ยอง

ชื่อเรียกตนเอง : คนยอง, ชาวยอง, ไทยอง, ขงเมืองยอง, จาวยอง

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : คนเมืองยอง, ลื้อเมืองยอง

ตระกูลภาษา : ไท

ภาษาพูด : ยอง, ลื้อ

ภาษาเขียน : อักษรธรรมล้านนา

บทความฉบับเต็ม : ดาวน์โหลด

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 17 มิ.ย. 2566

767

“ยอง” เป็นชื่อเมืองในเขตฉานตะวันออกของพม่า มีแม่น้ำยองไหลผ่าน ”ยอง”เป็นกลุ่มคนในชาติพันธุ์ลื้อ ในปี พ.ศ.2348 ในสมัยพระเจ้ากาวิละได้ส่งกองทัพเมืองเชียงใหม่ ขึ้นไปกวาดต้อนคนลื้อจากเมืองยองและเมืองใกล้เคียงนับหมื่นคนมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองเมืองลำพูน ในระยะแรกคนลื้อจากเมืองยองจึงถูกเรียกจากคนทั่วไปว่า “คนเมืองยอง” ซึ่งเรียกตามชื่อเมืองยองที่ตั้งอยู่ในที่ราบแม่น้ำยองต่อมาได้มีการกัดกร่อนทางภาษาและการออกเสียงคำว่า “เมือง” ได้หายไปจึงเหลือแต่คำว่า “คนยอง " จนถึงปัจจุบัน

หลักฐานในตำนานเมืองยองและเอกสารอื่นในดินแดนแถบนี้ ราวพุทธศตวรรษที่ 19 กลุ่มคนลื้อจาก 12 พันนา ได้อพยพลงมาตั้งถิ่นฐานอยู่ร่วมกับกลุ่มคนทมิล ชาวพื้นเมืองที่ตั้งชุมชนอยู่ก่อนแล้วต่อมากลุ่มคนลื้อได้มีอำนาจปกครองเหนือชาวทมิล และได้ผสมผสานกันทางสังคมและวัฒนธรรมในเวลาต่อมา เมืองยองจึงเป็นเมืองของคนลื้อ ระหว่าง พ.ศ.2310-2358 สมัยพระเจ้ากาวิละ ต้องฟื้นฟูบ้านเมือง ที่ได้รับความเสียหายจากการยึดครองของพม่า ผู้คนมีน้อย และโดยการสนับสนุนของกรุงธนบุรีและกรุงเทพฯ จึงได้ดำเนินนโยบายรวบรวม เพิ่มจำนวนไพร่พลเพื่อสร้างบ้านแปลงเมือง โดยวิธีการต่างๆ เช่น การชักชวน หว่านล้อมและส่งกำลังขึ้นไปยังหัวเมืองต่างๆทางตอนบนในบริเวณลุ่มแม่น้ำคง (สาละวิน) และแม่น้ำโขงตอนกลางเพื่อกวาดต้อนผู้คนหรือที่เรียกว่า “การเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” เพื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนล้านนา โดยเฉพาะที่เมืองลำพูนและเชียงใหม่ ครั้งที่มีความสำคัญคือใน พ.ศ.2348 พระเจ้ากาวิละมอบหมายให้เจ้าอุปราชธรรมลังกา และเจ้าคำฟั่นผู้เป็นน้อง ยกกองทัพขึ้นไปเพื่อรวบรวมผู้คนจากเมืองยองและเมืองใกล้เคียง เช่น เมืองยู้ เมืองหลวย เมืองวะ เมืองเลน เมืองพะยาก รวมถึงเมืองต่างๆ ในดินแดน 12 พันนา ได้ผู้คนนับจำนวนหมื่น สิ่งของและศาสตราวุธจำนวนมาก ซึ่งเป็นการอพยพแบบ “เทครัว” เป็นการอพยพมาทั้งโครงสร้างของเมือง ของสังคม ประกอบด้วยเจ้าฟ้า มเหสี บุตรธิดา ครูบาหลวงเมืองและพระสงฆ์รวมไปถึงขุนนาง ไพร่พล อพยพเข้าตั้งถิ่นฐานในดินแดนล้านนา ผู้คนส่วนใหญ่พระเจ้ากาวิละมอบหมายให้เจ้าคำฟั่น นำไปตั้งถิ่นฐานในเมืองลำพูน ซึ่งในขณะนั้นมีผู้คนเบาบาง โดยเจ้าฟ้าเมืองยอง เครือญาติ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ให้ตั้งถิ่นฐานที่ฝั่งตะวันออกของกำแพงเมืองลำพูน ส่วนไพร่พลให้ผู้นำท้องถิ่นพาไปตั้งถิ่นตามที่ราบแม่น้ำปิง แม่น้ำกวง แม่น้ำทา แม่น้ำลี้ ต่อมาเมื่อจำนวนผู้คนเพิ่มขึ้นกลุ่มคนยองได้ขยาย กระจายตัวออกไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ต่างๆของเมืองลำพูน ตามที่ราบลุ่มแม่น้ำ โดยเฉพาะด้านตะวันออกและด้านใต้ของตัวเมืองในสมัยรัชกาลที่ 5 คนยองหลายกลุ่มได้อพยพข้ามไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง เช่น เชียงใหม่ เชียงราย และคนยองได้ผสมกลมกลืนทางสังคมและวัฒนธรรมกับคนเมือง(คนยวนโยนก) อย่างไรก็ตามในปัจจุบันประชากร”คนยอง” มากกว่า 85 % เป็นคนส่วนใหญ่ของจังหวัดลำพูน

ศิลปวัฒนธรรม จารีต ความเชื่อ วิถีชีวิตของ”คนยอง” มีการผสม ผสาน แลก รับ ปรับ เปลี่ยน กับกลุ่มคนต่างๆที่อยู่ร่วมกัน และมีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ร่วมกันในยุคสมัยต่างๆ ในดินแดนล้านนาไม่น้อยกว่า 200 ปี เช่น คนเมือง(ยวนโยนก) คนเขิน(ขึน) คนลื้อ คนลัวะ คนม่าน(พม่า) คนเงี้ยว(ไทใหญ่) รวมถึงคนจีน คนบนพื้นที่สูงกลุ่มต่างๆ รวมไปถึงคนไทยที่มาจากภาคกลาง จนไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นอัตลักษณ์หรือลักษณะแยกที่ออกมาอย่างชัดเจนในทางสังคมและวัฒนธรรมทั้งนี้เกิดจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ การเมือง การปกครอง โดยในสมัยรัชกาลที่ 5 ปี ร.ศ.119(พ.ศ.2444) “ฅนเมืองยอง” ได้ถูกนับเป็นคนในบังคับสยาม ระบบการศึกษาที่ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา พระพุทธศักราช 2464 ส่วนปัจจัยภายในของคนยองคือการปรับตัวเองจากความสัมพันธ์ เชิงอำนาจราชการส่วนกลาง โดยเฉพาะการเข้ามาของระบบการศึกษาภาคบังคับของรัฐบาลกลางอย่างไรก็ตามภาษา อักษรธรรม การแต่งกายตามเทศกาลหรือพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรม ยังมองเห็นถึงรากเหง้า พัฒนาการของอัตลักษณ์ สามารถแยกแยะ เห็นความแตกต่างจากคนกลุ่มอื่นได้ในรายละเอียด

ในบทความนี้ “คนยอง” ในดินแดนล้านนาที่ผ่านมา 200 กว่าปี มีการผสมผสานและพัฒนาการร่วมกันทางประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมของ กับคนกลุ่มต่างๆ ที่อยู่ร่วมกัน โดยเฉพาะคนลื้อ คนเมือง(ยวนโยนก) คนเขิน(ขึน) อัตลักษณ์ของ “คนยอง” จึงกล่าวถึงในความหมายของบริบทและการผสมผสานกับคนกลุ่มอื่นด้วย ยกเว้นในเรื่องสำเนียง “ภาษายอง”



ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : คนยอง, ชาวยอง, ไทยอง, ขงเมืองยอง, จาวยอง

คนยอง” เรียกชื่อตนเองว่า คนยอง(ฅ฿นฯยอฯง)ในเมืองลำพูนเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดไม่ปรากฎหลักฐานชัดเจน แต่ปรากฎตามความในศุภอักษร รายงานราชการเมืองนครลำพูน ม.๕๘/๑๘๗ ร.ศ.112-121(พ.ศ.2437-2446) ลงวันที่ 2 กุภาพันธ์ ร.ศ.118(พ.ศ.2443) เรื่องทาษ(ส)เมืองลำพูน สมัยเจ้าอินยงยศโชติ เจ้าหลวงลำดับที่ 9(พ.ศ.2438-2454) ความตอนหนึ่งว่า

“ .....ทาสเชลยเป็นคนซึ่งแต่ก่อนมา เจ้านายและกรมการเมืองลำพูนไปรบตีเมืองเชียงแสน เมืองยอง เมืองปั๋น เมืองปุ เมืองสาด เมืองต่วน เมืองหาง ได้คนเมืองยองมากกว่าเมืองอื่น.........”

ข้อความนี้แสดงให้เห็นว่ามีคำว่า “คนเมืองยอง” มีปรากฎในเอกสารของกรุงเทพฯ ในช่วงที่มีการปฏิรูปหัวเมืองล้านนา ดังได้กล่าวในตอนต้นว่า คนลื้อจากเมืองยองที่ถูกอพยพมาตั้งถิ่นฐานในเมืองลำพูนในปี พ.ศ.2348 ถูกเรียกจากคนทั่วไปว่า “ฅนเมืองยอง” ซึ่งเรียกตามชื่อเมืองยองที่ตั้งอยู่ในที่ราบแม่น้ำยองต่อมาการออกเสียงได้กัดกร่อนสั้นไป คำว่า “เมือง” ได้หายไปจึงเหลือแต่เพียงว่า “คนยอง” จึงอาจกล่าวได้ว่า คนอื่นและคนยองจะเรียกตนเองว่า คนยอง ราวหลังปี พ.ศ.2437-2446 เป็นต้นมา จนถึงปี ร.ศ.119(พ.ศ.2444) ในเอกสารรายงานราชการเมืองนครลำพูน ม.๕๘/๑๘๗ มีการสำรวจบัญชีสำมะโนครัวครั้งแรกในเมืองลำพูน ปรากฏคนในบังคับ(สัญชาติ)มี 2 กลุ่มคือ คนในบังคับสยาม และคนในบังคับอังกฤษ คนยอง จึงถูกนับเป็นพลเมืองสยาม เพราะไม่ปรากฏคำว่า “ฅนเมืองยอง” ในเอกสารของทางราชการอีกเลย ยกเว้นเอกสารทางวิชาการอย่างไรก็ตามคนยองในเมืองลำพูนและในพื้นที่อื่นๆ ยังคงเรียกตนเองว่า คนยอง หรือ ชาวยอง

ชาวยอง เป็นชื่อที่เขียนอย่างทางการจากชื่อ สมาคมชาวยอง ที่จัดตั้งในปี พ.ศ. 2550 และ ใช้คำว่า “คนยอง” เป็นชื่อ “สมาคมคนยอง” ในปี พ.ศ. 2555 (แสวง มะลาแซม, 2560)

ไทยอง เป็นอีกชื่อเรียกหนึ่งของคนยอง หรือกลุ่มคนเชื้อสายไทลื้อกลุ่มหนึ่ง ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองยอง ซึ่งมีชื่อในภาษาบาลีว่า “มหิยังคะนคร”

ขงเมืองยอง” เป็นชื่อเรียกคนยอง ในบทค่าวซอของกวีชาวยองชื่อ ศรีวิไชยยะ ที่แต่งขึ้นในสมัยที่ถูกเกณฑ์ทหารเข้าร่วมกับทหารพม่าเพื่อปิดล้อมเมืองพิษณุโลกใน พ.ศ. 2317 เนื้อหากวีแสดงออกถึงความไม่เป็นใจของ “ขงเมืองยอง” (แสวง มาละแซม, 2560:70)

จาวยอง” เป็นชื่อเรียกตามสำเนียงภาษาคนยอง ถูกใช้ในช่วงการจัดกิจกรรมงาน “ยองลำพูน-ยองโลก” ขึ้นที่ในหมู่บ้านเวียงยอง ปี พ.ศ. 2549 โดยพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติหริภุญไชย ร่วมกันองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : คนเมืองยอง, ลื้อเมืองยอง

คนเมืองยองเนื่องจาก คนยอง” เป็นกลุ่มคนที่อพยพมาจากเมืองยอง เข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนล้านนา โดยเฉพาะที่เมืองลำพูน เมื่อ 200 ปีกว่ามาแล้ว มีหลักฐานเอกสารของกรุงเทพฯ ในช่วงที่มีการปฏิรูปหัวเมืองล้านนาเรียกคนยองว่า “คนเมืองยอง” ซึ่งก่อนหน้านี้คนอื่นที่ไม่ใช่คนยองที่อยู่ร่วมกันในเมืองลำพูน และเมืองอื่นๆจะเรียกว่า “คนเมืองยอง” เช่นเดียวกัน เพราะจากข้อมูลสัมภาษณ์ และความสัมพันธ์ของคนกลุ่มต่างๆ ในล้านนา การจะกล่าวถึงคนอื่นที่ไม่ใช่ตนเอง หรือบอกว่าตนเองเป็นใคร มักจะอ้างอิงชื่อเมืองที่ตั้งถิ่นฐานหรือสังกัดอยู่

ใน พ.ศ. 2511 ผู้เขียนได้บันทึกจากการสนทนาคุณตาจัน บุญมากาศ (2423-2523 อายุ 100 ปี) เมื่ออายุ 88 ปี เคยเป็นพ่อค้าวัวต่างบนเส้นทางเมืองลำพูน ละกอน เถิน แม่พริก ระแหง แม่สอด เมียววดี ผาปูนและเมาะละแหม่ง เรื่องเมื่อผู้คนในตลาดเมืองเมาะละแหม่ง พบกันครั้งแรก จะถามว่า “มาจากเมืองอะไร” ผู้ถูกถามก็จะบอกว่า “เป็นคนเมือง..........” แสดงว่าผู้คนสมัยนั้นเมื่อพบกันครั้งแรก จะแสดงตัวตนโดยบอกชื่อเมืองที่มา และตั้งถิ่นฐานก่อน

เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าภาษาพูดที่สื่อสารกัน นานเข้ามีการกัดกร่อน ตัดคำออก ปรับเปลี่ยนเพื่อง่าย สะดวกในการเรียกและสื่อสาร ในกรณีนี้เช่นคำว่า “เมือง” หายไป

อย่างไรก็ตาม แม้ในตำนานเมืองยองและจารึกไม้วัดฉางข้าวน้อยเหนือ อ.ป่าซาง ชื่อเมืองยองในรัฐฉานตะวันออกเรียกเป็นภาษาบาลีว่า มหิยังครัฐบุรี ต่อมาภายหลังเมื่อพูดถึงคนยอง ก็ไม่มีปรากฎคำนี้ในเอกสารและการเรียกชื่อนี้อีก ผู้เฒ่าผู้แก่ชาวยองเรียกว่าเมืองเจงจ้าง (เมืองเชียงช้าง) (โครงการพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมและชาติพันธุ์ล้านนา, 2551: 1)โดย“มหิยังคะ” เป็นชื่อเมืองยองที่พบในพุทธตำนาน เช่น ตำนานพระเจ้าเลียบโลก ตำนานมหาเกสรเจ้าจอมยอง ตำนานพื้นเมืองมหาธาตุเจ้าจอมยอง ตำนานพพื้นเมืองยอง ตำนานเมืองยอง (มาลา คำจันทร์, 2553)

ลื้อเมืองยอง ในงานวิชาการหลายชิ้น เรียกกลุ่มคนยองในพื้นที่ภาคเหนือว่า “ลื้อเมืองยอง” เนื่องจากเป็นชาวลื้อ ที่โยกย้ายมาจากเมืองยองเข้ามาสู่ล้านนา โดยความเป็นชาติพันธืแล้วถือว่าเป็น “ลื้อ” หากแต่การนิยามตนเองของชาวลื้อเมืองยองนั้นต่อมาก่อนเหลือเพียง “คนยอง” เท่านั้น

ภาษา

ตระกูลภาษา : ไท

ตระกูลภาษาย่อย : ไต-ไต

ภาษาที่ชาวยองใช้นั้นเป็นภาษาหนึ่งของชาวไทลื้อเมืองยอง อยู่ในตระกูลภาษาไท กลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภาษาพูด : ยอง, ลื้อ

ภาษาที่ชาวยองใช้พูดนั้นเป็นภาษาลื้อ สำเนียงเมืองยองเมื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองลำพูนเมื่อ 200 กว่าปี ภาษาพูดที่ออกเสียง ซึ่งคนยองเอง และคนอื่นเมื่อได้ยิน ก็จะพูดว่า “ภาษายอง”ซึ่งเป็นปรับเปลี่ยนตามบริบททางสังคมและวัฒนธรรม เช่น ความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับรัฐและคนกลุ่มอื่น เช่น ข้าราชการ คนเมืองหรือที่คนยองเรียกคนเมืองหรือคนยวนว่า คนลาว ตามคนไทยกรุงเทพฯที่สำคัญที่สุดให้สำเนียงภาษาพูดปรับเปลี่ยนไปเพราะบริบทและอิทธิพลของภาษาไทย ที่ใช้ในโรงเรียน สถานศึกษาและราชการ

มีกลุ่มตัวอักษรที่ออกเสียงต่างไปจากภาษไทย เช่น

พ เป็น ป เช่น พ่อ เป็น ป้อ, พอ เป็น ปอ, ลมพัด เป็น ลมปัด

ช เป็นซหรือ จ เช่น ผู้ชาย เป็น ผู้จาย, แน่ชัด เป็น แน่ซัด, ชมพู เป็น จุมปู

ค เป็น ก เช่น คู่ เป็น กู้, คลำ(ก.) เป็น กำ

นอกจากนี้ในภาษายองมีเสียงสระต่างจากภาษาไทย ไม่มีเสียงสละประสม ได้แก่

สระ เอีย ออกเสียงเป็น เอเช่นเมีย เป็น เม, เสีย เป็น เส

สระ เอือ ออกเสียงเป็น เออเช่น เสือ เป็น เสิอ, เรือ เป็น เริอ

สระ อัว ออกเสียงเป็น โอเช่น หัว เป็น โห, ตัว เป็น โต๋, มัว เป็น โม

เสียงสระอื่นๆเช่น ข้าวต้ม เป็น เข้าตุ้ม, ส้ม(ผลไม้) เป็น สุ้ม

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : อักษรธรรมล้านนา

ภาษาเขียน ใช้อักษรธรรมล้านนา เช่นเดียวกับอักษรธรรมของกลุ่มคนไทอื่นๆ ได้แก่ คนเมือง หรือยวน(โยนก) ในดินแดนล้านนา ไทลื้อในฉานตะวันออก เช่น ไทเขิน(เชียงตุง), ลื้อเมืองยอง เมืองยู้ เมืองหลวย เมืองวะ เมืองเลน เมืองพะยาก เชียงลาบและเมืองท่าขี้เหล็ก ไทลื้อ ในดินแดน 12 พันนา ลื้อและลาว ตอนบน ได้แก่หลวงพระบาง หลวงน้ำทา พงสาลี เป็นต้น

เนื่องจากล้านนาได้นำเอาระบบอักขรวิธีของมอญมาใช้โดยแทบจะไม่มีการปรับเปลี่ยนเลย และภาษามอญเองก็เป็นภาษาที่ไม่มีวรรณยุกต์ ดังนั้นในอดีตจึงไม่ปรากฏว่ามีการใช้เครื่องหมายวรรณยุกต์ในการเขียนอักษรธรรมล้านนาเลย (เคยมีการถกเถียงกันเรื่องชื่อของล้านนาว่าจริงๆแล้วชื่อ "ล้านนา" หรือ "ลานนา" แต่ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า "ล้านนา" จนกระทั่งในระยะหลังเมื่ออิทธิพลของสยามแผ่เข้ามา จึงปรากฏการใช้รูปวรรณยุกต์ในการเขียนอักษรธรรมล้านนา ภาษาล้านนาสามารถผันได้ 6 เสียง (จริงๆแล้วมีทั้งหมด 7 หรือ 8 เสียง แต่ในแต่ละท้องถิ่นจะใช้เพียง 6 เสียงเท่านั้น)

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ

การตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวประชากร :

จังหวัด
อำเภอ
ตำบล

เนื่องจากกลุ่มคนยองมีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ในการอพยพและการตั้งถิ่นฐานในดินแดนล้านนามานานกว่าสองศตวรรษ (มากกว่า 200 ปี) มีพัฒนาการ มีความสัมพันธ์ทางสังคม จารีต ประเพณี ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมกับคนกลุ่มอื่นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผู้คนที่อพยพมาจากเมืองยองและเมืองใกล้เคียงจำนวนนับหมื่นคน เข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนล้านนา โดยเฉพาะในเมืองลำพูนประชากรที่มาจากเมืองยองเป็นคนส่วนใหญ่ ต่อมาได้กระจัดกระจายออกไป ดังเช่นในสมัยรัชกาลที่ 5 ผลจากการปฏิรูปหัวเมืองต่างๆในล้านนา ผู้คนและดินแดนจึงถูกผนวกรวมเป็นพลเมือง และเป็นเขตแดนของสยาม

คนยอง : การเคลื่อนย้ายและการตั้งถิ่นฐานในล้านนา

เอกสารหลักฐานท้องถิ่นในดินแดนที่อยู่ระหว่างแม่น้ำคง และแม่น้ำโขงตอนกลาง ได้แก่ตำนานเมืองต่างๆได้สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะทางสังคมของผู้คนในแถบนี้ว่าเป็นชุมชนที่ประกอบด้วย ผู้คนอยู่ร่วมกันที่มีความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม และได้ก่อรูปพัฒนาการชุมชนด้วยปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกด้านปัจจัยภายในได้แก่จารีตประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อในท้องถิ่นส่วนปัจจัยภายนอกได้แก่ การเข้ามาสร้างแปลงเมืองของกลุ่มคนที่มาจากภายนอก เช่น จากเชียงรุ่งเชียงตุง เป็นต้นตลอดจนการเข้ามาเผยแผ่พุทธศาสนาราวพุทธศตวรรษที่ 17-18 ปัจจัยดังกล่าวได้มีส่วนสนับสนุนให้ชุมชนเหล่านี้ มีพัฒนาการและเติบโตขึ้นเป็นบ้านเป็นเมือง เป็นแคว้นเป็นอาณาจักรในเวลาต่อมา ได้แก่สิบสองพันนา ล้านช้าง ล้านนา และกลุ่มเมืองรัฐฉานในปัจจุบันบริเวณนี้จึงเรียกว่า เขตวัฒนธรรมไทลื้อ-ไทยวน หมายถึงบริเวณที่มีสังคมและวัฒนธรรมร่วมกันระหว่างกลุ่มคนไทลื้อและกลุ่มคนไทยวนครอบคลุมอาณาบริเวณแม่น้ำคง แม่น้ำโขงตอนกลาง แม่น้ำกก แม่น้ำปิง วัง ยมและแม่น้ำน่านตอนบน ซึ่งประกอบหัวเมืองสำคัญๆได้แก่ เชียงรุ่งเมืองลวงเมืองฮายเมืองฮำเมืองล่าเชียงตุงเมืองยองเมืองยู้เมืองหลวยเมืองวะเมืองเลน เมืองพะยาก เชียงลาบ เชียงแขง เมืองสิง เชียงแสน เชียงของ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา น่าน เมืองฝาง ลำพูน ลำปาง แพร่เป็นต้นกลุ่มเมืองเหล่านี้มีความสัมพันธ์กันทางสังคมและวัฒนธรรมมาช้านานแล้ว

การสร้างเครือข่ายทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมก่อให้เกิดระบบเครือญาติในระดับผู้นำและชาวบ้านทำให้มีความสัมพันธ์กันแบบบ้านพี่เมืองน้องเกิดศูนย์กลางของกลุ่มเมืองต่างๆ ในบริเวณ “เขตวัฒนธรรมไทลื้อ-ไทยวน” ขึ้นบริเวณหลายแห่งตามที่ราบลุ่มแม่น้ำที่สำคัญได้แก่ เชียงรุ่ง (แม่น้ำล้านช้างหรือแม่น้ำโขง)เชียงตุง (แม่น้ำขึน)เชียงทองหรือหลวงพระบาง (แม่น้ำของหรือแม่น้ำโขง)เชียงแสน (แม่น้ำของหรือหรือแม่น้ำโขง)เชียงราย (แม่น้ำกก)เชียงใหม่ (แม่น้ำปิงตอนบน)เป็นต้น

คนยองกับการเคลื่อนย้ายและตั้งถิ่นฐานใน “เขตวัฒนธรรมไทลื้อ-ไทยวน”

การเคลื่อนไหวไปมาระหว่างผู้คนกลุ่มต่างๆ ใน“เขตวัฒนธรรมไทลื้อ-ไทยวน”มีมานานกว่า 1,000 ปีแล้วระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13-23 พรมแดน หรือเขตแดนระหว่างเมืองต่างๆ ใน “เขตวัฒนธรรมไทลื้อ-ไทยวน” มีอยู่อย่างเลือนลางผู้คนในแถบนี้มีการแลกเปลี่ยน ผสมผสาน(Assimilation) กันทางสังคมและวัฒนธรรมการเคลื่อนไหวไปมา การอพยพและการตั้งถิ่นฐาน ปรากฏหลักฐานราว 700 ปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลและปัจจัยทั้งภายในและภายนอกเข้าสู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 17-18 ตำนานพื้นเมืองระบุว่า กลุ่มคนไท(ลื้อ)ได้เข้ามามีอำนาจเหนือคนพื้นเมืองได้สำเร็จเมืองเชียงรุ่งจึงมีเจ้าเมืองปกครองเป็นคนไทลื้อในระหว่าง พ.ศ. 1813-1843 เจ้าสุนันทะโอรสเจ้าเมืองเชียงรุ่งพาบริวารมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองยองภายใต้การปกครองของคนพื้นเมืองเผ่าทะมิลหรือลัวะหรือละว้าต่อมาสามารถมีอำนาจเหนือคนพื้นเมืองเมืองยองจึงมีเจ้าเมืองคนไทลื้อปกครองต่อมาหลังจากที่พญามังรายจากเมืองเชียงรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 1839 ในปี พ.ศ. 2020 สมัยพระเจ้าติโลกราช (ครองราชย์ พ.ศ. 1984-2020) แห่งเมืองเชียงใหม่ มีผู้คนจากเมืองยองอพยพมาเชียงใหม่เพราะเมืองยองขึ้นกับเชียงใหม่และต้องส่งบรรณาการทุกปี

ระหว่างปี พ.ศ. 2325-2339 เจ้ากาวิละแห่งเมืองเชียงใหม่ได้ดำเนินการรวบรวมผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ ในจำนวนนั้นมีผู้คนจากเมืองยองและจากเมืองใกล้เคียงถูกกวาดต้อนมาตั้งถิ่นฐานที่เวียงป่าซาง เมื่อปี พ.ศ. 2329ในปี พ.ศ. 2348 เจ้ากาวิละมอบหมายใหม่เจ้าอุปราชธัมมะลังกาและเจ้าคำฝั้นยกทัพไปตีเมืองยอง กวาดต้อนผู้คน(ลื้อ)นับหมื่นคน พร้อมกับเจ้าขัตติยะวงศ์ษา เจ้าฟ้าเมืองยอง เครือญาติ ขุนนาง ครูบาหลวงเมือง พระสงฆ์ และไพร่พลมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองลำพูน ซึ่งขณะนั้นมีผู้คนอาศัยอยู่เบาบางมาก

ปี พ.ศ.2356 พระเจ้ากาวิละยกทัพไปตีเมืองยาง ล้อมอยู่หลายเดือน จึงถอยทัพกลับมาที่เมืองยอง หลังฤดูเก็บเกี่ยวจึงได้อพยพผู้คนและเจ้าสุริยะวงศ์ษา เจ้าฟ้าเมืองยอง พระอนุชาเจ้าขัตติยะวงศ์ษา มาตั้งถิ่นฐานด้านตะวันออกของเมืองเเชียงใหม่ ที่ตำบลบวกค้าง อำเภอสันกำแพงในปัจจุบัน และที่ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมืองลำปางรวมไปถึงบริเวณด้านตะวันออกของเมืองลำพูน บริเวณที่ราบลุ่มห้วยแม่ธิ และในปี พ.ศ. 2395 สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 คราวสงครามเมืองเชียงตุง กองทัพเมืองเชียงใหม่และเมืองลำพูนยกทัพผ่านทางเมืองยอง ขากลับได้กวาดต้อนผู้คนจากเมืองยองมาเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ระหว่างปี พ.ศ. 2480 -2500 กลุ่มคนยองในหมู่บ้านต่างๆ แถบจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ได้อพยพหรือที่เรียกว่า “ยกครัว” ไปตั้งถิ่นฐานในแถบ อำเภอแม่จันเชียงแสนแม่สายในจังหวัดเชียงรายกับอำเภอฝางและแม่อายในจังหวัดเชียงใหม่เพื่อขยายที่ดินทำการเกษตร เพราะมีราคาถูกกว่า และจากการชักชวนของญาติพี่น้องที่ที่อพยพมาอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว

การกระจายตัว

ปัจจุบันประชาชากรที่สืบเชื้อสายมาจากคนยองที่อพยพมาจากเมืองยองเมื่อ 200 กว่าปีเป็ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดลำพูน(ประมาณร้อยละ 85) และได้กระจายไปตั้งชุมชนชน หมู่บ้านในจังหวัดใกล้เคียง เช่น อำเภอสันกำแพง อำเภอแม่อายในจังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่จัน อำเภอเชียงแสน อำเภอแม่สายในจังหวัดเชียงรายปัจุบันกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ

การที่กลุ่มคนยองเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองลำพูน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสังคม โดยทำให้เมืองยองในรัฐเชียงตุงมีจำนวนพลเมืองลดลง ขณะที่เมืองลำพูนมีจำนวนพลเมืองเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของเจ้ากาวิละ ที่ต้องการฟื้นฟูเมืองลำพูนขึ้นมาให้ทำหน้าที่สนับสนุนเมืองเชียงใหม่ด้านกำลังคน ทั้งในยามปกติและยามสงคราม ในระยะต่อมาชุมชนและหมู่บ้านต่างๆ ของชาวยองได้ขยายและกระจายตัวครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองลำพูนด้วยเหตุนี้ สังคมของผู้คนในเมืองลำพูนในปัจจุบัน จึงมีพัฒนามาจากการอพยพและอยู่ร่วมกันของกลุ่มผู้คน(ไทลื้อ) ที่มาจากเมืองยอง เชียงตุงและเมืองอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียงรวมถึงกลุ่มคนลื้อจาก 12 พันนา ที่อพยพเข้ามาในช่วงเวลาเดียวกัน มีการผสมผสานกันทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีคนยองเป็นคนส่วนใหญ่

จำนวนประชากร

จากเรื่องราวในตำนานและพงศาวดาร ภูมิหลังและพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรม รวมไปถึงลักษณะโครงสร้างทางภาษา กลุ่มคนไทลื้อในภาคเหนือประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน แบ่งกลุ่มย่อยออกเป็น 3 กลุ่มคือ

1) กลุ่มฅนลื้อ (ตัวเอง หรือคนอื่นเรียกว่า “ฅนลื้อ”) กระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ ประมาณ203,800 คน ได้แก่ จังหวัด พะเยา 150,000 คน, น่าน จำนวน 30,000 คน, เชียงใหม่ 10,000 คน, เชียงราย 6,000 คน, ลำพูน 5,000 คน, ลำปาง 1,000 คน, แพร่ 800 คน อื่นๆ 1,000 คน

2) กลุ่มฅนลื้อที่อพยพมาจากเมืองยอง(ตัวเอง หรือคนอื่นเรียกว่า “ฅนยอง”) ประมาณ 367,000 คน กระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ จังหวัดลำพูน 350,000 คน, เชียงใหม่ 10,000 คน, เชียงราย5,000 คน อื่นๆ อีก2,000 คน

3) กลุ่มคนเขินหรือขึน ประมาณ 11,500 คน กระจายและตั้งถิ่นฐานในจังหวัดเชียงใหม่9,000 คน, ลำพูน จำนวน 1,500 คน ที่อื่นๆ อีกราว 1,000 คน[1]

ในบทความนี้จะเน้นที่กล่าวถึงกลุ่มที่ 2) คือกลุ่ม “คนยอง”ซึ่งมีข้ออภิปรายเรื่องจำนวนประชากรในเชิงปริมาณดังนี้

จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์เอกสารของราชการ(กรุงเทพฯ) เมื่อ 150 ปีที่ผ่านมา บันทึกถึงผู้คนจากเมืองยองและเมืองใกล้เคียง ถูกอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนล้านนา โดยเฉพาะในเมืองลำพูนมีจำนวนนับหมื่นคน และปัจจุบันกลุ่มคนเหล่านี้เป็นประชากรส่วนใหญ่จังหวัดลำพูนจึงเป็นพื้นแห่งเดียวของประเทศไทยที่ผู้คนถูกอพยพมาเมื่อ 2 ศตวรรษที่แล้วมีสถานะเป็นประชากรส่วนใหญ่ในปัจจุบัน

ก่อนปี ร.ศ.119(พ.ศ.2444) กลุ่มคนเมืองยองและเมืองอื่นๆทางตอนบน ที่ถูกอพยพเข้าตั้งถิ่นฐานในดินแดนล้านนาในระหว่าง พ.ศ.2325-2395 ยุคการฟื้นฟูบ้านเมือง เอกสารทางราชการระบุว่าคนกลุ่มนี้มีสถานะเป็น “ทาษ(ส)” จนกระทั่งในปี พ.ศ.2444 มีการสำมะโนประชากรเป็นครั้งแรกในเมืองลำพูน กลุ่มคนเมืองยองและคนเมืองอื่นๆ ที่ถูกอพยพมาพร้อมกัน ถูกนับหรือขึ้นทะเบียนเป็นพลเมืองสยามนับตั้งแต่นั้นมา[2] คนเหล่านี้ได้ผสมผสานกันทางสังคมและวัฒนธรรมในทางพฤตินัย นิตินัย จึงไม่ถือว่าเป็นพลเมืองชายขอบองรัฐ และได้รับสิทธิความเป็นพลเมืองภายใต้รัฐไทย จึงไม่นับอยู่ในกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง(indigenous people)

จะเห็นได้ว่า กลุ่ม”คนยอง” เป็นกลุ่มคนตั้งถิ่นฐานในพื้นราบ จึงไม่มีความแปลกแยกเป็นคนกลุ่มอื่นหรือมีสถานะเป็นพลเมืองชั้น 2 ในสังคมไทย การตั้งถิ่นฐาน การเดินทาง การย้ายถิ่น จึงมีความเป็นอิสระ ไม่ได้ถูกจำกัด หรือมีข้อกำหนดใดจากทางการ จึงมีการกระจายตัวไปไปทั่วในพื้นที่รัฐไทย



[1] จำนวนประชากรที่สืบเชื้อสายมาจากฅนลื้อ ฅนยอง และฅนเขิน ใน 7 จังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทย เป็นค่าโ ดยประมาณ มาจากแหล่งข้อมูล 2 แหล่งเบื้องต้นคือ 1) การเก็บข้อมูลภาคสนามของผู้เขียนระหว่างปี 2535-2538 จากสำเนียงภาษา ความสัมพันธ์ทางสังคมและเครือญาติ และ 2) การเทียบเคียงและประมาณการจากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในการสำมะโนประชากรรายจังหวัด ปี 2562

[2] ศุภอักษร รายงานราชการเมืองนครลำพูน ม.๕๘/๑๘๗ ร.ศ.112-121(พ.ศ.2437-2446) ลงวันที่ 2 กุภาพันธ์ ร.ศ.118(พ.ศ.2443) เรื่องทาส(ส)เมืองลำพูน สมัยเจ้าอินยงยศโชติ เจ้าหลวงลำดับที่ 9(พ.ศ.2438-2454)

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

แสวง มาละแซม ข้าราชการครูเกษียณ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่

เอกสารอ้างอิง :

เอกสารธรรมใบลานและพับสา อักษรธรรม

ตำนานเมืองยอง.จุลศักราช1223-พ.ศ.2404 ธรรมใบลาน วัดมืองหม้อ จังหวัดแพร่.
ตำนานมหาธาตุเจ้าจอมยอง. จุลศักราช 1224-พ.ศ.2415 ธรรมใบลาน วัดเชียงหมั้น จังหวัดเชียงใหม่.
ตำนานจอมยอง (ไม่ระบุศักราช จารคัมภีร์ใบลาน) นำมาจากเมืองยองเมื่อ พ.ศ.2356 ไว้ที่วัดพระสิงห์หลวง เมืองเชียงใหม่ สำรวจพบที่วัดทาปลาดุก ต.ทาปลาดุก อ.แม่ทา จ.ลำพูน รหัสไมโครฟิล์ม 85.143.01 L.038 สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มี 1 ผูก จำนวน 13 หน้าลาน.)
ตำรายาและฤกษ์ยาม. ประมาณ พ.ศ. 2443.(พับสา) ของพ่อหนานสิงห์คำ มาละแซม(2459-2540) บ้านทาขุมเงิน อ.แม่ทา จ.ลำพูน สืบมาจากพ่อหลวงหนานดี มาละแซม-บิดา(ประมาณ 2383-2443)

ภาษาไทย
พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวง. (2551). บทความวิชาการ ประชุมวิชาการ ชาตินิยมกับพหุวัฒนธรรม. โครงการพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมและชาติพันธุ์ล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 2551.
ไทยอง : ชีวิต ศรัทธา สล่าแผ่นดิน. (2551). โครงการพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมและชาติพันธุ์ล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ไทลื้อ : อัตลักษณ์แห่งชาติพันธุ์ไท.(2551).ครงการพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมและชาติพันธุ์ล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ไทใหญ่ : ความเป็นใหญ่ในชาติพันธุ์. (2551) .โครงการพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมและชาติพันธุ์ล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
จิตร ภูมิศักดิ์. (2519). ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ. กรุงเทพฯ : กรุงสยามการพิมพ์.
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และอานันท์ กาญจนพันธุ์ (บรรณาธิการ). (2526). ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เล่ม 1. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์).
ณัชชา เลาหศิรินาฏ. (2526). สลายตัวรัฐแบบจารีตในลุ่มมาน้ำโขงตอกลาง : สิบสองพันนา พ.ศ.2369- 2437. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ทวี สว่างปัญญางกูร. (2527). (ปริวรรต) ตำนานเมืองยอง. เชียงใหม่: ทรัพย์การพิมพ์.
ตำบลแม่แรง,เทศบาล. (2563). การศึกษาวิจัยและสืบค้นภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเพณี วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนไทยอง ต.แม่แรง. อ.ป่าซาง จ.ลำพูน. (รายงานการวิจัย)
ธนวัฒน์ ปาลี. (2559). การเมืองเรื่องการประกอบสร้างอัตลักษณ์ของคนยองในลำพูน. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาชาติพันธุ์สัมพันธ์และการพัฒนา. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ธเนศวร์ เจริญเมือง. (2544). คนเมือง. เชียงใหม่: หจก. โรงพิมพ์แสงศิลป์
ทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล. (2561). วัฒนธรรมผ้าทอและการแต่งกายของคนชาวไทลื้อ. ใน ฅนไท: การเดินทาง วัฒนธรรมและผ้าทอ. เชียงใหม่ : จรัสธุรกิจการพิมพ์.2561.
ธเนศวร์ เจริญเมือง. (2562). ของกิ๋นคนเมือง รวมบทความเรื่องอาหารในล้านนา. เชียงใหม่: บริษัท ทรีโอแอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด.
บุญคิด วัชรศาสตร์. (2527). แบบเรียนภาษาเมืองเหนือ ฉบับเรียนด้วยตนเอง 65 ชั่วโมง. เชียงใหม่ : ธาราทองการพิมพ์.
บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. (2493). 30 ชาติในเชียงราย. เชียงราย: ม.ป.พ.
พรรณเพ็ญ เครือไทย. (2552). ครอบครัวสบายสไตล์ล้านนา: วิถีชีวิตและการดูแลสุขภาพหนุ่มสาว. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
พรรณเพ็ญ เครือไทย (บรรณาธิการ). (2552). ข่วงผญาสุขภาพล้านนา. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังค มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
มาลา คำจันทร์. (2553). เมืองยองในพุทธตำนาน. ใน เทวบุตรหลวง. แสวง มาละแซม และคณะ(บรรณาธิการ).เชียงใหม่: ไอเดียกรุ๊ป.
ไวยิ่ง ทองบือ(บรรณาธิการบริหาร). (2562). เครื่องแต่งกาย กลุ่มชาติพันธ์ในประเทศไทย.
ศิริสาร เหมือนโพธิ์ทอง(บรรณาธิการ). (2558). ภูมิปัญญาอาเซียน เวชศาสตร์ในจารึกและเอกสารโบราณ ภาษาจารึก ฉบับที่ 13. กรุงเทพฯ : ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.
ศรีเลา เกษพรหม. (2541). ลัวะเยียะไร่ ไทใส่นา. เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง.
ศรีเลา เกษพรหม. (2558). ประเพณีชีวิตคนเมือง. อนุสรณ์พิธีพระราชทางเพลิงศพ พระครูสัทธาโสภณ อดีตเจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน จังหวัดเชียงใหม่.
ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฎเชียงใหม่. (2539). ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับเชียงใหม่ 700 ปี. เชียงใหม่: ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฎเชียงใหม่.
สุชานาฏ สิตานุรักษ์และคณะ . (2554). คนยอง : ประวัติศาสตร์พื้นที่ในตำบลแม่แรง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน (รายงานการวิจัย) จัดพิมพ์โดย สถาบันภาษา ศิลปะและวัฒนธรรม มหาชภัฏเชียงใหม่.
สุเทพ สุนทรเภสัช. (2548). มานุษยวิทยากับประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ. สำนักพิมพ์เมืองโบราณ (พิมพ์ครั้งที่ 2).
สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ. (2548.) แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย. นครปฐม: สถาบันภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล.
แสวง มาละแซม. (2560). ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น : คนยองย้ายแผ่นดิน. เชียงใหม่ : วนิดาการพิมพ์ จัดพิมพ์โดย กองทุนเพื่อค้ำชูพระพุทธศาสนา อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น วัดป่าดาราภิรมย์ จังหวัดเชียงใหม่. (พิมพ์ครั้งที่ 3)
แสวง มาละแซม (ปริวรรต). (2560). ตำนานเมืองยอง พ.ศ.2356. ฉบับวัดพระสิงห์หลวง เชียงใหม่ ประวัติศาสตร์นิพนธ์ของคนยอง. เชียงใหม่: จรัสธุรกิจการพิมพ์ (พิมพ์ครั้งที่ 5).
แสวง มาละแซม (บรรณาธิการ). (2561). ฅนไท: การเดินทาง วัฒนธรรมและผ้าทอ. เชียงใหม่ : จรัสธุรกิจการพิมพ์
แสวง มาละแซม (บรรณาธิการ). (2556). ท้องถิ่นศึกษา : ยองศึกษา. ลำพูน : เทศบาลตำบลเวียงยอง ปีงบประมาณ 2556.
แสวง มาละแซม (บรรณาธิการร่วม). (2565). มานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์วิเคาระห์ : ครูบาเจ้าศรีวิชัย ตนบุญล้านนา. จัดพิมพ์โดยมูลนิธิสถาบันครูบาเจ้าศรีวิชัย. เชียงใหม่ : วนิดาการพิมพ์
หวัง จี้หมิน. (2531). ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองเชอหลี่กับเมืองปาไป่ชีฟู ในพุทธศตวรรษที่ 19. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อภินันท์ ธรรมเสนา. (2553). การประกอบสร้างอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของกลุ่มคนยองในจังหวัดลำพูน. วิทยานิพนธ์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
อานันท์ กาญจนพันธุ์. (2527). พัฒนาการของชีวิตและวัฒนธรรมล้านนา. โครงการตำรามหาวิทยาลัยเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: มิตรนราการพิมพ์.
โฮลต์ ฮาเลตต์. (2565). ท่องล้านนาบนหลังช้าง พ.ศ.2427. สุทธิศักดิ์ ปาลโพธิ์. แปลจาก A Thousand Miles on an Elephant in the Shan States. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ริเวอร์บุ๊ค จำกัด.

ภาษาอังกฤษ
B.C.R. (1986). Report for the year 1895 . on the Trade of Chiang Mai. No.1793-5557. Deplomatic and Consular Reports 1896-1916.
Ratanaporn Sethakul. (1988). “Political Relations between Chiangmai and Kengtung in the Nineteen Century”, in Changes in Northern Siam and Shan States: 1886-1942, Prakai Nontawasi (ed). Singapore: SEASP.
Scott, James G. & J. P. Hardimen. (1901). Gazetteer of Upper Burma and the Shan States. Part II-Vol. II, pp. 500-508. Rangoon: SUBPS.


สัมภาษณ์ :

จัน บุญมากาศ, นาย(อายุ 88 ปี), บ้านทาขุมเงิน ตำบลทาขุมเงิน อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน, วันที่ 2-3 มกราคม 2511, แสวง มาละแซม ผู้สัมภาษณ์)

เต้าซื่อ ซิน (เจ้าหม่อมคำลือ อดีตเจ้าแผ่นดิน 12 พันนนา) เชียงรุ่ง, นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน อายุ 63 ปี, วันที่ 5,8,20 เมษายน 2534, แสวง มาละแซม ผู้สัมภาษณ์
ปวง มาละแซม, นาง(อายุ 90 ปี), บ้านทาขุมเงิน ตำบลทาขุมเงิน อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน, วันที่ 2-3 มกราคม 2549 / 12-14 เมษายน 2550, แสวง มาละแซม ผู้สัมภาษณ์)
สิงห์คำ มาละแซม, นาย(อายุ 75 ปี), บ้านทาขุมเงิน ตำบลทาขุมเงิน อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน, วันที่ 12-14 เมษายน 2534, แสวง มาละแซม ผู้สัมภาษณ์
เสน มูลชีพ, นาย. (อายุ 79 ปี), ประธานชมรมผู้สูงอายุตำบลแม่แรง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน, วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563, แสวง มาละแซม ผู้สัมภาษณ์
ทองใบ วงศ์รัตน์, นาง, ประธานกลุ่มทอผ้าบ้านกอดู่ ต.แม่แรง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563, แสวง มาละแซม ผู้สัมภาษณ์
ศรีเลา เกษพรหม, นาย. อายุ 68, ปี นักวิชาการวัฒนธรรมท้องถิ่น สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม วันที่ 18 สิงหาคม 2565, แสวง มาละแซม ผู้สัมภาษณ์
เรณู วิชาศิลป์,รศ. อายุ 67 ปี, ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ .วันที่ 12 กันยายน 2565, แสวง มาละแซม ผู้สัมภาษณ์

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมุลงานวิจัยทางชาติพันธุ์: ยอง

ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร