านการลงรักและสลักลวดลาย ทั้งแบบขูดลาย และแบบเสริม ทักษะนี้ติดตัวมากับกลุ่มช่างชาวไทขึนที่โยกย้ายจากเชียงตุงมายังเชียงใหม่ และตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณวัดนันทาราม ประตูหายยา ดำรงชีพด้วยการผลิตเครื่องเขิน สำหรับใช้ในครัวเรือน ชุมชน พิธีกรรมทางศาสนา เมื่อมีการส่งเสริมหัตถกรรมเพื่อสร้างเป็นอาชีพ เครื่องเขินจึงเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการส่งเสริมให้มีการผลิตและจำหน่ายจนกระทั่งกลายเป็นสินค้าที่สร้างชื่อเสียงให้ชุมชนทำให้ผู้คนทั่วไปรู้จักชาวไทขึนมากขึ้น ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์จึงผูกติดกับหัตถกรรมเครื่องเขินอันเป็นที่มาของชื่อเรียก ในบางบริบทชนกลุ่มนี้จะเรียกตัวเองว่า ไทเขินตามการรับรู้ของคนทั่วไป

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : ไทขึน, ขึน, ไตขึน

ขึน ไทขึน ไตขึน เป็นคำที่ชาวขึนใช้เรียกตัวเอง ข้อสันนิษฐานที่ค่อนข้างเป็นที่ยอมรับของที่มาของชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึน มาจากชื่อของแม่น้ำขึน เป็นแม่น้ำสาขาที่ช่วยระบายน้ำจากหนองตุง มีการไหลย้อนไปทางทิศเหนือก่อนแล้วค่อยไหลลงทางทิศใต้ ขณะที่แม่น้ำสายอื่นในเอเชียอาคเนย์แม่น้ำใหญ่ทุกสายจะไหลลงทางทิศใต้ คำว่า ขึน หรือ “ขืน” ของแม่น้ำ หมายถึง “ฝืน” หมายถึง เส้นทางการไหลของน้ำที่ฝืนธรรมชาติ ชื่อดังกล่าวจึงกลายมาเป็นชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มคนที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว (เสมอชัย พูลสุวรรรณ, 2552)

อย่างไรก็ตาม มีคำบอกเล่าเกี่ยวกับที่มาของคำว่า “ขึน” ในมิติที่แตกต่างกันออกไปบางเรื่องเล่า ระบุว่า คำดังกล่าวมาจากคำว่า “ขืน” หรือ “กลับคืน” เกิดจากในสมัยพญามังรายรบได้เมืองเชียงตุง และ ได้ส่งไพร่พลจากเชียงแสนและเชียงรายไปตั้งถิ่นฐานที่เมืองเชียงตุงชาวเมืองทั้งสองไม่ชอบเมืองเชียงตุงจึงหนีกลับลงมา พญามังรายจึงส่งกลับขึ้นไปอีกครั้ง ชาวเมืองก็ปฏิบัติเช่นเดิม ชาวเมืองจึงได้ชื่อว่า "ขืน" ที่หมายถึง "กลับคืน"
(เสมอชัย พูลสุวรรณ, 2552)

ส่วนคำว่า ไต เป็นชื่อเรียกชนชาติ กลุ่มคนไตทั้งหมดจะเรียกตนเองว่า คนไต โดยมีชื่อกลุ่มเป็นชื่อต่อท้าย เช่นเดียวกับไตขึน เมื่อออกเสียงในภาษาไตจะออกเสียงว่า “ไตขึน” หากออกเสียงในภาษาไทยกลางจะออกเสียงเป็น “ไทขึน”

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ไทเขิน

ไทเขิน เป็นคำที่คนไทยมักใช้เรียกกลุ่มนี้ สาเหตุอาจมาจากการออกเสียง เมื่อชาวไทขึนออกเสียง จะได้ยินเป็น “ไทขึ้น” หรือ “ไทเขิน” ตามสำเนียงภาษาไทยกลาง ประกอบกับการทำอาชีพหัตถกรรมหรือ การทำเครื่องเขิน เป็นอาชีพของชาวไทขึนเมื่ออพยพมาตั้งถิ่นฐานในเมืองเชียงใหม่ ทำให้มีการเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนถูกเรียกว่า “ไทเขิน” ด้วยเช่นกัน (เสมอชัย พูลสุวรรณ, 2552)

ไทเขิน เป็นชื่อที่เรียกโดยกลุ่มคนในเมืองเชียงใหม่หรือในล้านนา ซึ่งเป็นข้อถกเถียงกันทางวิชาการเกี่ยวกับที่มาของชื่อเรียกนี้ วิถี พาณิชพันธ์ ได้กล่าวเป็นคนแรกว่า คำว่า “เขิน” หรือ “ไทเขิน” มาจากเครื่องเขิน เป็นชื่อเรียกที่คนกรุงเทพใช้เรียกภาชนะที่คนเชียงตุงที่อพยพมาอยู่เชียงใหม่ทำขาย ในขณะที่งานศึกษาของอุษณีย์ ธงชัย กล่าวว่า ไม่มีเอกสารหลักฐานที่กล่าวถึงเครื่องเขินหรือคนเขิน ในเอกสารในสมัยรัชกาลที่ 5-6การศึกษาในเอกสารของกลุ่มคนไทใหญ่ และไทขึน ทั้งหมดจึงยังไม่ปรากฎคำว่า คนเขิน หรือ ไทเขิน ในเอกสารเก่า ประเด็นดังกล่าวจึงควรมีการศึกษาต่อไป ส่วนข้อสันนิษฐานด้านการออกเสียงเป็นข้อเสนอของคนในวัฒนธรรมไทใหญ่ ไทเขิน และล้านนา ที่อธิบายว่า “เขิน” อาจมาจากการออกเสียงของคนเชียงใหม่ (ล้านนา) มากกว่าการเรียกชื่อที่อ้างอิงจากการผลิตเครื่องใช้

ภาษา

ตระกูลภาษา : ไท

ตระกูลภาษาย่อย : ไต-ไต

ภาษาพูดและภาษาเขียนของไทขึน มีความคล้ายคลึงกับภาษาไทลื้อและภาษาไทยอง ภาษาไทขึนเป็นภาษาตระกูลไท กลุ่มย่อยไต-ไต

ชาวไทขึนใช้อักษรชนิดเดียวกันกับอักษรล้านนา (ตัวเมือง) เนื่องจากชาวไทขึนรับเอารูปแบบจากล้านนาซึ่งมีความสัมพันธ์กันมายาวนาน นับตั้งเต่สมัยพญามังราย ได้สร้างเมืองเชียงตุงขึ้น ในช่วง พ.ศ. 1782-1854 เพื่อให้เป็นเมืองหน้าด่านทางทิศเหนือของอาณาจักรล้านนา และเป็นเมืองที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวดองในลักษณะเครือญาติโดยส่งเชื้อพระวงศ์และขุนนางใกล้ชิดไปปกครอง เมืองเชียงตึงจึงเป็นเมืองพี่เมืองน้องกับเมืองเชียงใหม่

ปัจจุบัน ผู้พูดภาษาไทขึนมีจำนวนลดน้อยลง พบเพียงผู้พูดที่มีการสืบทอดความรู้จากผู้อพยพใน พ.ศ. 2345 ที่ยังสามารถพูดภาษาสำเนียงไทขึนได้

เมื่อเปรียบเทียบภาษาไทขึน กับภาษาไทลื้อหรือภาษาล้านนา (คำเมือง) จะเป็นภาษาที่มีเสียงสูงกว่า การพูดคุยกันจะคุยเสียงดังกว่า เป็นลักษณะของการพูดเฉพาะตัวของภาษาไทขึน อย่างไรก็ตามสำเนียงภาษาไทขึนจะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เช่นเดียวกันกับภาษาล้านนาหรือคำเมืองในภาคเหนือ ที่มีสำเนียงแตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาษาไทขึนจะมีทำนองเสียงค่อนข้างสูง แต่ยังสามารถสื่อสาร พูดคุยและสื่อสารเข้าใจระหว่างชาติพันธุ์ในกลุ่มภาษาเดียวกันหรือภาษาใกล้เคียงกัน เช่น ไทลื้อ ไทยอง หรือไทยวน แต่อาจมีศัพท์เฉพาะของภาษาขึนบางคําที่ไม่สามารถสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : ขึน

ภาษาไทขึน มีตัวอักษรเป็นของตัวเอง เรียกว่า “อักษรขึน” โดยเฉพาะในพื้นที่เชียงตุงจะใช้ตัวอักษรดังกล่าวในการเรียนทางศาสนาและใช้เป็นภาษาชาติพันธุ์ วิธีเขียน วิธีการออกเสียง เหมือนกับอักษรล้านนา และอักษรลื้อเก่า คนที่เรียนภาษาใดภาษาหนึ่งสามารถอ่านอีกสองภาษาได้ ตัวอักษรนี้ได้เป็นเครื่องมือการค้าในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตอนบนบริเวณเชียงรุ่ง เมืองแลม เชียงตุง และล้านนา

การเขียนของภาษาไทขึนมีความคล้ายคลึงกับภาษาพม่าและภาษาไทใหญ่ ลักษณะ ตัวอักษรจะกลม หางสั้น และมีหยักน้อยกว่าอักษรล้านนา ซึ่งอักษรล้านนาจะคล้ายคลึงอักษรขอม ที่มีลักษณะไม่กลมแต่แหลม มีหยักมาก มีหางยาว บางครั้งยาวเกินพอดี สันนิษฐานได้ว่า ลักษณะตัวอักษรของชาวไทขึนได้รับอิทธิพลจากทางเมียนมาและไทใหญ่ในระยะหลัง เนื่องจากเมืองเชียงตุงซึ่งเป็นถิ่นฐานเดิมของชาวไทขึนตกเป็นประเทศราชของเมียนมาหลังจากอาณาจักรล้านนาและราชวงศ์มังรายล่มสลายจากถูกพระเจ้าบุเรงนองยกทัพมายึดเมืองเชียงใหม่ได้ใน พ.ศ. 2101

ใน พ.ศ. 2446 รัฐบาลสยาม ได้ควบคุมหัวเมืองล้านนาเพื่อให้ล้านนายอมรับอำนาจของสยามด้วยการครอบงำผ่านระบบราชการ มีการกำหนดให้ใช้ภาษาสยาม (ไทยกลาง) สอนในระบบโรงเรียนต่อมาในพ.ศ. 2456 ภาษาเมือง “ตัวเมือง หรืออักษรธรรมล้านนา” ได้ถูกสั่งห้ามใช้ในการเรียนการสอน ส่งผลให้ลูกหลานชาวไทขึนบางส่วนในชุมชนอื่นขาดโอกาสในการเรียนรู้ภาษาไทขึน

จากเอกสารได้ระบุการตั้งถิ่นฐานของชาวไทขึนในประเทศไทย นับตั้งเต่การอพยพโยกย้ายถิ่นฐานของเจ้ากองไตย ราชบุตรในเจ้าฟ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง เจ้าฟ้าเชียงตุงองค์ที่ 8 ที่ได้อพยพมาพร้อมกับเจ้ากระหม่อม เจ้าแสนเมือง เจ้าเมืองเหล็ก เจ้าดวงทิพย์ เจ้าดวงแสง (เจ้ามหาขนาน) เจ้ามหาพรหม เจ้านางสีแก้ว เจ้านางคำแดง มาตั้งถิ่นฐานที่เมืองเชียงใหม่ ในระยะแรกชาวไทขึน ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณประตูหายยา และ ในบริเวณหน้าวัดนันทาราม ซึ่งได้ตั้งคุ้มเจ้าอยู่สองคุ้ม คือ บริเวณหน้าวัด (ปัจจุบัน คือ โรงน้ำแข็ง) เรียกว่า คุ้มใต้ เป็นที่ตั้งคุ้มของเจ้าแสนเมือง และบริเวณตอนเหนือของคุ้มใต้เรียกว่า คุ้มเหนือ เป็นคุ้มเจ้านางคำแดง ต่อมาเจ้าต่างๆที่อพยพเข้ามาก็ได้กระจายตัวออกไปยังพื้นที่ต่างๆ ในล้านนา คือ เมืองสารทหลวงเมืองสารทน้อย บ้านเมืองกาย บ้านเชียงขาง อ.สารภี เชียงแสน บริเวณบ้านเมืองมาง บ้านธาตุคำ บ้านหมื่นสาร บ้านสุพรรณ และตำบลป่าบอง อำเภอดอยสะเก็ด

ในขณะที่เจ้ามหาขนาน (เจ้าดวงแสง) ซึ่งเดิมเป็นเจ้าเมืองเชียงขาง ไม่ยอมอพยพเข้ามายังเมืองเชียงใหม่ และได้กลับไปยอมรับอำนาจพม่า ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองเชียงตุงต่อไป โดยที่พงศาวดารเมืองเชียงตุงที่แปลเรียบเรียงโดย ทวี สว่างปัญญากูร (2533 หน้า 60-61) ได้กล่าวไว้ ดังนี้

“...ที่ยังตกค้างอยู่เชียงตุงเจ้าดวงแสง น้องเจ้ากองไตยได้หนีไปอยู่ บริเวณที่เรียกว่า ข้า11บ้าน-15บ้าน ต่อมาได้รวบรวมผู้คนที่เมืองหลวยเมืองยาง และรวมตัวต่อต้านพม่าจนไปตั้งมั่นที่เชียงแสน และทราบว่าทางเจ้าเมืองเชียงใหม่จะนำตัวเจ้ามหาขนานไปอยู่ที่เชียงใหม่จึงได้รวบรวมผู้คนกลับไปยอมรับอำนาจกษัตริย์อังวะ และได้แต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองเชียงตุงต่อไป...”

ส่วนเจ้ากองไตย เมื่ออพยพเข้ามาไม่ได้ครองเมืองจึงขอไปอยู่ที่เชียงแสนพร้อมกับผู้คนอีกจำนวนหนึ่ง และได้ทิ้งกลุ่มลูกหลานบางส่วนไว้ที่คุ้มเหนือคุ้มใต้ หน้าวัดนันทาราม การไปตั้งถิ่นฐานที่เชียงแสนเพื่อจะกลับไปเชียงตุง แต่ความคาดหวังดังกล่าวไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากพม่าได้แต่งตั้งเจ้ามหาขนานเป็นเจ้าครองเมืองเชียงตุงแล้ว ดังนั้น กลุ่มเจ้ากองไตยจึงยังคงตั้งถิ่นฐานบริเวณเชียงแสน

ในส่วนเจ้าเมืองเหล็กซึ่งเป็นพี่น้องเจ้ากองไตยได้อพยพไปตั้งถิ่นฐานที่ลำพูน มีสายตระกูล คือ เหล็กสมบูรณ์ ตุงคนาคร ส่วนเจ้ามหาพรมเริ่มตั้งถิ่นฐานที่หน้าวัดนันทาราม ต่อมาได้ย้ายไปตั้งบ้านเรือนที่หน้าวัดเจดีย์หลวง จากนั้นลูกหลานได้ย้ายไปตั้งบ้านเรือนที่บ้านเด่น ต.วัดเกตุ อ.เมืองเชียงใหม่ และ ที่บ้านสันทรายมหาวงค์ อ.สารภี ส่วนน้องเจ้ากองไตยที่เป็นเจ้านางชื่อเจ้านางคำแดงนั้นไม่ได้อพยพย้ายไปไหนยังคงอาศัยที่คุ้มเหนือ หน้าวัดนันทาราม จุดที่ตั้งคุ้มนั้นปัจจุบันคือตั้งแต่บริเวณบ้านลูกหลานที่ชื่อ นางบุญเรียบ สุริยวงษ์ มาจนถึงบ้าน นายศิลป์ เทพรัตน์ ปัจจุบันเชื้อสายของเจ้านางคำแดงก็ยังอาศัยอยู่บริเวณนี้เช่นเดิม

นอกจากพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ชาวไทขึนยังกระจายตัวตั้งถิ่นฐานในหลายหมู่บ้านปะปนกับคนล้านนา จนไม่สามารถแยกออกจากกันได้ นอกจากจะมีเพียงนามสกุลและประวัติครอบครัวเท่านั้น การเข้ามาของคนเชียงตุงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กลายเป็นกลุ่มไทขึนที่แตกต่างจากการอพยพครั้งใหญ่ครั้งแรก สามารถเชื่อมโยงได้จากภาษา ซึ่งเป็นตัวอักษร และพระสงฆ์เชียงตุงที่เข้ามาศึกษาในประเทศไทย

ลักษณะของพื้นที่ในการตั้งถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวไทขึน (เสมอชัย พูลสุวรรณ, 2552) ในรูปแบบคุ้มซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 2-3 ไร่ ตัวคุ้มเป็นเรือนไม้หลังใหญ่ หลังคาแฝดมีชานหน้าบ้านกว้างขวาง มีบันไดบริเวณตรงกลาง ต่อจากชานบ้าน ตัวเรือนหันหน้าไปทางทิศเหนือ หน้าคุ้มมียุ้งข้าวขนาดใหญ่ มีถนนผ่านหน้าคุ้มเป็นถนนกว้าง มีบริเวณที่เป็นโรงช้าง (ปัจจุบันกลายเป็นบ้านของครอบครัวนางแก้วดี อุดมพันธุ์) คุ้มนี้เมือเจ้านางศรีแก้วเจ้านางคำแดงถึงแก่กรรมได้ตกทอดมายังเจ้านางก๋องแก้ว ซึ่งเป็นธิดา และตกทอดมาถึงเจ้านางเต่าผู้เป็นลูกเจ้านางก๋องแก้ว เมื่อเจ้านางเต่าและสามีถึงแก่กรรม คุ้มนี้จึงตกทอดมายังลูกสาว 4 คน คือ 1) เจ้าแม่กาบแก้ว เทพรัตน์ 2) เจ้าแม่เกี๋งคำ บุญเฉลียว 3) เจ้าแม่บัวชุม อุดมพันธุ์ และ 4) เจ้าแม่บัวเลื่อน สุริยวงศ์ โดยมีเจ้าลุงที่เป็นชาย คือ เจ้าตั๋น หรือท่านพระครูสารภังค์ ที่ตำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนันทาราม ได้แบ่งพื้นที่คุ้มออกเป็น 5 ส่วน คือ หลานทั้ง 4 คน
และส่วนสุดท้ายให้เจ้าน้อยดวงคำ เหล็กสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีที่นาที่บ้านป่าแกโยง ต.หนองผึ้ง อ.สารภี และที่นาที่บ้านหนองช้างคืน ต่อมาเจ้าดวงคำได้แลกที่กับเจ้าแม่กาบแก้ว โดยเจ้าดวงคำจะไปอยู่ที่หนองช้างคืนเนื่องจากเป็นพื้นที่อยู่อาศัยมายาวนาน

กลุ่มเครือญาติเจ้าเชียงตุงได้เชื่อมโยงเครือญาติกันในช่วงปีใหม่เมือง โดยการเดินทางรดน้ำดำหัวเครือญาติเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ยังมีการไหว้ผีปู่ย่าที่เป็นผีบรรพบุรุษบริเวณคุ้มเหนือ ช่างฝีมือ ที่ติดตามเจ้าเชียงตุงมาได้ทำเครื่องเขิน (คัวรักคัวหาง) และทำเครื่องเงินส่งขายที่ร้านค้าบริเวณถนนวัวลาย และยุติการทำเครื่องเขินเมื่อทศวรรษที่ 2520

การอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยของไทขึน มีทั้งผู้คนที่อพยพมาในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ตามกลุ่มเจ้าเชียงตุง และผู้คนที่อพยพเข้ามา ในช่วงต้น พ.ศ. 2520 สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในเมียนมาม่า ทำให้มีการอพยพของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ไทขึน เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบ้านเหล่าพัฒนา ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

ผศ.ดร. พลวัฒ ประพัฒน์ทอง สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

เอกสารอ้างอิง :

กรด เหล็กสมบูรณ์. (2558). ชาติพันธุ์ไทเขินในประเทศไทย: การเคลื่อนย้าย การตั้งถิ่นฐาน วิถีชีวิต และเครือข่ายทางสังคม. รายงานการวิจัย. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

กรด เหล็กสมบูรณ์. (2560). แผนที่ชุมชนชาติพันธุ์ไทในล้านนา: ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์. รายงานการวิจัย. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

กรด เหล็กสมบูรณ์. (2562). การศึกษาภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนในประเทศไทยสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว. สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

กันยายน 2563)

จิตติ เทพรัตน์. (2531). จากเจียงตุ๋งมาฮอดเจียงใหม่ บ้านไทเขิน วัดนันทาราม. (เอกสารอัดสำเนา). เชียงใหม่: มปท.

ชมรมคนฮักตั๋วเมือง. (2560). ไตเขิน. มติชนสุดสัปดาห์. ออนไลน์ เผยแพร่ 8 ธันวาคม 2560. (สืบค้น 11

ทวี สว่างปัญญางกูร. (2527). ตำนานเมืองเชียงตุง. เชียงใหม่ : ธรรมสถาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ทวี สว่างปัญญากูร. (2533). พงศาวดารเมืองเชียงตุง. หนังสือแจกเป็นบัตรพลีงานพระราชทางเพลิงศพ เจ้าแม่ทิพวรรณ ณ เชียงตุง. มปท.

ธีรภาพ โลหิตกุล. (2538). คนไทในอุษาคเนย์. กรุงเทพฯ : ผู้จัดการ.

บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. (2545 [2506]). ชาวเขาในไทย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.

เบญจวรรณ สุขวัฒน์. (2558). การปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ไทเขิน : การต่อรองเพื่อสิทธิการเป็นพลเมือง ทางวัฒนธรรม. วิทยานิพนธ์ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาไทศึกษา . มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

พระนันตา ฐานวโร และทวี สว่างปัญญากูร. (2530). ตำราเรียนภาษาไทใหญ่. เชียงใหม่: ชมรมศึกษาภาษาไท.

ระวิวรรณ โอฬารรัตน์มณี. (2557). รูปแบบบ้านเรือนของกลุ่มชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์. พิมพ์ครั้งที่ 2. เชียงใหม่: สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

วิชุลดา มาตันบุญ ธิตินัดดา จินาจันทร์ กรด เหล็กสมบูรณ์ และสุวิภา จำปาวัลย์. (2556). ชาติพันธุ์ไทพื้นราบในล้านนา. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

วิถี พานิชพันธ์. (2548). วิถีล้านนา. กรุงเทพฯ: โอ เอส พริ้นติ้งเฮาส์.

วิถี พานิชพันธ์. (2556). ไทเขินแห่งเชียงตุง. พะเยา: โครงการจัดตั้งศูนย์ศิลปวัฒนธรรมล้านนา (ไต) มหาวิทยาลัยพะเยา.

สรัสวดี อ๋องสกุล. (2539). ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 2 สำนักพิมพ์อมริรทร์พริ้นติ้ง แอนพลับลิสชิ่ง จำกัด (มหาชน). กรุงเทพ

สรัสวดี อ๋องสกุล. (2552). ประวัติศาสตร์ล้านนา. (พิมพ์ครั้งที่ 6).กรุงเทพฯ: อัมรินทร์.

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่. (2553). วัฒนธรรมไทเขิน วัดสีมาราม. เชียงใหม่: เวียงบัว การพิมพ์.

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่. (2557). วิถีไท 8 ชุมชน. เชียงใหม่: สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่.

สำนักเรือนเดิมและชมรมปักขทืนล้านนา. (2552). ยุทฺธพิชยํ ตำราพิชัยสงครามฉบับล้านนา. เชียงใหม่: สิริลักษณ์การพิมพ์

เสมอชัย พูลสุวรรณ. (2552). รัฐฉาน (เมืองไต): พลวัติของชาติพันธุ์ในบริบทประวัติศาสตร์และการเมืองร่วมสมัย. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

อนาโตล โรเจอร์ เป็ลติเยร์. (2531). อลองเจ้าสามลอ: วรรณกรรมไทยเขิน. เชียงใหม่ : สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

อนาโตล โรเจอร์ เป็ลติเยร์. (2536). ภาษาและวรรณกรรมไทขึน. เอกสารประกอบการเสวนาไทศึกษา. เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

อนาโตล โรเจอร์ เป็ลติเยร์. (2555). มาตลังกา. เชียงใหม่: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่.

อัครพงศ์ อั้นทอง. (2549). ความรู้ของแพทย์พื้นบ้านล้านนาและฐานข้อมูลแพทย์พื้นบ้านล้านนาของจังหวัดเชียงใหม่. เชียงใหม่: มิ่งเมือง.

อิสราภรณ์ พัฒนาวรรณ. (2552). การบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของชาวไทเขิน ในชุมชนวัดนันทาราม ตำบลหายยา อำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ ศิลปะศาสตรมหาบัณฑิตสาขาภูมิภาคศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สัมภาษณ์ :

อัจฉรา(บุญมี) ประพัฒน์ทอง. 2563. พลวัตร ประพัฒน์ทอง ผู้สัมภาษณ์

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ : ไทขึน