ไทยวน

ชื่อเรียกตนเอง : ไทยวน, ยวน, คนเมือง

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ชาวล้านนา, คนไทยทางเหนือไทยวน, ไตยวน, โยน, ยวน, ลาว, ขะหลอม, ก้อหล่ง, เจ๊ะ, กอเลาะ, จั่นกะหลอม, ไต๋มุง

ตระกูลภาษา : ไท

ภาษาพูด : ไทยวน

ภาษาเขียน : อักษรธรรมล้านนา, อักษรฝักขาม

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 17 มิ.ย. 2566

980

ชาติพันธุ์ไทยวนเป็นกลุ่มคนที่มีประวัติศาสตร์ทางการเมืองและวัฒนธรรมในพื้นที่ภาคเหนือของไทยมาอย่างยาวนาน โดยมีรากบรรพบุรุษจากเมืองเชียงแสนหรืออาณาจักรโยนก ซึ่งเพี้ยนมาเป็นชื่อชาติพันธุ์ “ยวนหรือโยน” กระทั่งอาณาจักรโยนกได้ล่มสลายจากภัยธรรมชาติ กลุ่มคนเหล่านี้จึงเคลื่อนย้ายมาสร้างเมืองใหม่ คือ “เชียงใหม่” และเรียกอาณาบริเวณนี้ว่าอาณาจักรล้านนา หลังจากนั้นเชียงใหม่จึงเป็นศูนย์กลางอวัฒนธรรมของชาวไทยวน ก่อนที่จะตกอยู่ในภาวะสงครามทั้งจากฝ่ายพม่าและไทย จนเกิดการเทครัวของชาวไทยวนจากหัวเมืองล้านนาสู่เขตภาคกลาง อาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจายออกในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงทางการปกครองใหม่ สถาปนาหัวเมืองล้านนาเป็นมณฑลลาวเฉียง ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นมณฑลพายัพ ได้ประทับตราความเป็นลาวให้ชาวไทยวน ขณะที่คนในท้องถิ่นไม่ได้ยอมรับชื่อเรียกนั้นและได้สร้างคำเรียกใหม่เพื่อต่อสู้กับวาทกรรมของผู้ปกครอง คำเรียกคนเมืองถูกสถาปนาขึ้นเพื่อใช้เรียกชาวไทยวนที่หมายถึง กลุ่มคนที่อยู่มาก่อนเป็นเจ้าของแผ่นดิน มีเมืองและอารยธรรมของตนเอง เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างชาวไทยวน ชาวพม่าและชาวไทสยาม

ในยุคแรกเริ่มได้มีการก่อตั้งชุมชนไทยวนบริเวณเมืองเชียงแสน ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 มีพัฒนาการการผลิตเครื่องใช้และกสิกรรม มีการรวมตัวเป็นระบบตระกูลโคตรวงศ์ มีการนับถือผีบรรพบุรุษฝ่ายหญิง เกิดการรวมกลุ่มขนาดใหญ่ภายใต้ตระกูล จนกระทั่งสามารถก่อร่างสร้างเมืองขึ้นในแถบแม่น้ำกก ดังเช่น ตระกูลโคตรวงศ์ปูเจ้าลาวจก สามารถสร้างเมืองเชียงแสน ต่อมารุ่นลูกได้ย้ายมาสร้าง “เมืองโยนก” ซึ่งเป็นที่มาของชนชาวไทยวน/โยน เมื่อเมืองโยนกล่มสลายจากภัยพิบัติ ผู้คนเคลื่อนย้ายลงทางใต้สู่แอ่งที่ราบเชียงใหม่ - ลำพูน สร้างเมืองใหม่ คือ อาณาจักรล้านนา ซึ่งแต่เดิมเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวลัวะ จากจุดเด่นด้านภูมิทัศน์ของล้านนาเที่เป็นแอ่งที่ราบมีแม่น้ำไหลผ่าน เดินทางสะดวก จึงเป็นเส้นทางการค้าที่รวบรวมพ่อค้าหลากหลายถิ่นที่เข้ามาทำการค้าในแถบนี้ ก่อนที่จำตกอยู่ในภาวะสงครามและตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า เมื่อสามารถขับไล่พม่าออกจากล้านนาได้ ก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของสยาม จากสภาวะสงครามทำให้จำนวนชาวไทยวนลดจำนวนน้อยลง จนมีการทำสงครามกับเมืองใกล้เคียงเพื่อกวาดต้อนผู้คนเข้ามาร่วมสร้างเมืองในดินแดนล้านนาในยุค “เก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง” ส่งผลให้มีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาทั้งชาวไทลื้อ ชาวยอง ชาวไทขึน และชาวไทใหญ่ ขณะเดียวกันก็กวาดต้อนชาวไทยวนจากเชียงแสนมายังล้านนา และกระจายออกไปยังพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ พะเยา รวมถึงแถบภาคกลาง เช่น อำเภอสีคิ้ว จังหวัดสระบุรี และตำบลคูบัว จังหวัดราชบุรี ส่งผลให้ชาวไทยวนมีการตั้งถิ่นฐานอย่างกระจัดกระจายไม่จำกัดเฉพาะในหัวเมืองล้านนา

ในยุคสมัยใหม่ ชาวไทยวนได้พยายามสถาปนาอัตลักษณ์ความเป็นไทยวน-คนเมือง เพื่อสื่อให้เห็นพัฒนาการทางประวัติศาสตร์และมรดกวัฒนธรรมที่สืบต่อมาในแต่ละยุคสมัย โดยมีการสื่อสารผ่านพื้นที่วัฒนธรรม โดยเฉพาะเสื้อผ้า การแต่งกาย อาหาร บทเพลง การร่ายรำ ศิลปวัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมที่มีความอ่อนช้อยและงดงาม

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : ไทยวน, ยวน, คนเมือง

ยวน มาจากคำว่า “โยนก” มาจากชื่อเมือง “โยนกนาคพันสิงหนวัติ” ปัจจุบันตั้งอยู่ในพื้นที่เชียงแสน จังหวัดเชียงรายไทยวน เป็นชื่อเรียกที่มาจากตำนาน บันทึกเอกสารทางประวัติศาสตร์ ทำให้ในทางวิชาการไทยได้นิยามชื่อเรียกว่า “ชาวไทยวน” โดยอ้างอิงจากตำนานดังกล่าว อย่างไรก็ตาม คนล้านนา ได้นิยามตนเองในชื่อที่รู้จักกันดี คือ คนเมือง ซึ่งชื่อนี้ได้ปรากฏในช่วงรอยต่อการปกครองของพม่าจนถึงปัจจุบัน (อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว, 2543: 37-38) ไทยวน จึงหมายถึง ประชาชนที่อาศัยอยู่ในหัวเมืองล้านนา ได้แก่ เมืองเชียงใหม่ เมืองเชียงแสน เมืองลำปาง เมืองลำพูน เมืองน่าน และเมืองแพร (บังอร ปิยะพันธุ์, 2541) การสะกดชื่อตามอักขระไทยวน (อ่านว่า ไท-ยวน) หรือ ไตยวน (อ่านว่า ไต-ยวน) เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ตระกูลภาษาไท-กะไดในกลุ่มภาษาเชียงแสน กลุ่มหนึ่งที่ตั้งถิ่นฐานทางตอนเหนือของประเทศไทยที่เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรล้านนา (สุเทพ สุนทรเภสัช, 2548: 197 และธเนศวร์ เจริญเมือง, 2554: 7- 8)

การกำหนดชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวนนั้น ในทางวิชาการไทยได้อาศัยการนิยามจากตำนาน บันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ได้จากการรวมรวมและศึกษาวิจัย ดังนี้

1. ตำนานชินกาลมาลีปกรณ์และสังคีตวงศ์ ได้ระบุชื่อล้านนา มีศูนย์กลางที่เชียงใหม่ชื่อ “พิงครัฐ” และมีคำว่า โยนรัฐและโยนประเทศ ที่หมายถึง แคว้นโยนก แต่ชาวล้านนาในสมัยดังกล่าวจะนิยามตนเองหลากหลายชื่อ เช่น ไตหรือไท ไทโยน ไทยวน

2. ตำนานสุวรรณคำแดง ตำนานเจ้าอินทขีล ที่ใช้ชื่อเรียกชาวล้านนาว่า “ไทยวน” อย่างชัดเจน ในตำนานได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยวนกับลัวะ หรือคำบวงสรวงในพิธีไหว้ปู่แสะย่าแสะที่กล่าวว่า “ลัวะเยียะไร่ อย่าหื้อตายคา ไทยเยียะนา อย่าหื้อตายแดดและเหี่ยวแห้ง”

3. บันทึกของชาวอยุธยา ที่ระบุใน “ลิลิตยวนพ่าย” ได้เล่าถึง ความพ่ายแพ้ของกษัตริย์เชียงใหม่ต่อกษัตริย์อยุธยา นอกจากนี้ในตำนานดังกล่าวยังเรียกชาวล้านนาว่า “ลาว”

4. เอกสารในสมัยรัตนโกสินทร์ สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเรียกชาวล้านนาว่า “ลาว” “ลาวโยน” ซึ่งการเรียกลักษณะนี้อาจจะเรียกตามอย่างพม่าที่เคยปกครองล้านนา โดยพม่าจะเรียกล้านนาว่า “โยน” ข้อมูลจากสารภี ศิลา นักวิจัยสังกัดสถาบันวิจัยชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ จังหวัดเชียงใหม่ บุตรหลานของชาวเชียงแสนที่ถูกกวาดต้อนไปยังจังหวัดราชบุรี และข้อมูลจากนานเขียน กองจันทึก อดีตข้าราชการบำนาญ สังกัดสถาบันวิจัยข้าว เป็นบุตรหลานชาวเชียงแสนที่ถูกกวาดตอนไปยังอำเภอเสาไห้ ได้ยืนยันว่าพวกเขายังคงเรียกตัวเองว่าเป็น “คนยวน” หรือเป็น “ไทยยวน” (จันทบูรณ์ สุทธิ, 2539)

ยวนสีคิ้ว เป็นชื่อเรียกตัวเองของเป็นกลุ่มไทยวนที่ถูกอพยพตั้งถิ่นฐานที่บ้านโนนกุ่มและบ้านสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา (สุริยา สมุทคุปติ์ และพัฒนา กิติอาษา, 2544)

คนเมือง หมายถึง คนที่อยู่มาก่อน ตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมือง/เวียง หรือพื้นราบในภาคเหนือ เป็นชื่อที่คนล้านนาใช้เรียกตัวเอง ชาวไทยวนหันมานิยามตนเองในชื่อ “คนเมือง” อธิบายว่า เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยที่ล้านนาอยู่ใต้อำนาจของชาวพม่า ชาวไทโยนจึงประดิษฐ์คำนิยามตนเองใหม่เพื่อต้องการแบ่งแยกความแตกต่างจากชาวพม่า โดยนิยามตนในคำว่า “คนเมือง” ที่ให้ความหมายถึง คนที่อยู่มาก่อน ตั้งถิ่นฐาน ทำไร่ทำนามาก่อนที่ชาวพม่าจะเข้ามายึดครอง ฉะนั้น การนิยามชื่อใหม่จึงมีวัตถุประสงค์ให้เกิดความแตกต่างระหว่างผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครอง คือ ม่าน (พม่า) กับ คนเมือง (คนยวน) (สงวน โชติสุขรัตน์, 2561)

ธเนศ เจริญเมือง (2554) ได้วิเคราะห์การนิยามคำว่า “คนเมือง” ขึ้นมาแทนที่คำว่า “ยวน” ในแต่ละยุค ดังนี้

ระยะแรก (พ.ศ. 2325-2416) เป็นช่วงที่ล้านนาตกอยู่ภายใต้การปกครองของสยามแบบหลวมทำให้เจ้าเมืองที่เป็นชาวไทยวนมีความพยายามในการรื้อฟื้นประเพณี ภาษา รวมทั้งการรวมกลุ่มของชาวไทยวนให้หันมาสร้างเมืองอีกครั้ง แต่ทว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว อาณาจักรล้านนามีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ทำให้ต้องเรียกแทนตนเองในคำใหม่ว่า “คนเมือง” เพื่อระบุอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากคนกลุ่มอื่นจะเห็นว่า ในระยะแรกการนิยามตนเอง ด้วยคำว่า “คนเมือง” เพื่อยืนยันการเป็นคนดั้งเดิมหรือเป็นชาวพื้นเมืองที่ไม่ได้มาจากการถูกกวาดต้อน

ระยะที่สอง (พ.ศ. 2416-2445) เป็นช่วงที่ใช้คำว่า “คนเมือง” เพื่อเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรม และนัยทางการเมือง ในการจำแนกความแตกต่างระหว่างคนไทยวนกับคนสยาม เนื่องจากสยามได้ส่งข้าราชการจากส่วนกลางเข้ามาปกครองประจำการในล้านนา ซึ่งเป็นช่วงต้นของการกระชับอำนาจไปยังหัวเมืองต่าง ๆ และจัดรวบเมืองเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน รวมเป็นหัวเมืองเดียวกัน ภายใต้ชื่อ “ลาวเฉียง” (ธเนศวร์ เจริญเมือง, 2554: 17-20)

เช่นเดียวกันกับจิตร ภูมิศักดิ์ (2533) ที่ได้ชี้ว่า การเกิดขึ้นของคำว่า คนเมือง เป็นการเลือกใช้คำเพื่อตอบโต้และปลดปล่อยตนเองจากการดูถูกเหยียดทางชาติพันธุ์ ทั้งในกลุ่มชาวไทยด้วยกันเองและกับชาวพม่า ฉะนั้นการประกาศใช้คำว่าคนเมือง จึงมีเป้าหมายเพื่อแสดงว่า ตนเป็นชนชาติที่มีอารยธรรม ไม่ใช่คนป่าหรือชาวดอย (จิตร ภูมิศักดิ์, 2533, อ้างถึงใน ชยันต์ วรรธนะภูติ, 2549)

ในขณะที่ชยันต์ วรรธนะภูติ (2549) ได้วิเคราะห์ถึงที่มาของการใช้คำว่า “คนเมือง” ในระดับลึกถึงจักรวาลวิทยาความเชื่อ ได้ชี้ให้เห็นว่า คำดังกล่าวมาจากกลุ่มคนที่มีองค์กรทางสังคมและการปกครองแบบ “เมือง” เป็นพื้นที่ของอำนาจมีเจ้าเมืองและลำดับชั้นการปกครองในสังคมที่สะท้อนตำแหน่งแห่งที่ของตัวตน เชื่อมโยงกับจักรวาลวิทยาแบบเมือง ฉะนั้น คำว่า “คนเมือง” จึงเกิดขึ้นจากความเชื่อจากสถานะทางสังคมภายใต้กรอบคิด “เมือง” โดยทั่วไปการจัดองค์กรทางสังคมของกลุ่มตระกูลไท/ไต พบว่าเป็นกลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบหนึ่ง (Political Domain) หรือ ระบบการปกครองแบบเจ้าเมือง/อาณาจักร โดยมีเจ้าเมืองเป็นผู้ปกครอง ระบบเช่นนี้จะเรียกว่า รัฐในหุบเขาที่มี “เวียงเจ้าเมือง” เป็นศูนย์กลางการปกครอง และใช้เป็นป้อมปราการป้องกันข้าศึกอีกด้วย

นอกจากนี้ แนวคิดเรื่อง “เมือง” ยังเกี่ยวข้องกับคติความเชื่อของจักรวาลวิทยาที่ว่า “เมือง” คือ พื้นที่และศูนย์รวมของอำนาจที่ประชาชนมอบหมายให้แก่กษัตริย์หรือผู้ปกครอง ชยันต์ วรรธนะภูติ (2549) จึงได้ยกตัวอย่าง เมืองในฐานะศูนย์อำนาจที่ดำรงอยู่ภายใต้ชุดความเชื่อในอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยให้การคุ้มครอง เช่น ผีเมือง และมีความเชื่อว่าในเมือง ๆ หนึ่งมีมิติดำรงซ้อนทับอยู่ 3 มิติ คือ “เมืองผี” “เมืองคน” และ “เมืองฟ้า” ซึ่งเป็นที่อยู่ของ “แถน”

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ชาวล้านนา, คนไทยทางเหนือไทยวน, ไตยวน, โยน, ยวน, ลาว, ขะหลอม, ก้อหล่ง, เจ๊ะ, กอเลาะ, จั่นกะหลอม, ไต๋มุง

โยน เป็นชื่อที่ชาวพม่าใช้เรียกชาวล้านนา และจะลงท้ายด้วยชื่อเมือง เช่น โยนเชียงใหม่ โยนลำปาง รวมทั้งการเรียกชื่อผลิตภัณฑ์จากล้านนาอย่างเครื่องเขินแบบเชียงใหม่ว่า “โยนเถ่” และยังเรียกนิกายศาสนาจากเชียงใหม่ว่า “เกิ้งโยน” (เกิ้ง แปลว่า นิกาย)

“โยน” “ยวน” ปรากฏในตำนานสิงหนวัติ ที่กล่าวถึงสิงหนวัติกุมาร โอรสของท้าวเทวกาล ที่ปกครองเมืองในยูนนาน ได้ทำการอพยพผู้คนมาตั้งบ้านเรือนอยู่ในลุ่มแม่น้ำโขงตอนใต้ และตั้งชื่อเมืองว่า โยนกนคร คนทั่วไปเรียกเมืองนี้ว่าโยนก ยูน หรือ ยวน (อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว, 2541: 43)

จากตำนานชินกาลมาลีปกรณ์และสังคีตวงศ์ ได้ระบุชื่อ ล้านนาว่ามีศูนย์กลางที่เชียงใหม่ ชื่อ“พิงครัฐ” และมีคำว่า โยนรัฐและโยนประเทศ ที่หมายถึงแคว้นโยนก แต่ชาวล้านนาในสมัยดังกล่าวจะนิยามตนเองหลากหลายชื่อ เช่น ไตหรือไท ไทโยน ไทยวน

ตำนานสุวรรณคำแดง ตำนานเจ้าอินทขีล ที่ใช้ชื่อเรียกชาวล้านนาว่า “ไทยวน” ในตำนานได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยวนกับลัวะ หรือคำบวงสรวงในพิธีไหว้ปู่แสะย่าแสะที่กล่าวว่า “ลัวะเยียะไร่ อย่าหื้อตายคา ไทยเยียะนา อย่าหื้อตายแดดและเหี่ยวแห้ง” (อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว, 2543: 37-38)

ยวน เป็นคำเรียกชาวล้านนาในสมัยอยุธยา ดังที่พบจากวรรณกรรมเรื่อง “ลิลิตยวนพ่าย” หมายถึง ล้านนาพ่ายแพ้ให้แก่อยุธยา ลิลิตยวนพ่ายเขียนขึ้นมาเพื่อสดุดีสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่ทรงมีชัยชนะในสงครามกับพญาติโลกราช กษัตริย์เชียงใหม่ในราวพ.ศ. 1990 จากลิลิตดังกล่าวนี้ทำให้ทราบว่า ชาวอยุธยาสมัยนั้นเรียกคนล้านนาว่า “ยวน”

ในขณะที่นักเขียนบางกลุ่ม มีความเห็นว่า ยวน มาจากคำว่า ยูนนาน ที่ให้ความหมายว่าเป็นที่อยู่ของคนยวนมาก่อน ก่อนจะอพยพลงมาทางใต้ คำว่ายู-นานกับยวน มีความใกล้เคียงกัน และภาษาไทยเป็นคำโดด ยู-นาน จึงคงเหลือเพียงคำว่า ยูน-ยวน แต่ทว่า ความเห็นนี้ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ (นพคุณ ตันติกุล, 2548: 45)

ยวน ตามที่พระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค, 2515) ได้อธิบายไว้ ในพงศาวดารโยนกว่า เป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า “ยุนซาง” หรือ “ฮวนซาน” ในภาษาจีนแปลว่า กลุ่มที่อยู่อาศัยอยู่ทางทิศใต้ ซึ่งหมายถึงคนซานหรือสยาม คำว่า ไทยวน จึงหมายถึง กลุ่มคนที่อยู่ในตระกูลไท-กะได หรือที่รู้จักกันในนามล้านนา (เรณู เหมือนจันทร์เชย, 2548: 6)

ราชบัณฑิตยสถาน (2556) ได้ให้ความหมายของคำว่า “ยวน” ไว้ว่า เป็นชื่อเรียก ชาวไทยล้านนา ที่เพี้ยนเป็นเยาวนะ โยน หรือ โยนก

ยวน เพี้ยนมาจากชื่อเมือง “โยนกนาคพันธุ์นคร” จากชื่อเมืองโยนกนครกลายเป็นที่มาของชื่อเรียกของกลุ่มคนในเมืองโยนกเพื่อระบุตัวตนสร้างความแตกต่างไปจากกลุ่มตระกูลไทและกลุ่มชาติพันธุ์อื่น (อานันท์ กาญจนพันธ์, 2560: 52-55)

คนยวน ได้ถูกเรียกโดยมิชชันนารีอเมริกา ชื่อ วิลเลียม คลิฟตัน ด็อดด์ ซึ่งทำงานในพื้นที่จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า คนในพื้นที่ภาคเหนือนิยามตนเองว่าเป็น “คนยวน” มิใช่คนลาว (ธเนศวร์ เจริญเมือง, 2544: 11)

ล้านนา เป็นคำเรียกเชิงพื้นที่ หมายถึง ดินแดนหัวเมืองด้านเหนือที่มีกลุ่มไทยวนอาศัยอยู่ คำนี้ถูกใช้ในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. 1984-2030) รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์มังราย (สรัสวดี อ๋องสกุล, 2554)

ไตยวน ไตยน โยน เป็นคำเรียกชาวไทยวนจากชาวไทใหญ่ ลัวะ กะเหรี่ยง และชาวพม่า

ยน ยวน ยูน หรือ โยน เป็นชื่อเรียกชาวไทยวนจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่นในพื้นที่ใกล้เคียง เช่นเดียวกันกับชาวลื้อสิบสองปันนาและชาวเมืองยองที่เรียกชาวล้านนาว่า “ยน” หรือ “ยวน” เช่น ยนเจงใหม่ (คนยวนเชียงใหม่) ยนละกอน (คนยวน ลำปาง) (บุญช่วย ศรีสวัสดิ์, 2493)

ยูน เป็นคำเรียกของชาวพม่าที่ปกครองล้านนา ซึ่งคำว่า ยูน ในภาษาพม่า แปลว่า “ทาส” ดังนั้น การเรียก “คนเมือง” ในชื่อใหม่นั้นเป็นไปได้ที่ใช้เพื่อตอบโต้การเรียกชื่อเชิงดูถูกของชาวพม่า อย่างไรก็ตามมีข้อสันนิษฐานว่า การเรียกคำว่า “ยูน” น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า “ยวน” (จันทบูรณ์ สุทธิ, 2539: 34)

ก้อหล่ง กู้หล่ง เป็นชื่อที่ชาวม้ง เรียกคนล้านนา

แจ๊ะ หรือ แชะ เป็นชื่อที่ชาวขมุเรียกชาวไทยวน ในบางครั้งจะเรียก “ก้อลอม” “ก้อลม” ตามที่ได้รับอิทธิพลจากไตลื้อ

กอเลาะ เป็นชื่อที่ชาวลาหู่ ชาวอาข่า และชาวลีซู เรียกชาวไทยวน คำนี้เกิดขึ้นจากการเรียกเลียนแบบจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพเข้ามาใหม่ในยุคนั้น

จั่นขะหลอม เป็นชื่อที่ชาวเมี่ยน เรียกชาวไทยวน

กะหลอม ขะหลอม เป็นชื่อที่คนไตลื้อใช้เรียกชาวไทยวน และเรียกอีกคำหนึ่งว่า โยน หรือ ยน

ไต๋มุง เป็นชื่อเดิมของกลุ่มไทยวนที่อาศัยอยู่ในยูนนาน และ อพยพเข้ามาอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำกก

ไปเยว่ เตี้ยนเยว่ เป็นชื่อโบราณที่เป็นต้นตระกูลชาวไทยวนที่เคยอาศัยอยู่ในเมืองเจียวจื่อ ทางเหนือของเวียดนาม พบได้ในบันทึกโบราณจีน ที่บันทึกเรื่องราวชนชาติไทย รวบรวมโดยศาสตรจารย์เจียงอึ้งเหลียง แห่งมหาวิทยาลัยยูนนาน (นพคุณ ตันติกุล, 2548: 46-56)

ลาว เป็นคำเรียกชาวไทยวนในสมัยรัตนโกสินทร์ ดังที่เอกสารในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรียกชาวล้านนาว่า “ลาว” “ลาวโยน” “ลาวเฉียง” “ลาวพุงดำ” และ “ลาวพุงขาว” ซึ่งพบในสมัยสยามเรียกเมืองประเทศราชทางเหนือว่า “ลาว” ต่อมาในช่วงการเปลี่ยนแปลงหรือการปฏิรูปหัวเมืองในล้านนาโดยใช้ชื่อใหม่เป็น “มณฑลพายัพ” (อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว, 2555: 43-45) ในพระราชนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวถึง ชาวเมืองในเขตมณฑลพายัพว่าเป็นกลุ่มลาวพุงดำ เนื่องจากผู้ชายนิยมสักตั้งแต่พุงไปจนถึงเข่า ขณะที่เรียกมณฑลอุดรและอีสานว่า ลาวพุงขาว เพราะไม่ได้นิยมการสักแต่อย่างใด

ต่อมาสมัยสมัยรัชกาลที่ 5 ได้จัดการปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งสามเมืองใหม่ โดยหัวเมืองที่ขนานนามว่า ลาวพุงดำ เรียกว่ามณฑลลาวเฉียง และหัวเมืองที่ขนานนามว่าเป็นลาวพุงขาวเป็นสองมณฑลคื อ มณฑลลาวพวนและมณฑลลาวกาว จากนั้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการเปลี่ยนแปลงหัวเมืองเขตพระราชอำนาจมาเป็นพระราชอาณาเขตประเทศไทยรวมกัน เปลี่ยนชื่อมณฑลลาวเฉียงเป็นมณฑลพายัพ เปลี่ยนชื่อมณฑลลาวพวนเป็นมณฑลอุดร และเปลี่ยนชื่อมณฑลลาวกาวเป็นมณฑลอีสาน และให้ยุติการการเรียกผู้คนทั้งสามมณฑลว่าลาว

ชาวลาว เป็นชื่อเรียกชาวล้านนาจากมิชชันนารี ชื่อ เดเนียว แม็คกิลวาลี ที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ประมาณ 50 ปี (พ.ศ. 2410-2453) และเขียนหนังสือกึ่งศตวรรษในหมู่ชาวสยามและชาวลาว โดยเรียกคนล้านนาว่า ชาวลาว

ลาว ชาวลาว เป็นชื่อเรียกที่ชาวไทยวนไม่ชื่นชอบที่ถูกเรียกมากนัก เนื่องจากเป็นชื่อเรียกจากส่วนกลางที่ใช้ในการปกครองหัวเมืองล้านนาในอดีต รวมถึงเป็นลักษณะของการเรียกเหมารวมเชิงพื้นที่มากกว่าการเรียกชื่อตัวตนของชาวไทยวน อีกทั้งคำว่า “ลาว” ความหมายในเชิงลบเป็นการดูถูกในเชิงชาติพันธุ์ที่ต่ำกว่า มีนัยยะของการด้อยค่า การเหยียดหยาม สะท้อนถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองหรือถูกควบคุม ในขณะที่ไทยวนมีรูปแบบการปกครอง มีรัฐอิสระ และมีเจ้าเมืองของตนเองสืบต่อมาเนินนาน การสถาปนาชื่อ “คนเมือง” ขึ้นมาเพื่อใช้เรียกตัวเองเพื่อปลดปล่อยคำเรียกเชิงดูถูกเหยียดหยามจากทั้งชาวพม่าและไทสยามด้วยกัน ดังนั้น เพื่อเคารพความเป็นกลุ่มชนดั้งเดิมที่มีอารยธรรมและความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ในการเรียกชื่อจึงควรใช้ชื่อเรียกอย่างเคารพเจ้าของวัฒนธรรม

ภาษา

ตระกูลภาษา : ไท

ตระกูลภาษาย่อย : ไต-ไต

ชาวไทยวน หรือ คำเมือง เป็นภาษาที่จัดอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาไต-กะได มีผู้พูดกระจายในภาคใต้ของจีนประมาณ 6 ล้านคนในภาคเหนือและหลายหมื่นคนในประเทศลาว ภาษาคำเมืองยังมีความใกล้ชิดกับภาษาไทยกลาง แต่นักมานุษยวิทยาชื่อ ริชาร์ด เดวิส ได้ศึกษาเปรียบเทียบภาษาไทเหนือกับไทยกลาง โดยใช้รายการคำศัพท์ของสวาเดซ (Swadesh List) เปรียบเทียบ 200 คำ ถ้าภาษาพ้องกัน ร้อยละ 80 ถือว่า เป็นภาษาเดียวกัน ผลจากการศึกษาเปรียบเทียบภาษาพบว่า ภาษาไทเหนือมีความพ้องกับภาษาไทยกลางเพียงร้อยละ 61 เท่านั้น จึงถือว่า ภาษาไทเหนือหรือคำเมืองมีอิสระจากภาษาไทยกลางและเป็นภาษาเฉพาะในกลุ่มชาติพันธุ์ตนเอง (สุเทพ สุนทรเภสัช, 2548: 197, ธเนศวร์ เจริญเมือง, 2554: 7-8)

ภาษาพูด : ไทยวน

ภาษาไทยวน หรือ คำเมือง มีพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ เฉพาะของตนเอง ไม่ได้รับอิทธิพลจากภาษาไทยกลาง เขมรและมอญ แต่ทว่าโครงสร้างประโยคของภาษาไทยวนไม่ได้แตกต่างจากภาษาไทยกลาง จะแตกต่างเฉพาะบางคำศัพท์ที่เป็นศัพท์ท้องถิ่นและการออกเสียงวรรณยุกต์เท่านั้น เช่น “ไปเที่ยวมาสนุกไหม” ในภาษาคำเมือง จะพูดว่า “ไปแอ่วมาม่วนก่” คำพูดว่า “ทำอะไร” ภาษาคำเมืองว่า “เญียะอิหยัง” หรือ คำว่า “กิ๋นเข้าบ่ลำ” หมายถึง “กินข้าวไม่อร่อย” ในภาษาไทยกลาง

สำหรับหน่วยเสียงพยัญชนะในภาษาไทยวน มีทั้งหมด 20 หน่วยเสียง คือ ป/พ/บ/ต/ท/ด/จ/ก/ข/อ/ฟ/ส/ห/ม/น/ญ/ล/ว/ย/ สำหรับภาษาคำเมืองกับภาษาไทยกลางจะมีคำอ่านที่สามารถเปรียบเทียบคำเหมือนในบางรูปคำ เช่น

ในภาษาไทยกลางตัว /ค/ มักจะออกเสียง /ก/ ในภาษาคำเมือง เช่น “คาง” จะอ่านว่า “กาง”

ในภาษาไทยกลางตัว /ช/ จะออกเสียง /จ/ ในภาษาคำเมือง เช่น “ช้อน” จะอ่านว่า “จ๊อน”

ในภาษาไทยกลางตัว /พ/ จะออกเสียง /ป/ ในภาษาคำเมือง เช่น “พ่อ” จะอ่านว่า “ป้อ”

ในภาษาไทยกลางตัว /ร/ จะออกเสียง /ฮ/ ในภาษาคำเมือง เช่น “เรือน” จะอ่านว่า “เฮือน”

นอกจากนี้ ในคำเมืองยังมีเสียงสระ 21 หน่วยเสียง สระเดี่ยว 18 เสียง สระประสม 3 เสียง แต่สระบางคำมีความคล้ายกับภาษาไทยกลาง เช่น เสียง /เอ/ เป็นเสียง /แอ/ ดังเช่น ภาษาไทยกลาง คำว่า /เอว/ ภาษคำเมือง อ่านว่า /แอว/ หรือ ในภาษาไทยกลาง เสียง /อุ/ ในภาษาคำเมือง อ่านว่า /โอะ/ ดังเช่น คำว่า “ตุ๊กแก” ในคำเมืองอ่าน “ต๊กโต” และคำว่า “ถุง” ในคำเมืองอ่านว่า “ถง” (เรณู เหมือนจันทร์เชย, 2548:11-12)

ในงานของวนิดา สารพร (2531) พบว่า หน่วยเสียงวรรณยุกต์ในภาษาไทยวนหรือคำเมือง ตำบลดอนแร่ ตำบลคูบัว จังหวัดราชบุรี มีความแตกต่างไปจากคำเมืองในพื้นที่ภาคเหนือ เนื่องจากมีเสียงวรรณยุกต์เพิ่มเติม 4 หน่วยเสียง คือ

1. เป็นเสียงต่ำ-ขึ้น เช่น คำว่า “หู” “กิน”

2. เป็นเสียงกลางระดับ เช่น คำว่า “แดง” นา

3. เป็นเสียงกลาง-ตก เช่น คำว่า “พ่อ” “ลูก”

4. เป็นเสียงสูงระดับ เช่น คำว่า “บ้า” “นก”

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : อักษรธรรมล้านนา, อักษรฝักขาม

ตัวอักษรธรรมล้านนาและอักษรฝักขาม

อักษรธรรมล้านนา: อักษรธรรมล้านนาหรือตัวเมือง พัฒนามาจากอักษรมอญโบราณ อักษรธรรมล้านนาได้แพร่กระจายไปพร้อมกับการขยายตัวของศาสนาพุทธทั้งในอาณาจักรล้านนาและอาณาจักรล้านช้าง อักษรดังกล่าวจะพบมากในเอกสาร คัมภีร์ใบลานทางศาสนา ตำราโหราศาสตร์ ตำราแพทย์ บทกวีนิพนธ์ แต่การใช้อักษรธรรมล้านนาได้หยุดชะงัก เนื่องจากการแพร่ขยายของภาษาไทยกลางที่มีพร้อมกับการปกครอง การสื่อสาร และระบบการศึกษา ทำให้อักษรธรรมจึงเสื่อมลงตามลำดับ

อักษรฝักขาม: เป็นอักษรที่มีการพัฒนาจากการผสมผสานระหว่างอักษรจากอาณาจักรสุโขทัยและอาณาจักรล้านนา กระทั่งนิยมใช้บันทึกในแผ่นศิลาจารึก แผ่นโลหะ และสิ่งก่อสร้างทางศาสนสถาน ศาสนวัตถุ โดยเฉพาะในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-24 อักษรดังกล่าวได้แพร่กระจายถึงล้านช้าง เชียงตุง แต่อักษรฝักขามได้เสื่อมลงเมื่อพม่าเข้ามาปกครองล้านนา และหันมานิยมใช้อักษรธรรมล้านนา ปัจจุบัน การเข้ามาของภาษาไทยกลาง ทำให้อักษรฝักขามได้เสื่อมลงและถูกเลิกใช้ไป

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ

การตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวประชากร :

ในช่วงแรก การก่อตั้งชุมชนไทยวนเกิดขึ้นในบริเวณแม่น้ำกก บริเวณเมืองเชียงแสน ราวพุทธศตวรรษที่ 10 ก่อนเจ้าสิงหนวัติกุมารจะสร้างเมืองโยนกนาคพันธุ์นคร ชุมชนไทยวนในบริเวณแม่น้ำกกมีพัฒนาการจากการผลิตที่ใช้เครื่องมือโลหะในการทำเกษตรกสิกรรม และพัฒนาเป็นสังคมกสิกรรมแบบโค่นและเผา (Swidden) เป็นการผลิตที่แตกต่างจากการล่าสัตว์หาของป่า การผลิตแบบนี้ทำให้เกิดการรวมกลุ่มเป็นชุมชน มีการใช้ที่ดินและแรงงานร่วมกัน ชุมชนเช่นนี้มาจากการรวมตัวของเครือญาติและการแต่งงาน หรือเรียกว่า ตระกูลโคตรวงศ์ ซึ่งมีการนับถือผีบรรพบุรุษของตนเองเป็นศูนย์รวมของกลุ่ม เช่นเดียวกันมีการใช้แรงงานเพื่อขยายการผลิต ซึ่งมีผลต่อฐานอำนาจทางเศรษฐกิจ

จากพลังทางเศรษฐกิจในตระกูลวงศ์ สามารถเปลี่ยนเป็นพลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์และเกียรติยศ ชนชั้น โดยอาศัยเครื่องมือ คือ พิธีกรรมการเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ เช่น การเชือดวัว ควายเพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษ จะมีการแจกจ่ายเนื้อให้สมาชิกและคนที่อยู่ใต้บังคับตนเอง ความสัมพันธ์เช่นนี้ก่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างชนชั้นและสถานะทางสังคม เช่น คำว่า “ผู้ใหญ่” และ “ผู้น้อย” ผู้ใหญ่ยังสามารถขยายแรงงานและการผลิตได้มากขึ้นเมื่อมีอำนาจผ่านการแต่งงานระหว่างผู้มีฐานะสูง โดยมีค่าสินสอดเป็นหลักประกันในการเพิ่มพูนฐานะให้กับฝ่ายหญิง สินสอดจึงเป็นการแสดงการเสียผีของฝ่ายชายโดยหันเข้ามารับผีฝ่ายหญิง

ตามวัฒนธรรมไทยวนนั้น ฝ่ายชายต้องเข้าเป็นแรงงานให้กับบ้านฝ่ายหญิง ทำให้ตระกูลโคตรวงศ์ฝ่ายหญิงสามารถขยับฐานะที่สูงขึ้น จะเห็นว่า ความเข้มแข็งของครอบครัวฝ่ายหญิง มีรากฐานมาจากตระกูลและการแต่งงาน บางตระกูลโคตรวงศ์สามารถดึงแรงงานและแย่งชิงผู้คนได้จำนวนมาก ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มขนาดใหญ่ภายใต้ตระกูล จนในที่สุดสามารถก่อร่างสร้างเมืองขึ้นในแถบแม่น้ำกก ดังเช่น ตระกูลโคตรวงศ์ปูเจ้าลาวจก สามารถสร้างเมืองเชียงแสน ต่อมารุ่นลูกได้ย้ายมาสร้าง”เมืองโยนก” ซึ่งเป็นที่มาของชนชาวไทยวน/โยน (อานันท์ กาญจนพันธ์, 2560: 52-55)

ตามตำนานกล่าวว่า หลังจากเกิดภัยพิบัติอย่างรุนแรง ส่งผลให้พื้นที่โดยรอบเมืองโยนกน้ำท่วมเกือบตลอดปี สภาพความเปลี่ยนแปลงของภูมิศาสตร์ที่ไม่เอื้อต่อการเพาะปลูกและดำรงชีพ ส่งผลให้อาณาจักรโยนกล่มสลาย ชาวไทยวนได้เริ่มอพยพจากเชียงแสนลงใต้เข้าสู่แอ่งที่ราบเชียงใหม่-ลำพูน และเข้ามาครอบครองพื้นที่ของกลุ่มวัฒนธรรมลัวะ แล้วได้สร้างอาณาจักรใหม่ คือ อาณาจักรล้านนา ในพื้นที่มีภูมิศาสตร์เป็นภูเขาแนวยาวสลับซับซ้อน มีแม่น้ำและที่ราบลุ่มได้ถูกแปลงจากภูมิปัญญาของชาวไทยวนให้เป็นที่นา ทุ่ง เพื่อปลูกข้าว มีการจัดระบบชลประทานเรียกว่า เหมืองฝาย เพื่อกระจายน้ำไปสู่ท้องนาในระดับต่าง ๆ อย่างสมดุล ชาวไทยวนจึงได้ครอบครองชัยภูมิที่ดีและอุดมสมบูรณ์ นิยมสร้างบ้านใกล้ชิดกันในพื้นที่ราบลุ่มที่นาหรือทุ่งระหว่างเมืองเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง อาศัยอยู่รว่มกันเป็นชุมชนเครือญาติ ที่มีลักษณะครอบครัวเป็นครอบครัวขยาย (สรัสวดี อ๋องสกุล, 2529: 1-23)

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

อัสรี อาหามะ นักวิจัยอิสระ

เอกสารอ้างอิง :

กรด เหล็กสมบูรณ์. (2560). คลังภูมิปัญญาดิจิทัล: กระบวนการรักษาโดยหมอพื้นบ้านล้านนา. เชียงใหม่ สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

กรวรรณ ชีวสันต์และธิตินัดดา จินาจันทร์ (2546). ความสัมพันธ์ระหว่างล้านนา-ล้านช้าง การศึกษา เปรียบเทียบประเพณี 12 เดือน. สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. เชียงใหม่: นพบุรีการ พิมพ์.
กัญญา ลีลาลัย. (2544). ประวัติศาสตร์ชนชาติไทย. กรุงเทพฯ: สถานบันวิถีทรรศน์.
เคอร์ติส, ลิลเลียน จอห์นสัน. มปป. ชาวลาวทางตอนเหนือของประเทศสยาม. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.
จันทบูรณ์ สุทธิ. (2539). คนเมือง: บางมุมมองทางวัฒนธรรม. สถาบันวิจัยชาวเขา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. เชียงใหม่: นันทกานต์ กราฟฟิคการพิมพ์.
จิตร ภูมิศักดิ์. (2533). ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาวและขอมและลักษณะทางสังคมของชื่อชาติ. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำรา.
เจ้าหมูอวนกับยัยตัวเล็ก. (2556). ของกิ๋นบ้านเฮา. มูลนิธิสถาบันพัฒนาเมือง (เชียงใหม่). เชียงใหม่: เชียงใหม่โรงพิมพ์แสงศิลป์.
เฉลียว ปิยะชน. (2552). เรือนกาแล.กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ.
ชยันต์ วรรธนะภูติ. (2549). คนเมือง: ตัวตน การผลิตซ้ำสร้างใหม่และพื้นที่ทางสังคมของคนเมือง ใน อยู่ชาย ขอบมองลอดความรู้ อานันทร์ กาญจนพันธุ์ (บรรณาธิการ). กรุงเทพฯ: มติชน.
ฐาปนีย์ เครือระยา. (2560). เรือนล้านนากับวิถีชีวิต เชียงใหม่ : สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม.
ณรงค์ ศิชิรัมย์. (2557). อาหารในวิถีล้านนา ในล้านนาคดีศึกษา โครงการล้านนาคดีศึกษาเชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. สุเทพการพิมพ์.
เตือนใจ ไชยศิลป์. (2535). ล้านนาในการรับรู้ของชนชั้นปกครองสยาม พ.ศ.2325-2476. วิทยานิพนธ์ศิลป ศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ธเนศวร์ เจริญเมือง. (2554). คนเมือง ประวัติศาสตร์ล้านนาสมัยใหม่ (พ.ศ. 2317-2553). กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นพคุณ ตันติกุล. (2548). ล้านนาในมิติกาลเวลา. เชียงใหม่: ส.เอเชียเพรส.
พงศธร จุนตระกูล. (2545). ดนตรีล้านนา.รายงาน. เชียงใหม่: คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์. (2555). ล้านนายูโทเปียกับเส้นขอบฟ้าของสำนักท้องถิ่นนิยม: 60 ปี ธเนศวร์ เจริญเมือง ใน ตัวตนคนเมือง ๑๐๐ ปี ชาตกาล ไกรศรี นิมมานเหมินท์ วสันต์ ปัญญาแก้ว (บรรณาธิการ). เชียงใหม่ ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
มณี พะยอมยงค์. (2529). ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทยเล่ม 1 .เชียงใหม่: ส.ทรัพย์การพิมพ์.
มณี พะยอมยงค์. (2529). วัฒนธรรมล้านนาไทย. กรุงเทพฯ: พิมพลักษณ์.
มาลี สิทธิเกรียงไกร. (2541). ระบบการแพทย์ในภาคเหนือ.เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ยุทธ์พงศ์ ตะเวที (2554). ศิลปะล้านนา สืบค้นวันที่ 5/6/2562 http://mcpswis.mcp.ac.th/html_edu/)
ระวิวรรณ โอฬารัตน์มณี (2558). รูปแบบบ้านเรือนของกลุ่มชาติพันธุ์ในอุษาเคเนย์. เชียงใหม่: สำนักพิมพ์ เชียงใหม่
ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน.
เรณู เหมือนจันทร์เชย (2548). สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย: ไทยวน. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัย ภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล.
ลมูล จันทร์หอม (2547). ประเพณีความเชื่อการปลูกเรือนในล้านนาและเรือนกาแล. เชียงใหม่: มิ่งขวัญ.
วนิดา สารพร (2531). วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการใช้คำของคนสามระดับอายุในภาษาไทยยวน ตำบลดอนแร่ และตำบลคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี. รายงานวิจัย.
วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์ .(2542). จิตวิญญาณล้านนา ใน สืบสานล้านนา สานต่อลมหายใจของแผ่นดิน บ.ก. ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ เชียงใหม่ มิ่งเมืองเนาวรัตน์การพิมพ์.
วสันต์ ปัญญาแก้ว .(2555). ครูบา อวตารของต๋นบุญ. ใน ตัวตนคนเมือง ๑๐๐ ปี ชาตกาล ไกรศรี นิมมานเห มินท์. วสันต์ ปัญญาแก้ว (บรรณาธิการ). เชียงใหม่:ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
วิถี พานิชพันธ์. (2548). วิถีล้านนา. เชียงใหม่: สำนักพิมพ์ซิลค์เวอร์ม.
สงวน โชติสุขรัตน์. (2561). ไทยยวน คนเมือง. พิมพ์ครั้งที่ 2 นนทบุรี: ศรีปัญญา.
สรัสวดี อ๋องสกุล. (2539). วัฒนธรรมและการเมืองล้านนา. กรุงเทพฯ: ต้นอ้อแรมมี่
สรัสวดี อ๋องสกุล. (2544). ประวัติศาสตร์ล้านา.กรุงเทพฯ: อมรินทร์.
สุทธินี บิณฑวิหค. (2552). บ้านเวียงเชียงใหม่ บ้านและการสร้างความเป็นถิ่นฐานในเมืองเชียงใหม่ วารสาร สังคมศาสตร์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 1/)
สุเทพ สุนทรเภสัช. (2548). ชาติพันธุ์สัมพันธ์: แนวคิดพื้นฐานทางมานุษยวิทยาในการศึกษาอัตลักษณ์กลุ่ม ชาติพันธุ์ ประชาชาติ และการจัดองค์กรความสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.
สุริยา สมุทคุปติ์และพัฒนา กิติอาษา. (2544). ยวนสีคิ้ว ในชุมชนทางชาติพันธุ์: เรื่องเล่า ความทรงจำและอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวนในจังหวัดนครราชสีมา. นครราชสีมา: สมบูรณ์การพิมพ์.
อนุทิย์ เจริญศุภกุลและวิวัตน์ เตมียพันธ์. (2521). เรือนล้านนาไทยและประเพณีการปลูกเรือน. กรุงเทพฯ: สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์.
อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว. (2541). ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่: ซิลค์เวอร์มบุคส์.
อานันท์ กาญจนพันธ์. (2560). ประวัติศาสตร์สังคมล้านนา: ความเคลื่อนไหวของขีวิตและวัฒนธรรม ท้องถิ่น. พิษณุโลก: หน่วยวิจัยอารยธรรมศึกษาโขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร และภาควิชา สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อานันท์ กาญจนพันธ์. (2535). ล้านนาในมิติทางวัฒนธรรม. เชียงใหม่: คณะสังคมศาสตรื มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Curtis, Lillian Johnson. (1903). The Laos of North Siam. Philadelphia: The Westminster Press.

โครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2531. ดนตรีล้านนา : ดนตรีพื้นเมือง ล้านนา. สืบค้นวันที่ 12/5/2562 จาก http://www.openbase.in.th/node/6557

เชาวลิต สัยเจริญ. (2553). สถาปัตยกรรมล้านนา. สืบค้นวันที่ 14/5/2562. จาก http://lannaarchchaowalid.blogspot.com/
ยุทธ์พงศ์ ตะเวที. (2546). “ศิลปะล้านนา” สืบค้นวันที่ 10/5/2562 http://mcpswis.mcp.ac.th/html_edu/thanyamairungsan... 2018.
การแต่งกายภาคเหนือ. สืบค้นวันที่ 10/6/2562. จาก http://thanyamairungsang3.blogspot.com/

หมอเมือง" ภูมิปัญญาล้านนา สืบค้นวันที่2/52556. จากhttps://www.hfocus.org/content/2018/09/16344

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

งานวิจัยทางชาติพันธุ์: ไทยวน

ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร