ไทดำ

ชื่อเรียกตนเอง : ลาวโซ่ง, ไทยโซ่ง, ไทดำ ,ไทยทรงดำ, ไตดำ, โซ่ง

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ลาวทรงดำ, ผู้ไทยดำ, ไทยดำ

ตระกูลภาษา : ไท

ภาษาพูด : ไต

ภาษาเขียน : โตสือไตดำ

บทความฉบับเต็ม : ดาวน์โหลด

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 13 มิ.ย. 2566

985

ไทดำ” เป็นชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่เริ่มถูกนำมาเป็นชื่อที่ใช้เรียกตนเองมากขึ้น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากความเคลื่อนไหวในการฟื้นฟูอนุรักษ์วัฒนธรรมที่มีต้นกำเนิดจากดินแดนดั้งเดิมในเขตสิบสองจุไท สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ที่ต้องการเรียกชื่อของตนเองว่า “ไทดำ” ตามผู้คนและแหล่งกำเนิดดั้งเดิม ชื่อเรียกดังกล่าวจึงถูกใช้อย่างกว้างขวางและเป็นสากล สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำข้ามรัฐชาติเพื่อสร้างความเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันในขณะที่ชื่อเรียกที่มีคำนำหน้าว่าลาว เช่น ลาวโซ่งหรือ

ลาวทรงดำ เริ่มถูกปฏิเสธเนื่องจากพวกเขายืนยันอัตลักษณ์การเป็นกลุ่มคนไท แต่เนื่องจากการถูกบังคับในย้ายถิ่นจึงได้เดินทางมาพร้อมกับกลุ่มลาวหลายกลุ่ม ทำให้ถูกเรียกอย่างเหมารวมว่าเป็นชาวลาว

กลุ่มชาติพันธุ์ไทดำเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่จัดอยู่ในตระกูลภาษาขร้าไท (Kra-Dai) สาขาตะวันตกเฉียงใต้ (Southwestern Language Group) มีระบบภาษาเขียนเป็นของตนเองเรียกโดยทั่วไปว่า “โตสือไตดำ” (ตัวสือไทดำ) สันนิษฐานว่าอาจจะมาจากตัวอักษรสมัยสุโขทัย ไทดำในประเทศไทย มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในบริเวณภาคเหนือของประเทศเวียดนาม แถบแม่น้ำดำและแม่น้ำแดงปัจจุบันอยู่ในเขตเวียดนามเหนือตอนเชื่อมต่อกับลาวและจีนตอนใต้ เคยเป็นที่รู้จักในนามของสิบสองจุไทส่วนการเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี พ.ศ. 2322 เป็นต้นมา ช่วงเวลาของการเคลื่อนย้ายครั้งสำคัญเข้าสู่ประเทศไทย 7ครั้ง คือ1) สมัยกรุงธนบุรี (พ.ศ. 2322)2) รัชกาลที่ 1 กรุงรัตนโกสินทร์(พ.ศ. 2335) 3) รัชกาลที่ 3 กรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2378)4) รัชกาลที่ 3กรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2379)5) รัชกาลที่ 3กรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2381) 6) รัชกาลที่ 3กรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2382)และ7) รัชกาลที่ 5 กรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2429)

ในระยะแรกที่เคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทย ชาวไทยดำได้รับอนุญาตในการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเขตเมืองเพชรบุรี และได้ตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่องมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 หลังจากนั้นจึงได้เริ่มโยกย้ายออกจากเพชรบุรี ไปตั้งบ้านเรือนกระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ปัจจุบันพบชุมชนชาวไทดำอยู่ในหลายจังหวัดของประเทศไทยได้แก่ราชบุรีกาญจนบุรีนครปฐมสุพรรณบุรีสมุทรสงครามสมุทรสาครลพบุรีสระบุรีนครสวรรค์พิจิตรสุโขทัยพิษณุโลกประจวบคีรีขันธ์ชุมพรสุราษฎร์ธานี และเลย

ในมิติสังคมและวัฒนธรรม กลุ่มชาติพันธุ์ไทดำถือเป็นกลุ่มที่มีความเข้มเข็งทางวัฒนธรรม ที่เกิดขึ้นจากความผูกพันในระบบสายตระกูลและเครือญาติและระบบผีบรรพบุรุษที่มีอยู่อย่างเข้มข้น แม้ว่าจะมีการเคลื่อนย้ายแยกออกห่างจากถิ่นฐานดั้งเดิมมายาวนานกว่าสองร้อยปี แต่ชาวไทดำยังสามารถรักษาอัตลักษณ์วัฒนธรรมทางชาติพันธุ์ร่วมกับชาวไทดำในภูมิภาคได้ชาวไทดำจึงเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการอนุรักษ์ฟื้นฟูและธำรงรักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ให้มีความเข้มแข็งท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : ลาวโซ่ง, ไทยโซ่ง, ไทดำ ,ไทยทรงดำ, ไตดำ, โซ่ง

“ลาวโซ่ง เอกสารจากนักวิชาการยังคงใช้ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์นี้แตกต่างกันไปเช่น “ลาวโซ่ง”(สุมิตรปิติพัฒน์บัณฑรอ่อนดำพูนสุขธรรมภิมุข,2521,ฉวีวรรณประจวบเหมาะ 2553,พิเชฐสายพันธ์,2561)สุมิตรปิติพัฒน์และคณะ (2521, 2)ให้เหตุผลของคำว่า “ลาวโซ่ง” ว่าลาวโซ่งเป็นกลุ่มไทยโบราณกลุ่มหนึ่งมีถิ่นฐานเดิมอยู่ในบริเวณแคว้นสิบสองจุไทซึ่งมีอาณาเขตอยู่ในแถบแม่น้ำดำและแม่น้ำแดงปัจจุบันอยู่ในเขตเวียดนามเหนือตอนเชื่อมต่อกับลาวและจีนตอนใต้ลาวโซ่งมีชื่อเดิมเรียกกันว่าไทยดำ หรือ “ผู้ไทยดำ” (Black Tai)เพราะนิยมสวมใส่เสื้อสีดำล้วนซึ่งแตกต่างกับกลุ่มคนไทยที่อยู่ใกล้เคียงกันเช่นไทยขาวหรือ “ผู้ไทยขาว” (White Tai) นิยมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีขาวและไทยแดงหรือ“ผู้ไทยแดง” (Red Tai)ชอบใช้สีแดงขลิบและตกแต่งด้วยชายเสื้อสีดำเป็นต้นไทยดำกลุ่มนี้ได้ถูกกวาดต้อนเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้นคนไทยภาคกลางเรียกกันว่า “ลาวทรงดำ”เพราะเข้าใจว่าเป็นพวกเดียวกับลาวและอพยพเข้ามาพร้อมกันกับกลุ่มลาวอื่นๆต่อมาชื่อเดิมได้หดหายลง คำว่า “ดำ” หายไปดังที่นิยมเรียกกันในปัจจุบันว่า“ลาวทรง” หรือ“ลาวโซ่ง”จนบางครั้งไม่รู้ว่าลาวโซ่งนี้คือชาวไทยดำ

พิเชฐสายพันธ์ (2561, 60-61) ได้ให้เหตุผลของคำเรียกชื่อ “ลาวโซ่ง”ไว้ว่าในการจัดระบบการจัดการชาวลาวในหัวเมืองชั้นในในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นพบว่า การจัดประเภทกลุ่ม “ลาวทรงดำ”ให้อยู่รวมในบรรดาลาวกลุ่มต่างๆโดยที่รัฐบาลไทยได้ปกครองชาวลาวโดยจัดชั้นชาวลาวเช่นเดียวกับจัดชั้นคนไทยในสังคมไทย ที่เรียกว่าระบบไพร่เป็นที่น่าสังเกตว่าคนกลุ่มนี้เมื่ออพยพโยกย้ายเข้ามาสู่ดินแดนสยามประเทศได้ถูกสยามจัดประเภทให้อยู่ในกลุ่มบรรดาชาว “ลาว”ต่างๆทำให้มีชื่อเรียกว่า “ลาวโซ่ง”การถูกระบุว่าเป็นลาวกลุ่มหนึ่งนั้นจึงเกิดขึ้นเฉพาะในบริบทประเทศไทยเนื่องจากเป็นกลุ่มที่ถูกกวาดต้อนมาพร้อมกับชาวลาวกลุ่มต่างๆทำให้สยามในเวลานั้นเรียกเหมารวมคนเหล่านี้ว่าเป็นลาวทั้งนี้ นักวิชาการก่อนหน้านี้อาทิ สิริพึ่งเดช (2519, 11-12) และวิศรุตสุวรรณวิเวก(2524, 12) ได้เคยตั้งข้อสังเกตว่า ที่มาของชื่อเรียกว่าลาวโซ่งนั้นเป็นผลมาจากการที่คนเมืองล่าง (สยามประเทศ) เรียกสมมติขึ้นชื่อที่ถูกสยามเรียกว่า “ลาวโซ่ง”หรือ “ลาวทรงดำ”จึงกลายมาเป็นชื่อเรียกตนเองของชาวไทดำในประเทศไทย ว่า “ลาวโซ่ง”หรือ “ผู้ลาวโซ่ง”และบางครั้งก็จะเรียกตนเองอย่างย่อ ว่า “ผู้ลาว” หรือ “โซ่ง”อย่างไรก็ตามลาวโซ่งในเมืองไทย คือ กลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมกับกลุ่มที่เรียกว่าไทดำในดินแดนสิบสองจุไทเดิม

“ไทยโซ่ง” (สมทรงบุรุษพัฒน์ และคณะ 2554, 78) ให้เหตุผลว่า “ไทย” หมายถึง กลุ่มชนที่พูดภาษาตระกูลไทที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ส่วนคำว่า “โซ่ง, ทรง” มีความหมายว่า “กางเกง” และคำว่า“โซ่งดำ,ทรงดำ” เป็นคำเรียกตามเครื่องนุ่งห่มที่ใช้เนื่องจากไทยโซ่งนิยมนุ่งห่มด้วยเสื้อผ้าสีดำย้อมด้วยคราม

นายพนัสล้วนเมือง ชาวไทดำ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อยจังหวัดเพชรบุรี ให้ความเห็นต่อความหมายของการใช้คำว่า “โซ่ง” “ไททรงดำ” และ “ไทดำ” ว่า ได้ค้นคว้าเกี่ยวกับความเป็นมาของไทยทรงดำโดยเดินทางไปประเทศลาวและเวียดนามเพื่อสืบค้น และได้พบว่า คำว่า “โซ่ง”น่าจะเป็นหน่วยการปกครองอย่างหนึ่งโดยมีเชียงอยู่ในสุดรอบนอกออกมาเป็นเวียงและรอบนอกสุดเป็น “โซ่ง”ซึ่งประกอบด้วยหมู่บ้านประมาณ 5-10 หมู่บ้าน เวียงจะแบ่งออกเป็น4 โซ่ง ไทยทรงดำเดิมเรียกว่า “ไทดำ” อพยพมาจากเมืองลอ เลยเมืองแถงซึ่งเป็นชื่อเก่าของเมืองเดียนเบียนฟู อยู่สิบสองจุไทเมื่ออพยพเดินทางมาประเทศไทยมีคนถามว่ามาจากไหน ไทดำก็จะตอบว่า “มาจากโซ่งใด” จึงเรียก “ไทยดำ” ว่า “ไทยโซ่ง”ในปัจจุบันปรับเปลี่ยนมาเป็น “ไทยทรงดำ” ซึ่งเป็นชื่อที่คนไทยทรงดำส่วนใหญ่พึงพอใจแต่ชื่อเรียกที่ถูกต้องควรเรียกว่า “ไทดำ” (สมทรง บุรุษพัฒน์ และคณะ, 2554, 78)

คำอธิบายความหมายของคำว่า “โซ่ง” ของนายพนัสล้วนเมือง ซึ่งเป็นตัวแทนของชาวลาวโซ่งในประเทศไทยสอดคล้องกับการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ไทดำในประเทศเวียดนามของพิเชฐ สายพันธ์ และความเห็นของศาสตราจารย์คำจอง นักวิชาการชาวไทดำ ประเทศเวียดนาม ซึ่งได้อธิบายอย่างละเอียดชัดเจนไว้ว่าชาวไทดำมีชุมชนเฉพาะที่มีลักษณะพิเศษแบบหนึ่งที่เรียกว่า “โซ่ง” (xổng)เมืองของไทดำขนาดต่างๆไม่ว่าจะเป็นเมืองเพี้ยเมืองโหล่ง เมืองแกวน จะมีกลุ่มชุมชนที่เรียกว่าโซ่งตั้งอยู่โซ่งเป็นชุมชนที่ประกอบด้วยหมู่บ้านจำนวนไม่มากนัก ประมาณ 3-5 หมู่บ้าน กลุ่มโซ่ง คือ กลุ่มหมู่บ้านที่ทำหน้าที่พิเศษบางประการเพื่อช่วยเหลืองานทางด้านพิธีกรรม และช่วยงานการปกครองของเมืองซึ่งเปรียบเสมือนฝ่ายงานบริหารกับฝ่ายงานวัฒนธรรมของเมือง เช่น “โซ่งองเสน”“โซ่งองป้อง” “โซ่งหอหลวง” “โซ่งป้องกลาง” แต่ละเมืองจะมีโซ่งในแบบที่แตกต่างกันที่ตั้งของโซ่งอาจอยู่ในบริเวณศูนย์กลางของเมืองหรือตั้งอยู่ห่างออกไปจากกลางเมือง หมู่บ้านที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นโซ่ง จะมาจากกลุ่มที่เป็น “ปวก-ไป้” ที่ได้รับอนุญาตให้มาตั้งบ้านเรือนรวมกลุ่มกันเพื่อทำหน้าที่เหล่านี้ และหมู่บ้านที่อยู่ในกำกับของโซ่ง จะถูกเรียกว่า “พ่ง” (phổng) เพราะฉะนั้นหน่วยชุมชนที่เรียกว่าโซ่ง ซึ่งเป็นหน่วยที่มีลักษณะพิเศษของบรรดากลุ่มไทดำ จึงเป็นชื่อเรียกเฉพาะของพวกไทดำ ทำให้คำนี้น่าจะเป็นที่มาของคำเรียกชื่อ ลาวโซ่งหรือชาวไทดำ ที่เคยถูกกวาดต้อนเข้ามาอยู่ในสยามตั้งแต่สมัยธนบุรี เพราะเป็นชื่อที่พวกเขารู้จักและใช้เรียกตัวเอง รวมทั้งถือได้ว่าเป็นลักษณะของกลุ่มชุมชนที่มีเฉพาะในกลุ่มไทดำ และอาจเป็นไปได้ว่าคนส่วนใหญ่ของกลุ่มลาวโซ่งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย จะมาจากกลุ่มผู้นำและชาวบ้านในชุมชนที่เรียกว่าโซ่งนี้เป็นหลักก็เป็นได้ (ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และพิเชฐสายพันธ์,2553, 55-56)

ไทดำ คำเรียกตนเองอย่างเป็นทางการในปัจจุบัน เริ่มถูกนำมาใช้เรียกตนเองมากขึ้นในประเทศไทยเนื่องจากความเคลื่อนไหวในการฟื้นฟูอนุรักษ์วัฒนธรรมของชาวไทดำในประเทศไทยที่เล็งเห็นว่าต้นกำเนิดของพวกตนมาจากดินแดนดั้งเดิมที่เคยอยู่ในเขตสิบสองจุไทในเวียดนาม และต้องการเรียกชื่อของตนว่า ไทดำ ตามผู้คนและแหล่งกำเนิดดั้งเดิม รวมทั้งเห็นว่าชื่อเรียกว่า ไทดำ เป็นชื่อเรียกที่ชาวไทดำใช้กันอย่างเป็นวงกว้างและเป็นสากลมีประโยชน์ในการติดต่อเครือข่ายไทดำที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในแต่ละประเทศจนกลายเป็นเครือข่ายไทดำข้ามพรมแดน

จากการสำรวจการใช้ชื่อเรียกตนเองของชาวไทดำในประเทศไทยโดยพิจารณาจากการตั้งหน่วยงานหรือองค์กรของชาวลาวโซ่ง/ไทดำในแต่ละท้องถิ่นของประเทศไทยพบว่า มีการใช้ชื่อเรียกตนเองที่หลากหลายเช่น

ไทยทรงดำ” ศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำเทศบาลตำบลเขาย้อยอำเภอเขาย้อยจังหวัดเพชรบุรี

“ไทดำ” สมาคมไทดำ (ประเทศไทย)ตำบลไผ่หูช้าง อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐมชมรมไทดำบ้านยางใหญ่ตำบลหนองเต่า อำเภอเก้าเลี้ยวจังหวัดนครสวรรค์,สมาคมไทดำอำเภอเก้าเลี้ยวตำบลหนองเต่าอำเภอเก้าเลี้ยวจังหวัดนครสวรรค์,ชมรมไทดำภาคเหนือ)

“ไตดำ”ศูนย์ฟื้นฟูวัฒนธรรมไตดำบ้านดอนตำบลบ้านดอนอำเภออู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรี

“โซ่ง”เฮือนผ้าไท โซ่ง บ้านรางเฟื้อตำบลดอนคลังอำเภอดำเนินสะดวกจังหวัดราชบุรี

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ลาวทรงดำ, ผู้ไทยดำ, ไทยดำ

“ลาวทรงดำ” เอกสารทางราชการที่บันทึกในสยามในอดีต ได้แก่พระราชพงศาวดารฉบับกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1 โดยเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ใช้คำเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ลาวทรงดำ” โดยได้กล่าวถึงเหตุการณ์คราวที่กองทัพ “..สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกตีเมืองล้านช้างได้แล้วแล้วให้เมืองหลวงพระบางไปตีเมืองทันต์ ญวนเรียกเมืองหงี เมืองม่วย สองเมืองนี้เป็นเมืองลาวทรงดำ ตั้งอยู่ริมเขตแดนเมืองญวน ได้ครอบครัวลาวทรงดำมาเป็นอันมาก พาครอบครัวลาวเวียง ลาวทรงดำ ลงมาถึงกรุงในเดือนยี่ ปีกุญเอกศกนั้น ลาวทรงดำโปรดให้ตั้งบ้านอยู่เมืองเพชบูรี...”

“ผู้ไทยดำ” “ไทยดำ” ในสมัยรัชกาลที่ 5 เอกสารของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี บันทึกเหตุการณ์เมื่อคราวยกกองทัพขึ้นไปปราบฮ่อ และได้มีโอกาสเดินทางขึ้นไปถึงเมืองแถง ในบันทึกนั้นเรียกคนเมืองแถงว่าเป็น“ผู้ไทยดำ”ร่วมกับคำว่า “ลาวทรงดำ” ที่สยามคุ้นเคยมาก่อนหน้านี้บางครั้งใช้คำว่า “ไทยดำ”และเรียกเปรียบเทียบลาวทรงดำที่อพอพมาอยู่เมืองเพชรบุรีตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีด้วยอีกชื่อหนึ่งว่า “ลาวสีไม้” หรือ“ลาวโซ่ง” (พิเชฐสายพันธ์,2554, 12-13)แสดงให้เห็นว่าคำว่า ลาวทรงดำ ลาวโซ่ง ลาวสีไม้ ผู้ไทยดำและไทยดำ เป็นคำเรียกที่ปรากฏในเอกสารราชการสยามสำหรับเรียกคนกลุ่มนี้มาก่อน และทำให้คนกลุ่มนี้นำมาใช้เรียกตนเองเมื่ออพยพโยกย้ายมาอยู่ในดินแดนไทยโดยเฉพาะเรียกตัวเองว่าเป็น ลาวโซ่ง หรือเป็น ผู้ลาว ภายหลังจึงหันมาใช้คำว่า ไทยทรงดำ ที่เป็นคำที่นิยมอย่างเป็นภาษาราชการในปัจจุบัน

Black Thai หรือ Black Taiเป็นคำในภาษาต่างประเทศมาจากการแปลคำว่า Black ว่า สีดำหรือบางครั้งก็แปลทับศัพท์โดยใช้คำว่า Tai Dam ตามการออกเสียงของคำว่า “ไทดำ”

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่า ชื่อเรียกของชาวไทดำ ไม่มีนัยยะที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านอคติเกี่ยวกับชื่อเรียกมากนัก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานและได้รับการยอมรับในสังคม ขณะเดียวกันการเลือกใช้ชื่อเรียกมีความหลากหลายและลื่นไหลไปตามบริบทของการปฏิสัมพันธ์อาจจะมีชื่อเรียกที่ไม่ค่อยเป็นที่พึงใจมากนักคือชื่อเรียกที่มีคำว่า “ลาว” ได้แก่ “ลาวโซ่ง” “ลาวทรงดำ” “ผู้ลาว” “ผู้ลาวโซ่ง”เนื่องจากความรู้เกี่ยวกับไทดำในยุคแรกนั้นมีน้อย และการเคลื่อนย้ายมาในประเทศไทยนั้นมาพร้อมกับชาวลาวกลุ่มอื่น ๆ รัฐบาลไทยปกครองชาวลาวในระบบไพร่คนกลุ่มนี้เมื่ออพยพโยกย้ายเข้ามาสู่ดินแดนสยามประเทศจึงเหมารวมคนกลุ่มนี้ให้อยู่ในกลุ่มชาว “ลาว” โดยเรียกชื่อว่า “ลาวโซ่ง”การที่ถูกระบุว่าเป็นลาวกลุ่มหนึ่งนั้นจึงเกิดขึ้นเฉพาะในบริบทประเทศไทย

ภาษา

ตระกูลภาษา : ไท

ตระกูลภาษาย่อย : ไต-ไต

ภาษาไทดำจัดอยู่ในตระกูลภาษาไท สาขาไต-ไต หนือนักวิชาการบางส่วนเรียกตระกูลภาษานี้ว่าขร้าไท (Kra-Dai)สาขาตะวันตกเฉียงใต้ (Southwestern Tai Language Group)

ภาษาพูด : ไต

ภาษาไทดำจัดอยู่ในตระกูลภาษาไท สาขาไต-ไต หนือนักวิชาการบางส่วนเรียกตระกูลภาษาขร้า-ไท (Kra-Dai)สาขาตะวันตกเฉียงใต้ (Southwestern Tai Language Group) เช่นเดียวกับกลุ่มไทดำ ไทขาว ลื้อ และไทยสยาม (สมทรงบุรุษพัฒน์ 2560, 26) ระบบเสียงคล้ายคลึงกับภาษาไทย ต่างกันที่ภาษาไทดำมีเสียง “ย” ขึ้นจมูกเหมือนภาษาไทยถิ่นอีสานและมีหน่วยเสียงวรรณยุกต์ 6 หน่วยเสียง

ตัวอย่างคำศัพท์ที่เป็นคำในภาษาไทดำเช่น

อ้าย หมาย ถึงพ่อ

เอ็ม หมาย ถึงแม่

เฮือน หมายถึง บ้าน

ขี่แบ่ว หมายถึง โกหก

แจ่บ หมายถึง อร่อย

จ่อง หมายถึง ขยัน

เอ็ดเวียะ หมายถึง ทำงาน

โครงสร้างทางไวยากรณ์คล้ายภาษาไทย เช่น เอมนายไปกะไรมาเล้ยคือ เอมนายไปไหนมาจะไปกะเราเล้ย คือ จะไปไหน เป็นต้น (สมทรงบุรุษพัฒน์ และคณะ, 2554, 79) ในด้านสถานการณ์ทางภาษาพูดของชาวลาวโซ่ง กรณีศึกษาในจังหวัดกาญจนบุรี เพชรบุรี และราชบุรี พบว่า ชาวไทดำสามารถพูดภาษาลไทดำเป็นภาษาแรกได้ทุกช่วงอายุแสดงให้เห็นว่าในเขตพื้นที่สามจังหวัดนี้ยังสามารถใช้ภาษาชาติพันธุ์ของตนเองเป็นภาษาที่พูดได้ดีที่สุด แต่กลุ่มตัวอย่างในพื้นที่จังหวัดนครปฐม สมุทรสาครสมุทรสงคราม สุพรรณบุรี สามารถพูดภาษาไทดำเป็นภาษาแรกในสัดส่วนที่ลดหลั่นไปตามช่วงอายุตั้งแต่กลุ่มวัยสูงอายุลงไปจนถึงวัยหนุ่มสาว ซึ่งในกลุ่มวัยหนุ่มสาวได้เริ่มมีการใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแรกแทนภาษาของตนเองแล้ว (สมทรง บุรุษพัฒน์และคณะ (2554, 316-317, 319)

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : โตสือไตดำ

นักภาษาศาสตร์อธิบายว่า ตัวหนังสือของกลุ่มไทดำในประเทศไทยสืบทอดมาจากตัวหนังสือของไทดำที่เรียกว่า “โตสือไตดำ” (ตัวสือไทดำ) ซึ่งสันนิษฐานว่า อาจจะมาจากตัวอักษรสมัยสุโขทัยเมื่อเปรียบเทียบตัวอักษรของไทดำกับตัวอักษรไทยส่วนใหญ่มีความสอดคล้องกัน แม้ว่ามีบางตัวอักษรที่ออกเสียงต่างกัน (สมทรงบุรุษพัฒน์ และคณะ, 2554, 79-80)

งานวิจัยของสมทรงบุรุษพัฒน์และคณะ(2554, 318)ได้รายงานสถานการณ์เกี่ยวกับการใช้ภาษาเขียนของชาวไทดำในประเทศไทยไว้ว่า ในเขตจังหวัดกาญจนบุรีเพชรบุรี นครปฐม มีกลุ่มตัวอย่างของวัยสูงอายุบางคนที่ยังสามารถเขียนภาษาของไทดำได้ดีในขณะที่ในจังหวัดอื่นที่มีชาวไทดำอาศัยอยู่ยังไม่มีกลุ่มตัวอย่างที่เขียนภาษาของไทดำได้ อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีความพยายามในการฟื้นฟูและอนุรักษ์การเขียนด้วยอักษรของไทดำในประเทศไทยเกิดขึ้นหลายแห่ง ในอนาคตหากกระบวนการฟื้นฟูการเขียนอักษรไทดำประสบความสำเร็จจะมีชาวไทดำรุ่นใหม่ที่สามารถเขียนอักษรไทดำเพิ่มขึ้นได้

อย่างไรก็ตามภาพรวมของสถานการณ์ทางภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำในประเทศไทย ยังไม่มีแนวโน้มของการเกิดภาวการณ์ถดถอยทางภาษาทั้งนี้ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งในการใช้และการสืบต่อทางภาษากลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาได้สะท้อนให้เห็นทัศนคติเชิงบวกต่อภาชาติพันธุ์ของตนเช่น ความไม่อายที่จะต้องพูดภาษาไทดำหน้าผู้อื่น ไม่คิดว่าภาษาไทดำจะเรียนรู้ยาก ไม่เป็นการเสียเวลาที่จะเรียนรู้ภาษาไทดำ การพูดภาษาไทดำไม่ได้แสดงว่าเป็นคนหัวเก่าหรือหัวโบราณแต่อย่างใด ทัศนคติเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างวัยหนุ่มสาวชาวไทดำในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในบริเวณภาคตะวันตกของประเทศไทยมีทัศนคติเชิงบวกต่อภาษากลุ่มชาติพันธุ์ของตนเอง ทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของภาษาชาติพันธุ์และยังมีการสืบทอดการใช้ภาษานี้ต่อไปในอนาคต (สมทรง บุรุษพัฒน์ และคณะ 2554, 473-474)

นอกจากนี้ จากการสำรวจสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่า มีความพยายามในการฟื้นฟูและอนุรักษ์การใช้ภาษาทั้งในแบบที่เป็นภาษาพูดและระบบการเขียนของชาวไทดำโดยมีกลุ่มที่มีบทบาทในประเทศไทย ได้แก่สมาคมไทดำ (ประเทศไทย) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครปฐม เป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งและเป็นพลังสำคัญในการฟื้นฟูภาษาและระบบการเขียนภาษาไทดำให้มีการใช้งานอย่างกว้างขวางขึ้นอีกครั้งเนื่องจากสมาคมไทดำ (ประเทศไทย)มีกลุ่มผู้รู้นักปราชญ์ชาวดำ ที่มีความสามารถหลายเช่นอาจารย์สุรีย์ทองคงหาญ อาจารย์ชวลิต อารยุติธรรม อาจารย์วิเชียร เชื่อมชิตอาจารย์ศิริวรรณ บรรจง นางสาวอรุณีบุบผะศิริร่วมมือกันจัดทำคู่มือการเรียนภาษาไทดำ เพื่อเผยแพร่ให้กับชุมชนชาวไทดำในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย ใช้ร่วมกันอย่างเป็นวงกว้าง โดยการเลือกใช้แบบอักษรของไทดำจากกลุ่มไทดำที่ใช้ในเวียดนามมาเป็นแบบอักษรมาตรฐานในปัจจุบันเนื่องจากสมาคมไทดำเห็นว่า แบบอักษรของไทดำในประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลง และมีลักษณะกระจัดกระจายตามชุมชนต่าง ๆ มากว่าสองร้อยปีและยังไม่มีการประมวลให้เป็นแบบเดียวกัน แต่อักษรที่ใช้ในประเทศไทยมีที่มาจากอักษรไทดำจากสิบสองจุไทในเวียดนาม บทบาทในการฟื้นฟูภาษาและอักษรไทดำของสมาคมไทดำ (ประเทศไทย)ได้เริ่มเด่นชัดตั้งแต่มีการตั้งสมาคมอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2545เป็นต้นมา ปัจจุบันได้มีการจัดสอบวัดผลการเรียนภาษาและอักษรไทดำเป็นสนามสอบประจำในแต่ละปี

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ

การตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวประชากร :

ประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของชาวไทดำที่อาศัยอยู่ในบริเวณประเทศไทย ได้เริ่มอพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2322 ในอดีตกลุ่มชาติพันธุ์นี้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณที่เรียกว่าสิบสองจุไทซึ่งตั้งอยู่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม อย่างไรก็ตามนักประวัติศาสตร์ได้สันนิษฐานถึงประวัติศาสตร์ต้นกำเนิดของกลุ่มไทดำในเวียดนามว่าควรเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใด ศาสตราจารย์คำจอง(Cam Trong)นักชาติพันธุ์วิทยาชาวเวียดนามซึ่งมีเชื้อสายเป็นลูกหลานตระกูลเจ้าเมืองไทดำในเวียดนามได้มีข้อเสนอไว้ใน “ประวัติศาสตร์และเอกสารไทดำในเวียดนาม”ว่า การปรากฏร่องรอยของกลุ่มไทดำในเวียดนามอาจมีมาตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8-10ซึ่งกลุ่มไทดำอพยพมาจากหัวแม่น้ำตาว (แม่น้ำแดง)มีท้าวสวงท้าวเงินเป็นผู้นำลงมาสู่เมืองลอ (ปัจจุบันเมืองนี้ตั้งอยู่ในภาคเหนือของเวียดนามมีชื่อว่าเหงียโหละ – Nghia Lo)จนถึงประมาณคริสต์ศตวรรษที่11ผู้นำชื่อล้านเจืองได้พาผู้คนแยกออกมาจากเมืองลอมาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เมืองแถง (เดียนเบียนฟู)ครั้นถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13เจ้าฟ้าคำแลบ (หรือท้าวลอแลด)ได้ย้ายเมืองหลวงจากเมืองแถงมาตั้งที่เมืองหม้วย (คำจอง2536, 194)ซึ่งระยะเวลานี้เป็นช่วงที่อาณาจักรล้านช้างมีกำลังเข้มแข็งและสถาปนาขึ้นมาที่เมืองหลวงพระบาง

ในคริสต์ศตวรรษที่ 13นักประวัติศาสตร์จะเริ่มมีการอธิบายการปรากฏตัวของกลุ่มไทดำนเอกสารประวัติศาสตร์ที่สันนิษฐานความน่าจะเป็นของระยะเวลาที่ใกล้เคียงได้DavidWyatt (1976, 110-111) ได้ระบุถึงเอกสารประวัติศาสตร์ที่มีการกล่าวถึงไทดำจากเรื่อง “ขุนบรม”ที่ปรากฏอย่างอ้างอิงได้ในบันทึกพงศาวดารล้านช้างและพงศาวดารเมืองน่านที่อธิบายการเกิดขึ้นของบ้านเมือง ที่โยงใยเครือข่ายความสัมพันธ์กันตั้งแต่แถบสิบสองจุไทมายังล้านช้าง ในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงเมื่อเทียบเคียงเรื่องราวของขุนบรมกับตำนานและเอกสารท้องถิ่นของไทดำก็จะเห็นเรื่องราวที่ดำเนินไปอย่างสอดคล้องกันจึงอาจกล่าวได้ว่า ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา ชาวไทดำน่าจะตั้งถิ่นฐานในดินแดนสิบสองจุไทและมีเครือข่ายบ้านเมืองเฉพาะกลุ่มจนเป็นที่รู้จักและรับรู้ในบ้านเมืองอาณาจักรแวดล้อมที่ทำให้เห็นการบันทึกเรื่องราวของคนกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ปรากฏขึ้นอย่างมีความเกี่ยวข้องกันในระดับภูมิภาค ในด้านประวัติศาสตร์ชุมชนไทดำในแต่ละจังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดพิจิตร จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดสุโขทัย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดเลย โดยมีรายละเอียด ดังนี้

จังหวัดเพชรบุรี

ตำบลหนองปรงอำเภอเขาย้อยจังหวัดเพชรบุรีเป็นถิ่นฐานเก่าแก่จนเรียกติดปากว่าเป็น “บ้านเก่า” ของชาวลาวโซ่ง/ไทดำในประเทศไทยชาวไทดำท้องถิ่นหมู่บ้านหนองปรง (เดิมเรียกว่าบ้านเลา)หนองจิกหนองเข้เชื่อกันว่า ชาวไทดำได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดเพชรบุรีตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีโดยถูกกำหนดให้ไปอยู่บริเวณตำบลท่าแร้ง ทางไปอำเภอบ้านแหลมแต่ไม่ปรากฎระยะเวลาที่อาศัยอยู่แต่ชาวไทดำดั้งเดิมเคยอยู่บริเวณที่ดอนใกล้ภูเขา จึงย้ายไปอยู่ที่หมู่บ้านหนองปรงและคาดว่าจะย้ายไปพร้อมกับชาวไทดำที่หมู่บ้านสะพานยี่หน และหมู่บ้านเวียงคอยหนองปรงจึงเป็นที่มาของไทดำทั่วไปในประเทศไทย (มนูอุดมเวช2547, 17)

ตำบลห้วยข้องอำเภอบ้านลาดจังหวัดเพชรบุรี

ไทดำบ้านห้วยข้อง หรือบ้านใหม่ได้อพยพไจากหมู่บ้านเวียงคอยและหมู่บ้านวังตะโกในเขตอำเภอเมืองเพชรบุรีเมื่อประมาณ พ.ศ. 2350-2400 และยังมีไทดำหมู่บ้านใกล้เคียงชื่อว่าบ้านหนองโสน หรือห้วยทราย ประมาณก่อน พ.ศ. 2460 ไทดำจากแถบห้วยข้องและหนองโสน หรือบ้านใหม่และห้วยทราย มีจำนวนหนึ่งได้อพยพไปอยู่จังหวัดพิจิตร กำแพงเพชร หมู่บ้านแม่ประจันต์ในเพชรบุรี และไร่หลวง ในเขตอำเภอท่ายางเพชรบุรีต่อมาประมาณราว พ.ศ. 2510 ไทดำจากหนองโสนหรือห้วยทรายได้อพยพไปอยู่ที่พิจิตร กับอำเภอวังทองและอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก และมีกลุ่มที่อพยพจากห้วยข้องและหนองโสนลงไปทางภาคใต้ ไปอยู่ที่ตำบลท่าข้ามอำเภอท่าแซะจังหวัดชุมพร

หมู่บ้านแม่ประจันต์ตำบลวังไคร้อำเภอท่ายางจังหวัดเพชรบุรี

ชาวไทดำบ้านแม่ประจันต์ส่วนใหญ่อพยพมาจากบ้านวังตะโกอำเภอเมืองจังหวัดเพชรบุรีตั้งแต่ราว พ.ศ. 2440จนปัจจุบันมีประชากรชาวไทดำอาศัยอยู่ในตำบลวังไคร้ถึงร้อยละ90ของประชากรทั้งหมด

จังหวัดราชบุรี

บ้านด่านทับตะโกอำเภอจอมบึงจังหวัดราชบุรี

ไทดำรุ่นแรกอพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนเมื่อประมาณ พ.ศ. 2505-2510ส่วนใหญ่มาจากอำเภอกำแพงแสนนครปฐม จากบริเวณหมู่บ้านโนนทองสระพัง บ่อน้ำจืด และไผ่หูช้างจนถึง พ.ศ. 2544 ไทดำที่บ้านด่านทับตะโกมีประมาณ15ครัวเรือน

บ้านวังปลาอำเภอจอมบึงจังหวัดราชบุรี

ไทดำหมู่บ้านวังปลา ส่วนใหญ่อพยพมาจากบ้านไผ่หูช้าง อำเภอกำแพงแสน และหมู่บ้านเกาะแรตอำเภอบางเลนจังหวัดนครปฐมเมื่อประมาณ พ.ศ. 2510เนื่องจากภูมิลำเนาเดิมมีที่ทำกินไม่เพียงพอการอพยพไปหมู่บ้านวังปลาในสมัยนั้นมีความยากลำบากหากเดินทางด้วยรถยนต์จากราชบุรีจะสามารถเดินทางผ่านได้เพาะห้วยท่าช้างซึ่งอยู่ระหว่างอำเภอจอมบึงกับวังปลา จากนั้นต้องเดินตามทางเกวียนเพื่อไปยังหมู่บ้านวังปลา

บ้านอ้ออีเขียวตำบลกรับใหญ่อำเภอบ้านโป่งจังหวัดราชบุรี

ไทดำ บ้านอ้ออีเขียวมีประวัติว่าอพยพมาจากเพชรบุรีเมื่อประมาณ พ.ศ. 2440เช่น
ตระกูลของนายพอ แฝงเพชร มีพ่อของปู่และแม่ของปู่อพยพมาจากเพชรบุรีตระกูลของนายสมัยติดหงิมที่กล่าวว่า อพยพมาจากเพชรบุรี ส่วนใหญ่ไทดำบ้านอ้ออีเขียวตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้กับวัดอ้ออีเขียวทางหน้าวัดอ้ออีเขียว 7 หลังคาเรือน และหลังวัด 6หลังคาเรือน

จังหวัดนครปฐม

บ้านดอนทรายอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม

ไทดำบ้านดอนทรายส่วนใหญ่ย้ายมาจากบ้านโป่งราชบุรีเมื่อประมาณ พ.ศ. 2470ทั้งนี้ ประวัติของบางครอบครัวกล่าวว่า ก่อนที่จะอยู่ที่บ้านโป่งราชบุรี บรรพบุรุษได้ย้ายมาจากเพชรบุรี อพยพด้วยเกวียนมาอยู่ที่บ้านโป่ง ราชบุรี ก่อนหน้านี้เมื่อประมาณ พ.ศ. 2440และภายหลังได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านดอนทรายนครปฐมอีกครั้ง

บ้านหัวถนนตำบลดอนพุทราอำเภอดอนตูมจังหวัดนครปฐม

ไทดำบ้านหัวถนนมีบรรพบุรุษอพยพจากเพชรบุรี เมื่อราว พ.ศ. 2420 ด้วยการเดินทางด้วยเกวียนค้างแรมไปเรื่อย ในเวลานั้นยังมีชาวไทดำกลุ่มอื่นที่อพยพตามกันมาผ่านมาทางบ้านหัวถนนและเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านเกาะแรต บ้านดอนขมิ้น บ้านดอนยอ อำเภอบางเลน หมู่บ้านดอนทอง บ้านสระสี่มุม บ้านชุกหัวบัว บ้านไผ่หูช้าง และบ้านหนองหมู อำเภอกำแพงแสน การอพยพจากหมู่บ้านหัวถนนต่อไปยังพื้นที่อื่นเกิดขึ้นในหลายระลอก ตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2480 และช่วง พ.ศ. 2490 จากนั้นการอพยพจากหัวถนนก็เบาบางลง มีการอธิบายถึงเส้นทางและวิธีในการอพยพแยกย้ายต่อจากหัวถนนไปยังถิ่นต่าง ๆ ได้แก่ กลุ่มที่อพยพไปทางสุพรรณบุรี ใช้วิธีขึ้นรถไฟจากนครปฐมไปบางกอกน้อย แล้วต่อด้วยเรือซึ่งว่าจ้างจากสุพรรณบุรีมาขนของจากบางกอกน้อย กลุ่มที่อพยพขึ้นไปทางเหนือ ใช้วิธีไปขึ้นรถไฟที่นครปฐมแล้วต่อรถไฟอีกครั้งที่หัวลำโพงเพื่อขึ้นไปทางเหนือ เป็นต้น

บ้านเกาะแรตตำบลบางปลาอำเภอบางเลนจังหวัดนครปฐม

จากคำบอกเล่าจากพระมหามนต์ เพชรศาสตร์ กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านเกาะแรต ในราวปี พ.ศ. 2411 ลาวโซ่งกลุ่มหนึ่งซึ่งตั้งหลักแหล่งบริเวณคลองในตำบลปอหลวง อำเภอเมืองจังหวัดเพชรบุรี ได้เดินทางโดยทางเท้ามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผ่านเขตอำเภอบางคนฑี จังหวัดสมุทรสงคราม ติดต่อกับอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เดินทางข้ามแม่น้ำแม่กลองไปตามคลองดำเนินสะดวก (สมัยนั้นเป็นเพียงลำธารธรรมดา) ผ่านบ้านบังลอยแล้วเดินทางต่อไปถึงทุ่งหนองผำ (บ้านเกาะแรตปัจจุบัน) จากนั้นเดินทางข้ามแม่น้ำท่าจีนไปทางทิศตะวันออกถึงเขตคลองหนองกระทุง ตำบลบางภาษี อำเภอบางเลน ปรากฏว่าเป็นที่ลุ่มไม่เหมาะแก่การทำมาหากิน จึงได้มาตั้งบ้านเรือนกันอยู่ที่บ้านเกาะแรตจนถึงปัจจุบัน

หัวหน้าหมู่บ้านลาวโซ่งคนแรกคือ นายทรัพย์ ในสมัยรัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้มีการตั้งนามสกุลขึ้นเพื่อระลึกถึงถิ่นเดิม คนในหมู่บ้านนี้จึงมักใช้คำว่า “เพชร” นำหน้านามสกุล เพราะได้ย้ายมาจากเมืองเพชรบุรีเช่นนายทอนเพชรรุณ นายเพียงเพชรแอน นายแอ เพชรยวนเป็นต้น (นุกูล ชมภูนิช, 2532, 10)

บ้านดอนทอง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

แต่เดิมชาวไทดำบ้านดอนทอง เรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่า “ไผ่ควาย” เป็นชุมชนไทดำชุมชนใหญ่แห่งหนึ่งในอำเภอกำแพงแสน ประวัติกล่าวว่า บรรพบุรุษอพยพมาจากเพชรบุรี เมื่อประมาณ พ.ศ. 2440ปัจจุบันหมู่บ้านดอนทองมีชาวไทดำอาศัยอยู่ร้อยละ 70 จากประชากรทั้งหมด

ในบริเวณนี้ยังมีชุมชนไทดำจำนวนมากแถบตำบลสระสี่มุมซึ่งมาตั้งถิ่นฐานในช่วงเวลาใกล้เคียงกันต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2495 ชาวไทดำบางส่วนจากตำบลสระสี่มุม อำเภอกำแพงแสน ได้อพยพไปตั้งถิ่นฐานในเขตอำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี อีกหลายหมู่บ้านเช่น บ้านหนองรีบ้านยางสูง เป็นต้น

จังหวัดสุพรรณบุรี

บ้านดอนมะนาวอำเภอสองพี่น้องจังหวัดสุพรรณบุรี

ไทดำบ้านดอนมะนาวมีบรรพบุรุษอพยพมาจากเพชรบุรีเมื่อประมาณ พ.ศ. 2440โดยการเดินทางด้วยเกวียนเพื่อหาแหล่งทำกินใหม่ จากนั้น ประมาณ พ.ศ. 2495 ชาวไทดำกลุ่มหนึ่งซึ่งใช้นามสกุล “แสงอรุณ”“ออมสิน” และ “ทองเชื้อ” จากบ้านดอนมะนาว อำเภอสองพี่น้อง สุพรรณบุรี ได้อพยพไปอยู่หมู่บ้านน้ำเรื่องอำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย

บ้านดอนมะเกลืออำเภออู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรี

ไทดำบ้านดอนมะเกลือ อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี อพยพมาจากจังหวัดเพชรบุรีตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2440โดยมาจากบ้านตาลเรียง บ้านห้วยท่าช้าง อำเภอเขาย้อย เพชรบุรี ในระยะแรกบ้านดอนมะเกลือยังมีสภาพเป็นป่า เป็นที่เล่าขานกันว่ามีงูชุกชุม และการอพยพครั้งนั้นใช้การเดินทางด้วยเกวียนต่อมาชาวไทดำบางส่วนจากดอนมะเกลือ อำเภออู่ทอง สุพรรณบุรี ได้อพยพไปทางทางภาคเหนือโดยใช้เส้นทางรถไฟ ไปตั้งถิ่นฐานในบริเวณจังหวัดสุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร และพิษณุโลก เช่น บ้านเนินหว้า อำเภอกงไกรลาศสุโขทัยบ้านเขาหน่อบ้านวังหยวก จังหวัดนครสวรรค์เป็นต้น

จังหวัดกาญจนบุรี

บ้านห้วยยางอำเภอห้วยกระเจาจังหวัดกาญจนบุรี

ไทดำบ้านห้วยยาง อำเภอห้วยกระเจา กาญจนบุรีมีบรรพบุรุษอพยพมาจากบ้านดอนและบ้านยางในเขตอำเภออู่ทอง สุพรรณบุรี ตามประวัติกล่าวว่า นายธง เป็นบุคคลแรกที่อพยพจากบ้านดอน สุพรรณบุรีมาอยู่ที่บ้านห้วยยางกาญจนบุรีที่ได้เดินทางเข้ามาจับจองพื้นที่ในป่าซึ่งปัจจุบันคือหมู่บ้าน
ห้วยยางเมื่อราว พ.ศ. 2460-2470 นายธงเป็นคนเก่าแก่ และมีเพื่อนฝูงจำนวนมาก จึงพากันตระเวนยิงเนื้อยิงสัตว์ป่าไปหลายแห่งในที่สุดก็มาถึงบริเวณที่เป็นหมู่บ้านห้วยยางในปัจจุบัน จึงได้ย้ายมาตั้งหลักแหล่งที่นั่น

จังหวัดนครสวรรค์

บ้านไผ่สิงห์ตำบลไผ่สิงห์อำเภอชุมแสงจังหวัดนครสวรรค์

ชาวไทดำรุ่นแรกของหมู่บ้านไผ่สิงห์ อำเภอชุมแสงนครสวรรค์อพยพมาจากเพชรบุรีประมาณ 5-6 ครอบครัวเมื่อ พ.ศ. 2488จากนั้นมีชาวไทดำอพยพตามกันมาอีกหลายครอบครัวในช่วงแรก
ชาวไทดำกลุ่มนี้อพยพไปอยู่ในตัวอำเภอชุมแสง ต่อมาได้อพยพไปยังหมู่บ้านโพธิ์หนองยาว และย้ายมายังหมู่บ้านไผ่สิงห์ เมื่อได้ตั้งหลักแหล่งที่หมู่บ้านไผ่สิงห์แล้ว ได้มีชาวไทดำจากราชบุรี เพชรบุรี บ้านสระสี่มุม อำเภอกำแพงแสน นครปฐมได้อพยพตามกันมาอยู่สมทบอีก

บ้านคลองเกษมอำเภอชุมแสงจังหวัดนครสวรรค

ชาวไทดำหมู่บ้านคลองเกษม อำเภอชุมแสง นครสวรรค์ อพยพมาจากราชบุรีและเพชรบุรีเมื่อประมาณพ.ศ. 2440ในระยะเริ่มแรกมีผู้อพยพเข้ามาอยู่ประมาณ 20หลังคาเรือน หมู่บ้านคลองเกษมนั้นเมื่อก่อนชาวไทดำเรียกว่า“คลองขอม”

บ้านหนองเนินอำเภอท่าตะโกจังหวัดนครสวรรค์

ชาวไทดำบ้านหนองเนิน อำเภอท่าตะโก นครสวรรค์ ได้อพยพมาจากอำเภอกำแพงแสนนครปฐมและอำเภอสองพี่น้อง สุพรรณบุรีตั้งแต่ราว พ.ศ. 2460แต่เดิมพื้นที่ตั้งแต่นครสวรรค์มาถึงหนองเนินเป็นป่าใหญ่การอพยพครั้งนั้นมีเรื่องเล่ากันว่า ไทดำบางคนที่มาจากนครปฐมมีความต้องการไปอาศัยอยู่หนองเนิน แต่เดินทางไปไม่ถูก จึงได้เดินทางเลยไปตั้งถิ่นฐานถึงจังหวัดพิจิตร นอกจากนี้ยังพบว่า ภายหลังต่อมาชาวไทดำที่บ้านหนองเนินบางครอบครัวได้ย้ายมาจากบ้านบัวงาม ราชบุรีเมื่อราว พ.ศ. 2470-2480 รวมทั้งภายหลังยังมีบางครอบครัวที่อพยพมาจากอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรีตามมาอยู่ที่บ้านหนองเนิน

บ้านแหลมย้อยอำเภอบรรพตพิสัยจังหวัดนครสวรรค์

ชาวไทดำบ้านแหลมย้อย อำเภอบรรพตพิสัยนครสวรรค์ บางครอบครัวมีประวัติว่าอพยพมาจากอำเภอชุมแสงนครสวรรค์ เมื่อราว พ.ศ. 2480ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้นครอบครัวมีประวัติว่าอพยพมาจากบ้านสระสี่มุม อำเภอกำแพงแสน นครปฐม มาอยู่ที่ชุมแสงก่อนนี้แล้วจึงย้ายมาที่แหลมย้อย บรรพตพิสัยอีกทีหนึ่งเนื่องจากที่ดินทำกินในอำเภอชุมแสงมีน้อยลงและคนรุ่นหลังก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น การอพยพใช้วิธีการเดินทางด้วยรถไฟจากอำเภอชุมแสง ลงที่ปากน้ำโพ แล้วขึ้นรถยนต์จากปากน้ำโพไปลงที่ตัวอำเภอบรรพตพิสัยจากนั้นก็เดินทางไปหมู่บ้านแหลมย้อย ปัจจุบันมีชาวไทดำเป็นจำนวนมากถึง100ครัวเรือนที่บ้านแหลมย้อยและบ้านปากดงที่อยู่ใกล้เคียง

บ้านหนองหูช้างอำเภอลาดยาวจังหวัดนครสวรรค์

ไทดำบ้านหนองหูช้างอำเภอลาดยาวนครสวรรค์มีประวัติว่า มีชาวไทดำสองคนจากเพชรบุรี ชื่อ เสาร์ และเปลี่ยนมาดูพื้นที่เมื่อราวก่อน พ.ศ. 2500เมื่อพึงพอใจจึงได้เตรียมซื้อที่ดินและร่วมกันอพยพมาอาศัยอยู่

บ้านหนองตาหมูอำเภอลาดยาวจังหวัดนครสวรรค์

ไทดำบ้านหนองตาหมู อำเภอลาดลาว จังหวัดนครสรรค์ มีประวัติว่า ใน พ.ศ. 2495ครอบครัวของเกี้ยว และวน อุ่นเรื่อน อพยพมาจากบ้านห้วยท่าช้าง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ได้พาครอบครัว พร้อมกับผู้ใหญ่เสาร์ซึ่งเป็นลุง และครอบครัวอื่นรวมทั้งสิ้น4ครอบครัวเช่าเหมารถยนต์จากเพชรบุรีมาถึงสถานีรถไฟนครสวรรค์แล้วนั่งรถประจำทางจากนครสวรรค์ไปตามถนนลูกรังจนถึงทางแยกหนองวัวแล้วจึงลงเดินเท้าตามคันนาเข้าไปยังหนองตาหมู หลังจากการอพยพของ 4 ครอบครัวนี้มาอยู่ที่หนองตาหมู ก็มีครอบครัวอื่นอพยพตามกันมาอีก

บ้านน้ำสาดอำเภอหนองบังจังหวัดนครสวรรค์

ชาวไทดำหมู่บ้านน้ำสาดส่วนใหญ่อพยพมาจากจังหวัดเพชรบุรีและจากภาคใต้โดยเข้ามาอยู่ที่บ้านน้ำสาดตั้งแต่ราว พ.ศ. 2480การอพยพใช้วิธีขึ้นรถไฟจากเพชรบุรีไปต่อที่หัวลำโพง แล้วไปลงสถานีชุมแสงจากนั้นจึงเดินเท้าเรื่อยไปจนมาถึงหมู่บ้านน้ำสาดนอกจากนี้ยังมีบางครอบครัวย้ายมาจากบ้านไผ่สิงห์อำเภอชุมแสงและจากแถบตัวอำเภอชุมแสงเข้ามาอาศัยสมทบด้วย

บ้านท่าช้างบึงหล่มและทุ่งหญ้าคาตำบลคลองน้ำไหลอำเภอคลองลานจังหวัดนครสวรรค์

ชาวไทดำในบริเวณตำบลคลองน้ำไหลอำเภอคลองลาน นครสวรรค์ เป็นกลุ่มที่อพยพโยกย้ายมาจากอำเภอท่าตะโกนครสวรรค์เมื่อปี พ.ศ.2518เนื่องจากญาติพี่น้องได้พากันชักชวนไปหาแหล่งทำกินใหม่

จังหวัดกำแพงเพชร

บ้านหนองกระทิงอำเภอขาณุวรลักษณบุรีจังหวัดกำแพงเพชร

ชาวไทดำบ้านหนองกระทิงอำเภอขาณุวรลักษณบุรีกำแพงเพชรเป็นกลุ่มคนที่อพยพมาจากอำเภอกำแพงแสนจังหวัดนครปฐมมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านหนองกระทิง ประมาณ พ.ศ. 2500 จำนวนประมาณ 2-3 ครอบครัวเนื่องจากย้ายที่ทำกินจากแหล่งเดิมและมีญาติพี่น้องที่อยู่ในบริเวณนี้อยู่อาศัยมาก่อน

บ้านวังน้ำอำเภอคลองขลุงจังหวัดกำแพงเพชร

ชาวไทดำบ้านวังน้ำ อำเภอคลองขลุงจังหวัดกำแพงเพชรเป็นกลุ่มคนที่อพยพมาจาก 3 พื้นที่ ได้แก่ 1) กลุ่มที่ย้ายมาจากบ้านวังหยวก ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงอพยพเมื่อ พ.ศ. 2492เนื่องจากบ้านวังหยวกเกิดอุทกภัย 2) กลุ่มที่อพยพมาจากสุพรรณบุรี ประมาณ พ.ศ.2495และ3) กลุ่มที่อพยพมาจากอำเภอกำแพงแสนนครปฐม ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ย้ายมาเมื่อ พ.ศ. 2500ทั้งกลุ่มที่ย้ายมาจากสุพรรณบุรีและกำแพงแสนเป็นกลุ่มที่มีการเคลื่อนย้ายเพื่อหาแหล่งทำกินใหม่

จังหวัดพิจิตร

ตำบลไผ่รอบอำเภอโพธิ์ประทับช้างจังหวัดพิจิตร

บริเวณตำบลไผ่รอบอำเภอโพธิ์ประทับช้างจังหวัดพิจิตรเป็นแหล่งที่ตั้งถิ่นฐานของชาวไทดำกลุ่มใหญ่แห่งหนึ่งในภาคเหนือของประเทศไทยพื้นที่ดังกล่าวประกอบด้วยหลายหมู่บ้าน เช่นบ้านหนองไม้แดงบ้านไผ่รอบบ้านคลองยางบ้านหนองหลวง บ้านป่าสัก บ้านหนองนาร้าง บ้านเกาะแก้ว บ้านไดโพ บ้านโรงวัว บ้านก่อ บ้านเนินตาล บ้านเนินตะค้อ บ้านเนินยาง บ้านห้วยแยกบ้านหนองหัวปลวกและบ้านหนองแห้วส่วนใหญ่ชาวไทดำตำบลไผ่รอบ อพยพมาจากเพชรบุรีซึ่งเกิดขึ้นก่อน พ.ศ. 2495โดยขึ้นรถไฟจากเพชรบุรีไปลงที่ตัวเมืองพิจิตรแล้วเดินเท้าจากพิจิตรไปถึงหมู่บ้านวังจิก จากนั้นลงเรือที่บ้านวังจิกไปขึ้นบกที่ตำบลไผ่รอบซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเครือญาติอพยพจากเพชรบุรีมาอาศัยอยู่บริเวณนี้ก่อนหน้านี้

บ้านบัวยางอำเภอวชิรบารมีจังหวัดพิจิตร

ไทดำที่หมู่บ้านบัวยาง อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตรเป็นชุมชนไทดำที่มีขนาดใหญ่นับร้อยหลังคาเรือนและไม่มีคนกลุ่มอื่นปะปน ในอดีตพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การปกครองของอำเภอสามง่ามแต่ปัจจุบันถูกแยกออกมาเป็นเขตของอำเภอวชิรบารมี การอพยพของกลุ่มไทดำมาที่บ้านบัวยางในช่วงปี พ.ศ. 2480มีชาวพวนและชาวไทดำอำเภอกำแพงแสน นครปฐม เป็นจำนวนมากได้รวมตัวกันอพยพผู้คนด้วยกองเกวียนกว่าร้อยเล่ม นำโดยหัวหน้ากองเกวียนชื่อหนานแก่นซึ่งเป็นชาวพวนในกลุ่มชาวพวนนี้ต่อมาไปตั้งถิ่นฐานที่อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ส่วนกลุ่มไทดำในระยะแรกได้เริ่มตั้งบ้านเรือนที่บ้านบัวยางเพียง2-3 หลังคาเรือนเท่านั้นต่อมาอีก 3 ปี จึงมีการอพยพชาวไทดำตามมา

จังหวัดพิษณุโลก

อำเภอวังทองจังหวัดพิษณุโลก

ประวัติการเคลื่อนย้ายในภาพรวมของกลุ่มไทดำมายังอำเภอวังทอง พิษณุโลกพื้นที่นี้ได้มีชาวไทดำกลุ่มหนึ่งย้ายมาจากเพชรบุรีก่อนต่อมาราว พ.ศ. 2490 มีไทดำจำนวนมากอพยพจากบางกุ้ง สุพรรณบุรี มาอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวในพื้นที่บ้านดงข่อย (ไทดำเรียกดอนข่อย)และบ้านหนองบัว

อำเภอบางระกำจังหวัดพิษณุโลก

ประวัติชาวไทดำในอำเภอบางระกำจังหวัดพิษณุโลกสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่เพชรบุรีซึ่งมีครอบครัวที่ใช้นามสกุล “มาเพชร” เพื่อบ่งบอกว่าตระกูลของตนมีบรรพบุรุษมาจากเพชรบุรี และบางส่วนอพยพมาจากสุพรรณบุรี ประมาณ พ.ศ. 2460 ชาวไทดำกระจายกันอยู่ในหมู่บ้านต่าง ๆ เช่น บ้านคลองวัดไร่บ้านท่าโกบ้านคุยยาง บ้านยางแขวนอู่บ้านบึงคัด และบ้านหนองเขาควาย ในตำบลบางระกำ บ้านหนองขานางบ้านคุยขวาง และหมู่บ้านรุ้งวิไล ตำบลคุยม่วง บ้านหนองตาเขียวและหมู่บ้านดอนอภัยตำบลบ่อทองบ้านห้วงกระไดตำบลชุมแสงสงคราม บ้านประดู่งาม ตำบลพันเสา บ้านวัดกลาง และบ้านพันต่าง ตำบลวังอีทก บ้านโป่งหม้อข้างตำบลบางแก้วเป็นต้น จากนั้นมีชาวไทดำทยอยโยกย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในหมู่บ้านต่าง ๆ เป็นระยะรวมถึงการเคลื่อนย้ายของชาวไทดำในพื้นที่ใกล้เคียงที่มีการแต่งงานระหว่างกัน

จังหวัดสุโขทัย

บ้านคลองยางอำเภอเมืองสุโขทัยจังงหวัดสุโขทัย

ชาวไทดำหมู่บ้านคลองยาง อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย มีบรรพบุรุษอพยพโยกย้ายมาจากบ้านเวียงคอย อำเภอเมือง เพชรบุรี ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2470 การอพยพครั้งแรกได้ไปตั้งถิ่นฐานที่บ้านพันต่างตำบลบางอีทก อำเภอบางระกำ พิษณุโลก จนกระทั่งปี พ.ศ.2496ได้อพยพครอบครัวมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านคลองยางอำเภอเมืองสุโขทัยจนทำให้บ้านคลองยางมีชาวไทดำอาศัยอยู่นับร้อยหลังคาเรือนทว่า เมื่อช่วง พ.ศ. 2513เป็นต้นมา พื้นที่แถบนี้ประสบกับปัญหาน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชาวบ้านต้องอพยพออกไปทำกินในที่อื่นทำให้เหลือชาวไทดำอยู่ที่บ้านคลองยางเพียงจำนวน40หลังคาเรือน

บ้านน้ำเรื่องอำเภอกงไกรลาศจังหวัดสุโขทัย

หมู่บ้านน้ำเรื่อง อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย มีประชากรเป็นชาวไทดำเกือบทั้งหมด ประวัติของการย้ายถิ่นฐานมาตั้งที่บ้านน้ำเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นชาวไทดำที่อพยพมาจากดอนมะนาว สุพรรณบุรี และเพชรบุรี บางครอบครัวระบุได้ว่ามาจากบ้านทับคาง อำเภอเขาย้อย เพชรบุรี ซึ่งบางครอบครัวอาจจะอพยพมาอยู่ที่นครสวรรค์ก่อน จากนั้นจึงอพยพไปอาศัยอยู่ที่พิจิตรแล้วจึงมาอยู่ที่บ้านน้ำเรื่อง จังหวัดสุโขทัย

จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

อำเภอเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ประวัติย่าน “ซอยลาว” นิคมสร้างตนเอง ประจวบคีรีขันธ์ ย่าน “ซอยลาว” เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปใช้เรียกชุมชนชาวไทดำซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนสายโท หลักกิโลเมตรที่ 4 มีชาวไทดำอาศัยอยู่ราว20 ครัวเรือนชาวไทดำในย่านดังกล่าวส่วนใหญ่อพยพไปจากหมู่บ้านห้วยท่าช้าง และหมู่บ้านหนองปรง อำเภอเขาย้อย กับหมู่บ้านวังตะโก อำเภอเมือง เพชรบุรีโดยอพยพไปตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2502-2507

บ้านตาลเจ็ดยอดกิ่งอำเภอสามร้อยยอดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ไทดำที่หมู่บ้านตาลเจ็ดยอด กิ่งอำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้อพยพมาจากบ้านหนองพลับ อำเภอเมืองเพชรบุรีเมื่อช่วงปีพ.ศ. 2470-2475 เริ่มจากจำนวน 2 ครอบครัว และมีชาวไทดำอพยพตามมาจำนวนมาก จนกระทั่งพ.ศ. 2543มีชาวไทดำในหมู่บ้านตาลเจ็ดยอดจำนวนเกือบถึงสองร้อยครัวเรือน

ส่วนชื่อชื่อหมู่บ้านสามร้อยยอดนั้น มีเรื่องเล่ามาว่าในยุคนั้นหมู่บ้านมีต้นตาลอยู่ต้นเดียวแต่ไม่มียอดแต่กลับพบว่า มีลูกดกรายล้อมต้น ต่อมาเกิดไฟป่าขึ้น และตาลต้นนี้ถูกไฟไหม้จึงทำให้สันนิษฐานว่าต้นตาลที่มีลักษณะประหลาดต้นนี้อาจจะเป็นที่มาของชื่อตาลเจ็ดยอดอันเป็นชื่อของหมู่บ้านก็ได้

บ้านหนองตลาดอำเภอกุยบุรีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ชาวไทดำที่บ้านหนองตลาดอำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปว่า “ลาวหนองตลาด” เดิมอาศัยอยู่จำนวนมาก แต่ในปัจจุบันแต่งงานกับคนท้องถิ่นและกลายเชื้อสายไปไม่น้อย ไทดำกลุ่มนี้ย้ายมาจากเพชรบุรี ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของผู้ที่มาจากบ้านหนองพลับ และบ้านสมอลก อำเภอเมืองเพชรบุรี เมื่อประมาณ พ.ศ. 2460 บางครอบครัวระบุได้ว่ามาจากหมู่บ้านเขาอีโก้อำเภอเขาย้อย เพชรบุรี เมื่อประมาณ พ.ศ. 2503

บ้านห้วยยาง และบ้านห้วยไผ่ อำเภอทับสะแกจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เมื่อประมาณ พ.ศ.2500มีชาวไทดำจากหมู่บ้านหนองปรง เพชรบุรี เดินทางลงไปทางภาคใต้จำนวนหนึ่งประมาณ20คนเพื่อบุกเบิกไร่นาในบริเวณหมู่บ้านห้วยยาง อำเภอทับสะแก ประจวบคีรีขันธ์ปัจจุบันยังมีไทดำตั้งถิ่นฐานที่หมู่บ้านห้วยยาง อำเภอทับสะแกอยู่ 4 ครัวเรือน นอกจากนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าวยังมีกลุ่มที่ย้ายไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านห้วยไผ่ อำเภอทับสะแก ซึ่งมีบางครอบครัวมาจากบ้านทับคาง เพชรบุรี นอกจากนี้บางคนยังมีการอพยพไปยังบ้านดอนรวบ อำเภอเมือง ชุมพร อำเภอท่าแซะ ชุมพร อำเภอสวี ชุมพร และบ้านนาสาร สุราษฎร์ธานี ปัจจุบันมีชาวไทดำอยู่ที่บ้านห้วยไผ่ ประมาร20 คน

บ้านโคกตาหอมอำเภอบางสะพานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ชาวไทดำที่บ้านโคกตาหอม อำเภอบางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์มีจำนวน 9หลังคาเรือน อพยพโยกย้ายมาจากสระสี่มุม อำเภอกำแพงแสน นครปฐม เมื่อราว พ.ศ. 2500 เนื่องจากปัญหาในการประกอบอาชีพทำนาในแหล่งเดิม เมื่อมาอาศัยอยู่ที่บ้านโคกตาหอม ที่อยู่ติดทะเลจึงไม่ได้ทำนา แต่จะประกอบอาชีพปลูกผักทำไร่ปลูกพริกปลูกมะพร้าวเพื่อขาย ทำให้ชุมชนไทดำหมู่บ้านโคกตาหอมเป็นชุมชนไทดำที่มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างจากชุมชนไทดำอื่นๆ ที่ปกติจะตั้งถิ่นในพื้นที่ราบหรือที่ราบเชิงเขาซึ่งสะดวกในการทำนาหาของป่า และทำสวน ในขณะที่ชาวไทดำบ้านโคกตาหอม เป็นหมู่บ้านชาวไทดำที่อยู่ชายทะเล

จังหวัดชุมพร

บ้านดอนรวบอำเภอเมืองชุมพรจังหวัดชุมพร

ชาวไทดำบ้านดอนรวบอพยพมาจากอำเภอเขาย้อยเพชรบุรีเมื่อปี พ.ศ. 2440ครั้งแรกมีการอพยพจำนวน 3 ครอบครัว โดยใช้การเดินทางด้วยเท้าจนมาถึงที่ดินข้างตลาดชุมพรในปัจจุบัน แต่ไม่ได้มีการตั้งถิ่นฐานเพราะเกรงว่าน้ำจะท่วม จึงเดินทางต่อไปถึงที่ดอนอันเป็นบริเวณที่ตั้งของบ้านดอนรวบในปัจจุบันจึงได้จับจองที่ดินทำกิน ในระยะแรก ต้องโค่นป่าเสม็ด ขุดตอไม้ออก แล้วทำนา แต่เนื่องจากไม่มีควาย จึงต้องใช้มีดหวดถากเอาต่อมาเมื่อรวบรวมเงินได้จึงซื้อควาย แล้วสร้างเกวียนตามแบบเกวียนที่เคยใช้ในเพชรบุรีภายหลังครัวเรือนขยายตัว และมีไทดำจากสุพรรณบุรีและเพชรบุรีมาอยู่ด้วยทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นมากในปัจจุบันมีชาวไทดำอาศัยในหมู่บ้านดังกล่าวเป็นชาวไทดำทั้งหมดจำนวน 160 ครัวเรือน จำนวนประชากร 600 คน

อำเภอท่าแซะจังหวัดชุมพร

ชาวไทดำในอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร อพยพมาจากบ้านห้วยท่าช้าง บ้านหนองปรง บ้านเขาย้อย อำเภอเขาย้อย เพชรบุรีบ้านไร่โคก บ้านห้วยข้อง บ้านหนองโสน อำเภอบ้านลาด เพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรีได้แก่โดยเริ่มอพยพมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 เพื่อแสวงหาที่ทำกินใหม่ ประกอบการในช่วงปีเดียวกันนั้นได้มีการเปิดนิคมท่าแซะ จึงเป็นโอกาสที่ทำให้ชาวไทดำได้เข้ามาอาศัยอยู่ในนิคมเพื่อเปิดพื้นที่ทำกิน

จังหวัดสุราษฎร์ธานี

บ้านท่าสะท้อนและบ้านไทรงามอำเภอพุนพินสุราษฎร์ธานี

หมู่บ้านท่าสะท้อน และหมู่บ้านไทรงาม อำเภอพุนพินสุราษฎร์ธานีตั้งอยู่คนละฝั่งแม่น้ำ
ชาวบ้านท้องถิ่นเรียกชาวไทดำสองหมู่บ้านนี้ว่า พวก “คลองแม่น้ำ” บรรพบุรุษเดิมของชาวไทดำในพื้นที่นี้อยู่ที่เพชรบุรีและมีบางส่วนที่ย้ายไปอยู่ที่นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่บ้านท่าสะท้อน และบ้านไทรงาม อำเภอพุนพินสุราษฏร์ธานี เมื่อประมาณช่วง พ.ศ. 2500-2504ด้วยการเดินทางตามเส้นทางรถไฟเมื่อมาถึงสุราษฎร์ธานีก็จะเดินทางต่อด้วยเรือเมล์มายังบ้านไทรงาม ในระยะหลังหมู่บ้านไทรงามได้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่าบ้านดอนมะลิตามชื่อวัดดอนมะลิ

บ้านสะพานสองอำเภอบ้านนาสารจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ชาวไทดำบ้านสะพานสอง อำเภอบ้านนาสารสุราษฎร์ธานี ส่วนใหญ่อพยพมาจากเพชรบุรี มีบางกลุ่มมาจากราชบุรี และนครปฐม โดยอพยพมาครั้งแรกราว พ.ศ. 2490 ด้วยเส้นทางรถไฟจนมาถึง บ้านนาสารและมีผู้อพยพตามกันมา

บ้านทุ่งเกวียนอำเภอเคียนซาสุราษฎร์ธานี

หมู่บ้านทุ่งเกวียน เป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “ทุ่งทอง” แต่ชาวไทดำจะเรียกหมู่บ้านนี้ว่าบ้านทุ่งเกวียนส่วนใหญ่อพยพมาจากอำเภอบางเลนจังหวัดนครปฐม เมื่อราวปี พ.ศ. 2500บางครอบครัวอพยพมาจากเพชรบุรีอาศัยการเดินทางอพยพด้วยทางรถไฟมาถึงสถานีบ้านนาสารจากนั้นเดินเท้าต่อในช่วงเช้ามาถึงทุ่งเกวียนในตอนค่ำ

หมู่บ้านทำเนียบ อำเภอคีรีรัฐนิคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ชาวไทดำหมู่บ้านทำเนียบ อำเภอคีรีรัฐนิคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นกลุ่มที่อพยพโยกย้ายมาจากบ้านไทรงาม คลองแม่น้ำ อำเภอพุนพิน สุราษฎร์ธานี อีกทอดหนึ่งเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2530 เนื่องจากประสบปัญหาน้ำท่วมที่ทำกินในบริเวณบ้านไทรงาม ทำเนียบหมู่บ้านมีไทดำอยู่ 3ครอบครัวประชากรประมาณ20คน

จังหวัดเลย

บ้านนาป่าหนาดอำเภอเชียงคานจังหวัดเลย

ไทดำบ้านนาป่าหนาด อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เป็นไทดำกลุ่มเดียวที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของปร

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

ผศ.ดร.พิเชฐ สายพันธ์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เอกสารอ้างอิง :

กันทิมา วัฒนะประเสริฐ และสุวัฒนา เลี่ยมประวัติ.(2528). ระบบเสียงภาษาลาวของลุ่มน้ำท่าจีน. นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร.

เกิ่ม คำจอง.(2532). "คนไทยขาวและคนไทยดำในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม ชื่อนั้นสำคัญไฉน.”พรเพ็ญฮั่นตระกูล (แปล) ใน เอกสารประกอบการสัมมนา เรื่อง “คนไทนอกประเทศ: พรมแดนความรู้.” การประชุมใหญ่สามัญประจำปีพ.ศ. 2531 และการสัมมนาทางวิชาการของสมาคมประวัติศาสตร์ฯ (28-29 มกราคม), 29 หน้า.

โกศลแย้มกาญจนวัฒน์. (2545). ลาวโซ่งกับความเชื่อในพิธีศพ. กรุงเทพฯ: ม.ป.ท.

คมคาย หมื่นสาย.(2537). “เอ็ดแฮว: วาระสุดท้ายของชีวิตไทยทรงดำ”ใน ชีวิตไทย ชุดฮีตฮอยเฮา, หน้า 25-35.(กรุงเทพฯ): สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, ภาพประกอบ.

คำ จอง. (2538).“ประวัติศาสตร์ และเอกสารไทดำในเวียดนาม.” เรณู วิชาศิลป์ (ถอดความจากคำบรรยายและเรียบเรียง) ในการศึกษาวัฒนธรรมชนชาติไท. หน้า 193-196 กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

งามพิศ สัตย์สงวน. (2545). สถาบันครอบครัวของกลุ่มชาติพันธุ์ในกรุงเทพมหานคร: กรณีศึกษาครอบครัวไทยโซ่ง. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

จิรัชฌา วานิช. (2541).การทดลองใช้เรื่องเล่าจากโครงเรื่องวรรณกรรมตะวันตกเพื่อวัดทัศนคติที่มีต่อการแก้ปมปัญหาครอบครัวของชาวบ้านลาวโซ่ง ต.หนองปรง อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี. วิทยานิพนธ์หลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

จิรพร เจริญสุข. (2516).“พิธีศพของลาวโซ่งหมู่ที่ 1 ตำบลบ้านดอนอำเภออู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรี”. สารนิพนธ์ศิลปศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2516. 28 แผ่น, ภาพประกอบ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะอักษรศาสตร์. (2535).ไท-กะได เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับสตรี ไทดำ-ต้ง-หลี. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย, 2535.28 หน้า. ภาพประกอบ. แผนที่.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สถาบันไทยศึกษา.(2534).การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องไทในเวียดนามกับการศึกษาชนชาติไท 4 ก. ค. 34.

ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ, สุดสวาท ดิศโรจน์ และเสมอชัย พูลสุวรรณ.(2530).ระบบนิเวศวัฒนธรรมของชุมชนลาวโซ่ง (An cultural-ecological approach Lao-Song communities). กรุงเทพฯ: คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ.(2543).ชีวิตลาวโซ่งเมื่อวันวาน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และพิเชฐ สายพันธ์, บรรณาธิการ.(2553).ทฤษฎีบ้านเมือง ศาสตราจารย์คำจองกับการศึกษาชนชาติไท. กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์.

ชมรมไทยโซ่ง.(2532).หนังสือสาร์สผู้ไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อักษรพิทยา. 53 หน้า. ภาพประกอบ.

ชลธิรา สัตยาวัฒนา.(2562). ด้ำ แถน กำเนิดรัฐไท สาวรกรากต้นตอ คนไท ชุมชนไท-ลาว และความเป็นไท/ไต/ไทย/สยาม. กรุงเทพฯ: ชนนิยม.

ชาคริต อนันทราวัน.(2521). “ระบบหน่วยเสียงในภาษาไทยดำ หมู่บ้านนาป่าหนาด ตำบลเขาแก้ว อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย.” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

ชาคริต อนันทราวัน.(2530) .“รู้จักไทดำบ้านนาป่าหนาด ตำบลเขาแก้ว อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย.” ใน เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการ เรื่องโบราณคดี ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ท้องถิ่น จังหวัดเลย (22-24 ธันวาคม 2530). ศูนย์วัฒนธรรม จังหวัดเลย วิทยาลัยครูเลย.

ชิน อยู่ดี และคนอื่นๆ.(2530).คนไทยอยู่ที่ไหนบ้าง. สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรม. 124 หน้า. ภาพประกอบ, แผนที่.

โชติมา จะตุรวงค์.(2540).เรือนไทดำ: กรณีศึกษา เพชรบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ดัลเซ่, มาเซียล และไพฑูลย์ ดัลเซ่.(2519).ปัญหาการเมืองของชนเชื้อชาติเผ่าไทยในเอเชีย เวียดนาม พม่า จีน. กรุงเทพฯ: ดวงกมล.163 หน้า. แผนที่.

ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์.(2530).“ความเชื่อและพิธีกรรมของชาวไทดำบ้านนาป่าหนาด.” ใน เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการ เรื่องโบราณคดี ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น จังหวัดเลย (22-24 ธันวาคม 2530). ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเลย วิทยาลัยครู. หน้า 115-129.

ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์ และสมศักดิ์ ศรีสันติสุข.(2529)รายงานการวิจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรมในหมู่บ้านอีสาน:ศึกษากรณีหมู่บ้านนาป่าหนาด. ขอนแก่น: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 293 หน้า.

ถนอม คงยิ้มละมัย.(2557).วรรณกรรมท้องถิ่นไทยทรงดำ. พิพิธภัณฑ์ปานถนอม บ้านหนองจิก ตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี.

ถวิล เกษรราช.(2512).ประวัติผู้ไทย. พระนคร: กรุงสยามการพิมพ์. 472 หน้า.

ถวิล ทองสว่างรัตน์.(2529). ประวัติผู้ไทยและชาวผู้ไทยเมืองเรณูนคร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ศรีอนันต์. 282 หน้า.

ทวี สว่างปัญญางกูร.(2539).ฟอนต์อักษรไทดำ (Black Tai postscript & true type fonts). กรุงเทพฯ: ม.ป.พ.

ทวี สว่างปัญญางกูร(2537).“อักขระและวรรณกรรมของไทดำและไทขาว.” ใน การสัมมนาทางวิชาการเรื่องวัฒนธรรมชนชาติไท: สิบสองจุไท. วันที่ 19 สิงหาคม 2537 จัดโดยสถาบันไทยคดีศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. กรุงเทพฯ: สถาบันไทยคดีศึกษา

ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์.(2551).เจ้าจอมโซ่ง. เพชรบุรี: เพชรภูมิการพิมพ์.

ธิดา ชมภูนิช.(2546).การศึกษาศิลปหัตถกรรมไทยโซ่ง จังหวัดนครปฐม. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์พิทักษ์อักษร

นเรศร์ มุลาลีและคนอื่น ๆ. (2525). โครงสร้างทางพันธุกรรมของประชากรย่อยในประเทศไทยภาค 1 ไทยดำ. ขอนเเก่น: คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

นาตยา สำราญทรัพย์.(2532).“ระบบเครือญาติและโครงสร้างทางสังคมของลาวโซ่ง.” สารนิพนธ์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.

นำพวัลย์ กิจรักษ์กุล.(2532).การศึกษารูปแบบการตั้งถิ่นฐานประชากรเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของลาวโซ่งในจังหวัดนครปฐม.นครปฐม: ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร

นิพนธ์ เสนาพิทักษ์. (2521). ประวัติผู้ไทยโซ่งดำ. กรุงเทพฯ.

นุกูล ชมภูนิช.(2530).วัฒนธรรมไทยโซ่งหมู่บ้านเกาะแรตตำบลบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม. นครปฐม: ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมวิทยาลัยครูนครปฐม. 2530. 213 แผ่น. ภาพประกอบ.

บทบรรยายพิเศษเรืองไทยดำศึกษา 29 เมษายน 2539. (2539). จัดโดย สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.1 แฟ้ม (2 บทความ) มีบทความเรื่อง “Documents en Francais sur les des Sipsong Chau Tai du Vietnam et sur leurs prolongements au Laos” โดย Jacques Lemoine และ “ไทยดำศึกษาในประเทศเวียดนาม” โดย Cam Trongแปลโดย ทวี สว่างปัญญางกูร

บังอรปิยะพันธ์.(2529). ประวัติศาสตร์ของชุมชนลาวในหัวเมืองชั้นใน ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์บัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.

บังอรปิยะพันธ์. (2538).“ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชนชาวลาวในภูมิภาคตะวันตก.” ใน ฟ้าเฟื่องเรื่องวิจัย 80 ปี ฝึกหัดครูสู่ราชภัฏ. หน้า 98-108. นครปฐม: ศูนย์วิจัยและบริการการศึกษาสถาบันราชภัฏนครปฐม.

บุญมี ปาริชาติธนกุล.(2546).ความเชื่อเรื่องผีในพิธีกรรมของชาวไทยโซ่งบ้านไผ่หูช้าง อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

บุญยงค์ เกศเทศ. (2527). “ผีฟ้าพญาแถน.” ใน ชีวิตไทยชุดบูชาพญาแถน. หน้า 188-200. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

บุญยงค์ เกศเทศ.(2558).“ไทดำ” เมืองแถน “ทรงดำ” ถิ่นสยาม จากหนองแฮด ถึงหนองปรง.มหาสารคาม: กากะเยีย.

บุปผา พงษ์ไพบูลย์.(2537).“การแต่งงานของชาวไทยโซ่ง.” ใน ชีวิตไทย ชุด บรรพบุรุษของเรา. หน้า 23-28. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.

ประชุมพงศาวดารที่ 9. (2502).พระนคร: กรมศิลปากร. 105 หน้า. (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราช ทานเพลิงศพ พันตรีหลวงสำแดงศรผลาญ (เฉือย โกมลารชุน) ณ ฌาปนสถานกองทัพบกวัดโสมนัสวิหารวันที่ 17 ธันวาคม 2502)

ประภาพันธ์ ทองแป้น. (2530).“สภาพการศึกษา ปัญหา และความต้องการการศึกษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชาวลาวโซ่ง: การศึกษาเฉพาะกรณีตำบลดอนมะเกลืออำเภออู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรี (Educational settings, problems and needs for education of Lao Song students in prathom suksa six: A case study of Tambol Dornrnaklua, Amphoe U Thong, Changwat Suphan Buri.” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาพื้นฐานการศึกษาบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2530. 249 หน้า.

ประเสริฐ ณ นคร.(2536). “ลายสือไทย” ใน ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมศัพท์วรรณคดีไทย สมัยสุโขทัยศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช หลักที่ 1: ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. หน้า 7-12. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. 50 หน้า. ภาพประกอบ.

ปัทมา พัฒน์พงษ์.(2556). “การจัดการข้อมูลตัวบทของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยโซ่ง. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์.”สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

ปราณี กุลละวณิชย์.(2536).ชนเผ่าไท-กะได: ภาษาและเครื่องแต่งกายสตรี. กรุงเทพฯ: คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ปานทิพย์ คงยิ้มละมัย.(2546).“พิธีเสนเฮือนในวิถีชีวิตลาวโซ่ง: กรณีศึกษาตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี.”วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา ประชากรศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล.

เปรมวิทย์ วิวัฒนเศรษฐ์. (2527).วรรณกรรมอายุรกรรมพื้นบ้านไทยทรงดำ บางระกำ พิษณุโลก: การวิเคราะห์เชิงหน้าที่นิยมและแบบแผนทางฉันทลักษณ์. ปริญญานิพนธ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก.

เปรมวิทย์ วิวัฒนเศรษฐ์.(2533).หรรษาวรรณกรรมไทยทรงดำพิษณุโลก. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยพายัพ.

เปรมวิทย์ วิวัฒนเศรษฐ์.(2529).อาหารพื้นบ้านไทยทรงดำ บางระกำ พิษณุโลก: การวิเคราะห์ตามแนวหน้าที่นิยมและสังคมวิทยา. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยพายัพ.

พนิดา เย็นสมุทร. (2524).คําและความหมายในภาษาลาวโซ่ง. วิทยานิพนธ์ปริญญาศลิปศาสตรมหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยศิลปากร.

พรเพ็ญ ฮันตระกูล.(2539).“ฮิตคองเมืองบ๋าน”จารีตบ้านเมืองของคนไทยในเวียดนาม: เอกสารประวัติศาสตร์.” ใน การประชุมนานาชาติไทยศึกษา 6. เชียงใหม่, 2539.

พิเชฐ สีตะพงศ์ และไอยเรศ บุญฤทธิ์.(2556). “วัฒนธรรมไทยโซ่ง ภาพสะท้อนผ่านเพลงขับสายแปง. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

เพ็ญวิภา อยู่เย็น.(2556). การแปรเสียงวรรณยุกต์ตามตัวแปรอายุในภาษาไทยโซ่ง จังหวัดราชบุรี. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรหมาบัณฑิต (ภาษาศาสตร์) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล.

ภัทธิยา ยิมเรวัต.(2544).ประวัติศาสตร์สิบสองจุไท. กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์.

มนตรี ศรีบุษรา. (2522). ไทยดำรำพัน. โดย ม.ศรีบุษรา. กรุงเทพฯ: บรรณกิจ. 192 หน้า. ภาพประกอบ. ตาราง, แผนที่.

มนู อุดมเวช.(2537). “วัฒนธรรมและผ้าไทในสิบสองจุไท.” ใน การสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง วัฒนธรรมชนชาติไทย: สิบสองจุไท. วันที่ 19 สิงหาคม 2537 จัดโดย สถาบันไทยคดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. (มปป.)กรุงเทพฯ: สถาบันไทยคดีศึกษา.

มนู อุคมเวช และคนอื่นๆ.(2537).“ผ้าไทดำกับการอพยพ.” ใน สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. คณะอนุกรรมการส่งเสริมการแต่งกายแบบไทย. ผ้าไทย. หน้า 75-9. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา.

มนู อุดมเวช. (2547). ประวัติศาสตร์ไทดำในประเทศไทย. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี.

มยุรี วัดแก้ว.(2521). การศึกษาโครงสร้างสังคมของลาวโซ่ง. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาพัฒนาสังคมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 101 หน้า.

มีวรรณ ลีรวัฒน์ และคนอื่นๆ. (2525). พจนานุกรมภาษาไทยเปรียบเทียบ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ไทยลื้อ ไทยดำ. เชียงใหม่: คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.รายงานวิจัยเดิมใช้ชื่อ “ภาษาไทยถิ่นที่ใช้พูดในประเทศอื่นๆ นอกประเทศไทย”

ยุกติ มุกดาวิจิตร.(2557).ประวัติศาสตร์ไทดำ: รากเหง้าวัฒนธรรม–สังคมไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. กรุงเทพฯ:สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม.

ยุกติ มุกดาวิจิตร.(2561).อ่าน “ส่งชู้สอนสาว” วรรณกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไตดำในเวียดนาม: จากรักโรแมนติกสู่การต่อสู้ทางชนชั้น. กรุงเทพฯ: ศุนย์มานุษยวิทยาสิรินธร.

ยุกติ มุกดาวิจิตร.(2547).“การรื้อฟื้นสือไต๊ในเวียดนาม: ความรู้ของท้องถิ่นกับท้องถิ่นของความรู้”. เสนอใน การประชุมทางมานุษยวิทยาประจำปีครั้งที่ 3 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กรุงเทพฯ

ระวิวรรณ โอฬารรัตน์มณี.(2556).รูปแบบบ้านเรือนของกลุ่มชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์. เชียงใหม่ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

รัชพล ปัจพิบูลย์.(2538). “กระบวนการถ่ายทอดวัฒนธรรมการทอผ้าของชาวไทยทรงดำ.” วิทยานิพนธ์ปริญญา ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. เชียงใหม่.

เรณู เหมือนจันทร์เชย.(2541). การศึกษาอิทธิพลความเชื่อ ประเพณี และพิธีกรรมของชาวลาวโซ่งที่มีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต: กรณีศึกษาหมู่บ้านแหลงกะเจา 2 ตำบลลำลูกบัว อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล.

เรณู เหมือนจันทร์เชย.(2542).โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย: ความเชื่อเรื่องผีของลาวโซ่ง. สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สหธรรมิก จำกัด.

เรณู เหมือนจันทร์เชย. ผีเฮือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวไทยโซ่ง. วารสารภาษาและวัฒนธรรม. สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล.

เรไร สืบสุข, สุขสมาน ยอดแก้ว และรัชฎาพรรณ เศรษฐวัฒน์.(2523).วรรณกรรมพื้นบ้านไทยทรงดำ อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี. เพชรบุรี: ภาควิชาภาษาไทยวิทยาลัยครูเพชรบุรี“เรือนลาวโซ่ง.” ใน เรือนไทย. ไม่บอกเลขหน้า. กรุงเทพฯ: กรมยุทธโยธาทหารบก.(2514) ภาพประกอบ.

ลุงก๊อต.(2536). ตำนานคนไต. ผู้แปลเป็นไต จายจึงมาว เมืองน้ำคำ; ผู้แปลเป็นไทย โสภณ แก้วจันทร์คำ และคณะ; บรรณาธิการ เดชา เตียงเกตุ. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2536. 168 หน้า. ภาพประกอบ.

“วัฒนธรรมไทยทรงดำ (ลาวโซ่ง).” ใน สำนักงานศึกษาธิการอำเภอบางแพ. วัฒนธรรมบางแพ.(2534).หน้า 19-31. ราชบุรี: สำนักงานศึกษาธิการอำเภอบางแพ.

วาสนา อรุณกิจ. (2529). “พิธีกรรมและโครงสร้างทางสังคมของลาวโซ่ง (Lao Song ritual and social structure).” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาสังคมวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 225 หน้า.ภาพประกอบ. ตาราง.

วิไลลักษณ์ เดชะ.(2529) . “ศึกษาเปรียบเทียบระบบเสียงภาษาไท 6 ภาษาที่พูดในอำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ (A Comparative study of the phonology of six Tai dialects in Armphoe Tha Tako, Changwat Nakhon Sawan).” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

วิไลวรรณ ขนิษฐานันท์.(2529).วิวัฒนาการพิธีทำขวัญของคนไท. กรุงเทพฯ: สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

วิศรุต สุวรรณวิเวก.(2524).“ระบบการเขียนของภาษาโซ่ง (Song 's paleography).” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตภาควิชาภาษาตะวันออก สาขาวิชาจารึกบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร

วีระ อินพันทัง.(2555).เรือนลาวโซ่ง การกลายรูปในรอบสองศตวรรษ. กรุงเทพฯ : อุษาคเนย์.

วีระวัชร์ปิ่นเขียน. (2532) . “ลาวโซ่ง.” ใน สำนักงานจังหวัดราชบุรี. ของดีเมืองราชบุรี. หน้า 41-42. กรุงเทพฯ: สำนักงานจังหวัดราชบุรี.

วีระศักดิ์ มั่นการ.(2551) . “ภูมิปัญญาในการดูแลรักษาสุขภาพของชาวไทยโซ่ง: ศึกษากรณีกลุ่มผู้สูงอายุในอำเภอเขาย้อยจังหวัดเพชรบุรี.” วิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาชนบทศึกษาและการพัฒนา สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ศรีศักร วัลลิโภดม และสุจิตต์ วงษ์เทศ.(2534). ไทยน้อย ไทยใหญ่ ไทยสยาม. กรุงเทพฯ: มติชน, 2534. 231 หน้า. ภาพประกอบ (ภาพสีบางภาพ), แผนที่. (ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ)

ศิราพร ณ ถลาง.(2539).การวิเคราะห์ตำนานสร้างโลกของคนไท (An analysis of the creation myths of the Tai speaking peoples). นนทบุรี: สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 97 แผ่น.

สมคิด ศรีสิงห์.(2529).โครงการศึกษาวิจัยประวัติศาสตร์วัฒนธรรมลาวโซ่งในเขตจังหวัดพิจิตรและพิษณุโลก (The project of research on Lao Song cultural history in the area of Pichit and Pitsanuloke). พิษณุโลก: คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒพิษณุโลก.

สมคิด ศรีสิงห์.(2536). รายงานการวิจัยเรื่อง วัฒนธรรมของไทยโซ่งดำ (ลาวโซ่ง) ในจังหวัดพิษณุโลกและพิจิตร. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. 171 หน้า. แผนที่. (สนับสนุนการวิจัยโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ)

สมทรง บุรุษพัฒน์.(2524). การเล่นคอนของลาวโซ่งที่บางกุ้ง. นครปฐม: สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบทมหาวิทยาลัยมหิดล. 47 หน้า. ภาพประกอบ. แผนที่.

สมทรง บุรุษพัฒน์.(2540) .สารานุกรมกล่มุชาติพันธุ์ไทยโซ่ง. นครปฐม: สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบมหาวิทยาลัยมหิดล. จัดพิมพ์เนื่องในมหาวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปีพุทธศักราช.

สมทรง บุรุษพัฒน์ และคณะ.(2554).การใช้ภาษาและทัศนคติต่อภาษาและการท่องเที่ยวเชิงชาติพันธุ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในภูมิภาคตะวันตกของประเทศไทย. นครปฐม: สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล.

สมทรง บุรุษพัฒน์ และคณะ.(2556).การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงชาติพันธุ์ไทยโซ่ง. นครปฐม: สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล.

สมทรง บุรุษพัฒน์.(2556). การแปรและการเปลี่ยนแปลงเสียงในภาษาไทยโซ่ง. รายงานวิจัยฉับบสมบูรณ์. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

สมพนธ์ สุขวงศ์.(2518).“ไทยทรงดำ” ใน อนุสรณ์ในการพระราชทานเพลิงศพนายสมพนธ์ สุขวงศ์. หน้า 1-23. ม.ป.ท.

สมพร เกษมสุขจรัสแสง.(2526). “การผสมผสานทางวัฒนธรรมของลาวโซ่งในเขตอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี”. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาผู้ใหญ่และการศึกษาต่อเนื่อง ภาควิชาพื้นฐานทางการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. 141 หน้า.

สมศักดิ์ ศรีสันติสุข และคนอื่น ๆ.(2530). รายงานการวิจัยเรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมืองสังคมและวัฒนธรรมในชุมชนบ้านเยอ บ้านไทยดำ และบ้านไทยลาว: การศึกษาเปรียบเทียบเฉพาะกรณี. ขอนแก่น: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 372 หน้า.

สมศักดิ์ ศรีสันติสุข.(2542). การศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนตระกูลภาษาไตดำ บ้านแจ้งสะหว่าง เมืองนาซายทอง แขวงกำแพงนะคอนเวียงจัน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ.

สานิตย์รัศมี. (2545). พิธีเสนตั้งบั้ง:กรณีศึกษาดนตรีและพิธีกรรมของลาวโซ่งหมู่บ้านเกาะแรตจังหวัดนครปฐม.บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒหลักสูตรปริญญาศิลปกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต วิชาเอกมานุษยดุริยางควิทยา.

สิริ พึ่งเดช. (2519). ประวัติลัทธิของผู้ไตทรงคำ. พระนคร: โรงพิมพ์คุรุสภา.

สิริวัฒน์ คำวันสา.(2521).โครงการลุ่มน้ำท่าจีน: ภาษาและวรรณกรรมจังหวัดสุพรรณบุรี (The Study of language and literature in the Tha Chin Basin: Suphanburi case). นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร

เสมอชัย พูลสุวรรณ.(2544). ลาวโซ่งกับคริสต์ศาสนา. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สุธี จันทร์ศรี และสมทรง บุรุษพัฒน์.(2561) .สืบอัตลักษณ์ไทดำ สืบลำนำดนตรี. นครปฐม: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ; สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล.

สุนันน์ อุดมเวช. (2537).“ผ้าไทในเวียดนาม.” ใน การสัมมนาทางวิชาการเรื่อง วัฒนธรรมชนชาติไท: สิบสองจูไท. 19 สิงหาคม 2537 จัดโดย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. กรุงเทพฯ: สถาบันไทยคดีศึกษา.

สุนันท์ อุดมเวช.(2528) . วรรณกรรมไทยทรงดำ อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี. เพชรบุรี: ภาควิชาภาษาไทยวิทยาลัยครูเพชรบุรี. 232 หน้า. ภาพประกอบ.

สุปาณี โคตรจรัส, อารี เพชรผุด และพวงเพชร วัชรอยู่.(2520).อิทธิพลของสถาบันทางสังคมต่อการอบรมเลี้ยงดูเด็กไทดำ (The influence of social institutious on Thai Dam child rearing practices). กรุงเทพฯ: ภาควิชาจิตวิทยา คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 11, 100 หน้า, ภาพประกอบ.

สุพิดา เกิดอู่ม.(2560). “การเปลี่ยนแปลงเสียงวรรณยุกต์ภาษาไทยโซ่งจังหวัดเพชรบุรี.” วิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาศาสตร์เพื่อการสื่อสาร ภาควิชาภาษาอังกฤษและภาษาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สุภางค์ จันทวานิช.(2536). “กลุ่มชาติพันธุ์ไทขาว.” ใน สถานภาพทางการวิจัยเรื่อง พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มลาว ไทดำ ไทขาว. เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “สถานภาพและแนวทางการศึกษาวัฒนธรรมชนชาติไท” 10-13 กันยายน 2538 จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.

สุภางค์ จันทวานิช และจารุวรรณ พรมวัง-ขำเพชร.(2538). “กลุ่มชาติพันธ์ไทขาว.” ใน การศึกษาวัฒนธรรมชนชาติไท. หน้า 201-227. กรุงเทพฯ:สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.

สุภาภรณ์จินดามณีโรจน์.(2554). ประวัติศาสตร์สังคมของชุมชนลุ่มน้ำท่าจีน. นครปฐม: คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.

สุภาภรณ์ตัณศลารักษ์.(2527). การศึกษาลุ่มน้ำท่าจีน การสำรวจและศึกษาข้อมูลเบื้องต้นการศึกษาประวัติศาสตร์สมัยใหม่-ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นลุ่มน้ำท่าจีน. กรุงเทพฯ: หมวดวิชาประวัติศาสตร์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. 44 หน้า. ภาพประกอบ, แผนที่.

สุมิตร ปิติพัฒน์.(2536). “ข้อคิดเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยลาวโซ่งและไทดำในประเทศไทย.” ใน สถานภาพทางการวิจัย เรื่อง พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มลาว ไทดำ ไทขาว. เอกสารประกอบการ สัมมนาทางวิชาการ เรื่อง สถานภาพและแนวทางการศึกษาวัฒนธรรมชนชาติไท 10-13 กันยายน 2536 จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.

สุมิตร ปิติพัฒน์.(2538). “ข้อคิดเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยลาวโซ่งและไทดำในประเทศไทย” ใน การศึกษาวัฒนธรรมชาติไท. หน้า 170-183. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.

สุมิตร ปิติพัฒน์.(2545).ศาสนาและความเชื่อไทดำในสิบสองจุไท สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม. กรุงเทพฯ: สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สุมิตร ปิติพัฒน์, บัณฑร อ่อนดำ และพูนสุข ธรรมาภิมุข. (2521).ลาวโซ่ง: รายงานวิจัย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 87 หน้า. ภาพประกอบ.

สุมิตร ปิติพัฒน์ และเสมอชัย พูลสุวรรณ. (2540).ลาวโซ่ง: พลวัตของระบบวัฒนธรรมในรอบสองศตวรรษ. รายงานวิจัยเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.

สุรศักดิ์ มนตรี, เจ้าพระยา. (2504).ประวัติการของจอมพลและมหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต). พระนคร: โรงพิมพ์ศรีหงศ์. 667 หน้า.(มธ-กลาง / DS570.6 ส7ก15 2504ก)

สุรัตน์ วรางครัตน์.(2524). “การศึกษาเชิงเปรียบเทียบ ประเพณีวัฒนธรรมของชาวผู้ไทย-ลาวโซ่ง.” สกลนคร: วิทยาลัยครูสกลนคร. (อัดสำเนา)

สุลิ (นามแฝง).(2519). ประวัติลัทธิของผู้ไทซงดำ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา.

สุวัฒนา เลี้ยมประวัติ และกันทิมา วัฒนะประเสริฐ.(2536). รายงานการวิจัยเรื่อง วิเคราะห์การใช้คำและการแปรของภาษาของคนสามระดับอายุในชุมชนภาษาลาวลุ่มแม่น้ำท่าจีน (An analysis of lexical use and variation among three generations in Lao language communities of Thachin River Basin). นครปฐม: ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. 288 แผ่น.

สุวัฒนา เลี้ยมประวัติ.(2556). การแปรการใช้ศัพท์ในภาษาไทดำของคนสามระดับอายุ. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

สุวิมล เวชวิโรจน์.(2552). การสื่อสารอัตลักษณ์กับการแต่งกายของชาวไทยโซ่ง อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี. วิทยานิพนธ์หลักสูตรวารสารศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสื่อสารมวลชน คณะวารสารศาสตร์และการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

อภิญวัฒน์ โพธิ์สาน.(2552).สารัตถะ คติความเชื่อ และพิธีกรรมลาวโซ่ง. มหาสารคาม: หจก.อภิชาติการพิมพ์.

อมรรัตน์ เฉลิมรัมย์.(2554). รูปแบบและลวดลายการตกแต่งเคหะสิ่งทอของไทดำ (Style and Motif of Black Tai Household Textile Decoration). การศึกษาค้นคว้าอิสระวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต (คหกรรมศาสตร์),มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. กรุงเทพฯ

อรพันธ์ อุนากรสวัสดิ์. (2536). การศึกษาเปรียบเทียบระบบเสียงภาษาผู้ไทกับภาษาลาวโซ่ง (A comparative phonological study of Phu Tai and lao Song). วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตสาขาวิชาภาษาไทยบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศิลปากร.

อัญชลี บูรณะสิงห์.(2531). วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการใช้คำของคนสามระดับอายุในภาษาไทยโซ่ง. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาศาสตร์และภาษาเอเชียอาคเนย์ มหาวิทยาลัยมหิดล.

อุษา ทองจันทา.(2554). ศิลปะลายดอกผ้าของชาวไทดำร่วมสมัย. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปกร. นครปฐม.

อวยพร ชื่นกลิ่นธูป.(2517).ประเพณีการทำศพของลาวโซ่ง. กรุงเทพฯ: แผนกสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

เอก แสงอัมพร.(2551). คุณลักษณะทางสถาปัตยกรรมเรือนพื้นถิ่นไทดำ: กรณีศึกษา ตำบลหนองปรง จังหวัดเพชรบุรี. วิทยานิพนธ์หลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต คณะศิลปกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

หนังสือและเอกสาร (ภาษาต่างประเทศ)

Abaidie, Maurice.(1924).Les races du Haut-Tonkin de Phong-Tho a Lang Son. Paris: Societe d’Editions Geographiques, Maritimes et Coloniales. 191 pp.

Baceam Don and Brase, James L. (1977). Pap Su Ep Quam Angkit Tay Dam (English Thai Dam language lessons).Huntington Beach, Calif. : Summer Institute of Linguistics. 78 p. illus. (Linguistic series, ethnic minorities of Southeast Asia).

Baccan, Don and others.(1989). Tai Dai-English, English-Tai Dam vocabulary book. Eastlake, Ca: Summer Institute of Linguistics. 349 p. illus.

Be Viet Dang.(1990). "Some questions on Tay and Thai ethnos histories and main cultural features." In Proceeding of the 4th International Conference on Thai Studies, (Kunming) 11-13 May, 1990. vol. 3, pp. 188-189. Kunming: Institute of Southeast Asian Studies.

Cam Trong.(1996). “Ban Muang, a characteristic feature of the Thai social structure.” In Thai Studies 6th International Conference. Chiangmai, 1996.

Cam Trong.(1987). “Some questions of ancient history and culture of the Thai ethnic nationality in Vietnam.” In Proceeding of the International Conference on Thai Studies, The Australian National University, Canberra (3-6 July). vol. 3. Pt. 1. pp. 197-210.

Cam Trong.(1958).Thai people in Northwestern Vietnam. Hanoi: Social Sciences Publishing House.

Cam Trong.(1993).“Thai studies in Vietnam direction of development Coperation.” In สถานภาพทางการวิจัย เรื่อง พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มลาว ไทดำ ไทขาว. Bangkok: Office of the National Culture Commission. (Seminar on the State of knowledge and the Directions of Research on Tai Culture, September 10-13. 1993)

Cam Trong. (1996). “Traditional Tai Darn textiles in contemporary Tai Dam Society.” In Thai Studies 6th International Conference. Chiang Mai, 1996.

Chamberlain, James R.(1986)“Remarks on the origins of Thao Hung or Cheuang.” In Robert J. Bickner, Thomas J. Hudak and Patcharin Peyasantiwong (eds.), Papers from a Conference on Thai Studies in Honor of William J. Gedney. Ann arbor: Center for South and Southeast Asian Studies, University of Michigan. pp. 51-90. (Michigan Papers on South and Southeast Asia No. 25)

Condominas, G.(1980). L 'espace social a propos de l' Asie du Sud-Est. Paris.

Condomins, Georges.(1990). From Lawa to Mon, from Saa to Thai: Historical and anthropological aspects of Southeast Asian social spaces, Gehun Wijeywardene (ed.) Stephanie Anderson Maria Magannon and Gehan Wijeyewardene (trans.). Canberra: Department of Anthropology, Research School of Pacific Studies, Australian National University. 114 P.

Condominas, Georges.(1978). “Some remarks on thai political systems.” In G. B. Milner (ed.), Natural symbols in South East Asia. pp. 105-112, London: School of Oriental and African studies.

Conklin, Nancy Faires.(1981). “The semantics and syntax of numeral classification in Tai and Austronesian Volume 1.” Ph. D thesis, University of Michigan.

Dang Nghiem Van.(1990). “The Lac Muong (Territarial Pillar): A power fetish of Thai seigneurs.” In Proceedings of the 4th International Conference on Thai Studies, Kunming (11-13 May), 1990. vol. 3, pp. 69-82. Kunming: Institue of Southeast Asian Studies (สวท / DS560. 3 155)

Dang Nghiem Van, Chu Thai Son and Luu Hung. (1993) Ethnic minorities in Vietnam. Hanoi: The GIOI Pubishers.

Dieu Chinh Nhim and Donaldson, Jean. (1970). Tai-Vietnamese English vocabulary. Saigon.

Diguet, Edouard.(1908). Les Montagnards du Tonkin. Paris: Chulamel.

Gedney, William J.(1989). “A comparative sketch of White, Black and Red Tai.” In Selected papers on comparative Tai studies. pp. 415-461. Ann Arbor, Mich. : Center for South and Southeast Asian Studies, University of Michigan. 544 p. (Michigan paper on South and Southeast Asia; no. 20)

Hickey, Gerald C.(1953). “Social systems of Northern Viet Nam: A study of systems in contact.” Ph.D. thesis.University of Chicago.

Hartmann, John. (1995).“Transmutation in a multicultural world: a comparative study of old Lao and Thai Dam manuscript versions of the tale of Prince Theung or Terng.” In Proceedings of the International Conference on Tai Language & Cultures. p. 73-102. Bangkok: Faculty of Liberal Arts, Thammasat University. (In honor of the sixth cycle of Her Royal Highness Princess Galayani Vadhana)

Hartman, John F.(1985). “Dating White Thai and Black Thai Scripts.” A paper presented at 18th International Conference on Sino-Thibetan Language and Linguistics, Ramkhamheang University Bangkok.

He, Ping and Fang Tie.(1996). “Research on the ancient customs of marriage and reproduction among the Tai In Thai Studies 6th International Conference. Chiang Mai, 1996.

Houng Luong.(1993). “Tai culture develop during unification but poly form.” ใน สถานภาพทางการวิจัยเรื่อง พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มลาว ไทดำไทขาว. Bangkok: Office of the National Culture Commission. (Seminar on the State of Knowledge and the Directions of Research on Tai Culture, September 10-13)

Howard, Michael and Be Kim Khung. (1996). “Traditional Tai dance in Vietnam under Doi Moi.” In Thai Studies 6th International Conference. Chiang Mai 1996.

Jonsson, Nanna L.(1991). “Proto Southwestern Tai (Historical linguistics, Tai language).” Doctor of Arts thesis. State University of New York at Albany.

Keyes, Charles F.(1996).“Who Are The Tai? Reflection of the invention of identities,” in Ethnic Identity: Creation, Conflict, and Accommodation. 3rd edition. Romanacci-Ross Land DeVos G (eds.) Walnut Creek, CA, US: Altamira, pp. 136-160.

Khampheng Tipmoondali. (1990).“A few features on the communal rice field system of the Thai minority in Huaphan province of PDR. Law (summary).” In Proceedings of the 4th International Conference on Thai Studies, Kunming (11-13 May), 1990. vol. 3, pp. 202-209. Kunming: Institute of Southeast Asian Studies.

Kirsch, A. Thomas.(1967). “Phu Thai religious syncretism: a case study of Thai religion and society.” Ph.D.thesis, Harvard University.

Lajonquiere, Lunet de and Edmond, Etienne.(1906) Ethnographie du Tonkin septentional. Paris: Emest Leroux.

“Lao Song or Tai Dam.” In Thai life. Thai textiles: threads of a cultural Heritage.(1994)pp. 42-43. Bangkok: National Identity Board. illus.

Le Ngoc Thang.(1990).“Traditional clothing of the Thais living in Vietnam.” In Proceedings of the 4th International Conference on Thai Studies, Kunming (11-13 May), 1990. Kunming: Institute of Southeast Asian Studies. vol. 3, pp. 218-224.

Le Sy Giao.(1996).“About some customs of water use of Thai people in Vietnam (In comparison with Thai people in Thailand).” In Thai Studies 6th International Conference. Chiang Mai, 1996.

LeBar, Frank M., Hickey, Gerald C. and Musgrave, John K. (1964). “Black Tai.” In Ethnic groups of mainland Southeast Asia. pp. 220-223. New Haven: Human Relations Area Files Press.

สัมภาษณ์ :

ณรงค์ ลาวลงเฆ่,ชาวไทดำบ้านหนองเนิน ตำบลหัวถนน อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์,วันที่ 23สิงหาคม 2563.

แตง ทองเชื้อ, ชาวไทดำบ้านยางใหญ่ ตำบลหนองเต่า อำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์, วันที่ 22 สิงหาคม 2563.

เผย เรือนใจดี, ชาวไทดำบ้านยางใหญ่ ตำบลหนองเต่า อำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์, วันที่ 22 สิงหาคม 2563.

ยม น้อยพาน, ชาวไทดำบ้านหนองเนิน ตำบลหัวถนน อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์, วันที่ 23 สิงหาคม 2563.

วิเชียร เชื่อมชิต, ประธานชมรมไทดำอำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์, วันที่ 22 สิงหาคม 2563.

อธิป ย้อนเพชร, ศูนย์ฟื้นฟูวัฒนธรรมไตดำโบราณบ้านดอน ตำบลบ้านดอน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี, วันที่ 21 สิงหาคม 2563.

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ : ไทดำ