ไทโย้ย

ชื่อเรียกตนเอง : ไทย้อย, โย่ย, โย้ย, ไทย้อย, ผู้ย้อย, ย้อย, ลาวย้อย

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : แข่, สร้อง, โด้ย, อี้, ไย

ตระกูลภาษา : ไท

ภาษาพูด : ลาว, ไทย, โย้ย, ไทอีสาน

ภาษาเขียน : ไทโย้ย

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 13 มิ.ย. 2566

641

ไทโย้ย เป็นชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน แม้ว่าชาวไทโย้ยจะมีชื่อที่ใช้เรียกตัวเองที่หลากหลายชื่อ เช่น โย่ย โย้ย ไทย้อย ผู้ย้อย ย้อย ลาวย้อย ชื่อเรียกเหล่านี้ล้วนหมายความถึง “ไทโย้ย” ทั้งสิ้น หากแต่มีมิติทางภาษาศาสตร์ และสำเนียง ที่ส่งผลให้ออกเสียงและสะกดคำแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ คำว่า “ไทโย้ย” แปลว่า“คน คน” การซ้อนคำเช่นนี้เพื่อให้ความหมายชัดเจน ในฐานะของ “คนที่มีอารยะ”

กลุ่มชาติพันธุ์ไทโย้ยจัดอยู่ในตระกูลภาษาไท-กะได แต่เดิมมีการตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองภูวา (ภูวดลสอางค์) ใกล้เมืองมหาชัยกองแก้วและเมืองหอมท้าวในดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ปัจจุบันอยู่ในแขวงคำม่วนประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งในอดีตดินแดนในแถบนี้เป็นของประเทศสยาม เมื่อเกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ผู้คนหลายกลุ่มชาติพันธุ์ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ถูกกวาดต้อนเข้ามาอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงเป็นจำนวนมาก ไทโย้ยที่อพยพเข้ามาในช่วงนั้นแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ

กลุ่มแรก เป็นไทโย้ยที่อพยพมาจากเมืองห้อมท้าวฮูเซ แล้วไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านม่วงริมห้วยยาม ต่อมาใน พ.ศ. 2380 ได้รับโปรดเกล้าฯ ยกขึ้นเป็นเมืองอากาศอำนวย ก่อนจะลดฐานะเป็นอำเภออากาศอำนวยในเวลาต่อมา

กลุ่มที่สอง เป็นไทโย้ยที่อพยพติดตามพระสุนทรราชวงศาไปอยู่เมืองยโสธร ได้ตั้งชุมชนอยู่ที่บ้านกุดลิง อำเภอเสลภูมิ ภายหลังได้ย้ายกลับมาบริเวณที่ตั้งบ้านม่วงริมยาม ยังคงใช้ชื่อบ้านเดิม ใน พ.ศ. 2404 ได้รับโปรดเกล้าฯ ยกขึ้นเป็นเมืองวานรนิวาส

และกลุ่มที่สาม เป็นไทโย้ยที่อพยพมาจากเมืองภูวาใกล้เมืองมหาชัยกองแก้ว ได้มาตั้งบ้านเรือนที่บ้านโพธิ์สว่างหาดยาวริมน้ำปลาหาง เมื่อพ.ศ. 2405 ทรงโปรดเกล้าฯ ยกขึ้นเป็นเมืองสว่างแดนดิน ต่อมาได้ย้ายที่ตั้งเมืองอยู่หลายครั้งจนมาตั้งที่บ้านหัน (อำเภอสว่างแดนดินในปัจจุบัน) นอกจากนี้ยังมีชุมชนโย้ยขนาดเล็กที่กระจัดกระจายทั่วไปในอำเภออากาศอำนวย อำเภอสว่างแดนดิน อำเภอวานรนิวาส และอำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร

การเปลี่ยนแปลงไปสู่ความทันสมัยได้ส่งผลโดยตรงต่ออัตลักษณ์ชาติพันธุ์ไทโย้ยเช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ หน่วยงานหลายภาคส่วนในจังหวัดสกลนคร จึงมีความเห็นร่วมร่วมกันในการฟื้นฟูอัตลักษณ์ ประเพณี ศิลปวัฒนธรรมไทโย้ย ผนวกกับนโยบายรัฐที่สนับสนุนให้นำเสนออัตลักษณ์ชาติพันธุ์เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว กลุ่มชาวไทโย้ยในพื้นที่อากาศอำนวยจึงฉกฉวยใช้ประเพณีไหลเรือไฟเนื่องในวันออกพรรษา ซึ่งเป็นประเพณีท้องถิ่น และพื้นที่ของการแสดงออกทางวัฒนธรรม ทั้งการละเล่น ศิลปะการแสดง และเสื้อผ้าการแต่งกาย พร้อมประกาศว่าเป็นวันรำลึกไทโย้ยไปพร้อมกัน งานไหลเรือไฟมีกำหนดชัดเจนในวันขึ้นหกค่ำ เดือนหกของทุกปี โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน และนำไปสู่การพัฒนาแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมไทโย้ยที่สำคัญสองแห่ง คือ 1) ศูนย์วัฒนธรรมไทโย้ย โรงเรียนอากาศอำนวยศึกษา และ 2) ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช เทศบาลตำบลอากาศอำนวย

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : ไทย้อย, โย่ย, โย้ย, ไทย้อย, ผู้ย้อย, ย้อย, ลาวย้อย

ไทโย้ย เป็นชื่อเรียกตัวเองของกลุ่มชาติพันธุไทโย้ยคำว่า โย้ย แปลว่า “คน” และคำว่าไท ยังแปลว่า “คน” ดังนั้น เมื่อเรียกว่าไทโย้ยจึงมีความหมายว่า “คน คน” (กิตติรัช พงษ์สิทธิศักดิ์, 2540: 10) เช่นเดียวกับชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไท ซึ่งคำว่า “ผู้” แปลว่า “คน” และความหมายดั้งเดิมของคำว่า “ไท” หรือ “ไต” คือ “คน” ซึ่งเป็นการยืนยันว่าตนเองเป็น “คน” โดยใช้คำว่า “ผู้” นำหน้าชื่อ การใช้คำว่า “ผู้” เข้าประกอบข้างหน้า เพื่อยืนยันว่าตนคือ “คน” เป็นการซ้อนคำให้มีความชัดเจนมากขึ้น (จิตรภูมิศักดิ์, 2544) ในฐานะ “คนที่มีอารยะ” (civilized man) ไม่ใช่คนป่า คนเถื่อน ไร้อารยธรรม นอกจากนี้ คำว่า “ไท” ยังมีนัยยะของการเป็นกลุ่มตระกูลไท อย่างไรก็ตาม ชื่อเรียกไทโย้ยถูกนำมาใช้ในการสื่อสารสาธารณะ ในแวดวงวิชาการ ส่งผลให้เกิดความคุ้นชินกับชื่อเรียกนี้มากกว่าชื่อเรียกอื่นที่หมายความถึงกลุ่มชาติพันธุ์ไทโย้ย

โย่ย ออกเสียงตามสำเนียงของชาวไทโย้ย

โย้ยซึ่งเพี้ยนตามสำเนียงของผู้เรียกที่มาจากแต่ละกลุ่ม

ไทยโย้ย ที่อิงกับความเป็นรัฐชาติและความเป็นคนไทย

ไทย้อย คำว่า “ย้อย” คือ คำว่า “โย้ย” ซึ่งเป็นสำเนียงที่ต่างกันทำให้เมื่อใช้อักษรไทยสะกดคำ เทียบเสียงแล้วจึงเขียนและอ่านต่างกัน

ผู้ย้อย ผู้ หมายถึง คน ในขณะที่คำว่า ย้อย ก็หมายถึง ชาวไทโย้ย เพียงแต่ต่างสำเนียงและสะกดต่างกัน

ย้อย หมายถึง “โย้ย” ในสำเนียงที่ต่างกัน

ลาวย้อย คำว่า “ลาว” ในที่นี้มีความเชื่อมโยงกับถิ่นฐานดั้งเดิมที่อพยพเคลื่อนย้ายมาจากประเทศลาว บรรพบุรุษเป็น “คนของประเทศลาว” ที่โยกย้ายมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยการเรียกตัวเองว่าลาวย้อยจึงสะท้อนตัวตนและที่มาของบรรพบุรุษ

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : แข่, สร้อง, โด้ย, อี้, ไย

แข่ เป็นชื่อที่ถูกเรียกโดยชาวจีน

สร้อง เป็นชื่อที่ถูกเรียกโดยชาวจีน

โด้ย เป็นชื่อที่ถูกเรียกโดยชาวเวียดนาม

อี้เป็นชื่อที่ถูกเรียกโดยคนนอกวัฒนธรรม แต่ยังไม่สามารถสืบค้นได้ว่าเป็นชนกลุ่มใด

ไยเป็นชื่อที่ถูกเรียกโดยคนนอกวัฒนธรรม แต่ยังไม่สามารถสืบค้นได้ว่าเป็นชนกลุ่มใด

ภาษา

ตระกูลภาษา : ไท

ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ไทโย้ยจัดอยู่ในตระกูลภาษาภาษาไท-กะได (Tai-Kadai Language Family)

ภาษาพูด : ลาว, ไทย, โย้ย, ไทอีสาน

ภาษาไทโย้ย มีความคล้ายคลึงกับภาษาไทญ้อและภาษาไทยอีสานบางคำแต่มีสำเนียงที่แตกต่างกันสำเนียงของชาวไทโย้ยจะมีความอ่อนหวานและช้ากว่า นิยมลากเสียยาว เช่น การออกเสียงสระอะจะลากเสียงเป็นสระอา ส่วนเสียงสระอาจะลากยาวเหมือนมีสระอาสามสี่ตัว และออกเสียงหนักทุกพยางค์ ทำให้บางคำไม่สามารถถอดเสียงออกเป็นตัวหนังสือเขียนให้ตรงสำเนียงได้ ภาษาไทโย้ยไม่มี “ฟ” แต่จะใช้ “พ” แทน นอกจากนี้อัตลักษณ์ของภาษาไทโย้ย มักมีสร้อยคำว่า“ฮ่อ ” ท้ายประโยค อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันชาวโย้ยคนใหม่ โดยเฉพาะเยาวชนจะพูดสำเนียงที่เร็วขึ้น เช่นคำว่า “เสอ” เปลี่ยนเป็น “ไส” คำว่า “ฮ่อ” เปลี่ยนเป็น “เฮาะ” เป็นต้น นอกจากภาษาของตนเองแล้ว ชาวไทโย้ยยังมีการใช้ภาษาอีสาน และภาษาไทยกลาง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญภาษาไทยกลางมากกว่าภาษาไทโย้ย

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : ไทโย้ย

ภาษาไทโย้ย ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน ปัจจุบันจึงใช้ตัวอักษรไทยในการสะกดคำ

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ

ในระยะแรกเริ่มหลังจากการอพยพมาจากประเทศลาว ชาวไทโย้ยได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่อำเภออากาศอำนวยอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร อย่างไรก็ตาม การที่มีผู้นำในการเคลื่อนย้ายหลากหลายกลุ่ม ประกอบกับพื้นที่ตั้งชุมชนส่วนใหญ่ประสบกับภัยพิบัติ น้ำท่วมน้ำแล้ง โรคภัยไข้ เจ็บการอพยพโยกย้ายเพื่อหาทำเลที่ตั้งชุมชนที่เหมาะสมจึงเกิดขึ้นบ่อยครั้งกระทั่งปัจจุบัน ชาวไทโย้ยในประเทศไทย กระจายตัวตั้งถิ่นฐาน ในพื้นที่ 5 อำเภอ ของจังหวัดสกลนคร โดยมีการกระจายตัวอย่างหนาแน่นในอำเภออากาศอำนวยและอำเภอวานรนิวาส และมีการอาศัยอย่างกระจัดกระจายในอำเภอสว่างแดนดิน อำเภอพังโคน และอำเภอบ้านม่วง

ตามประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน ชาวไทโย้ยอพยพมาจากบ้าน “ห้อมท้าวฮูเซ” หรือ “ฮ่อมท้าวฮูเซ” แขวงคำม่วน สปป.ลาว ซึ่งเป็นพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงจากนั้นจึงอพยพเคลื่อนย้ายมาตั้งชุมชนบริเวณ “บ้านม่วงริมยาม” ปัจจุบันเป็นพื้นที่เขตเทศบาลตำบลอากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ซึ่งอยู่ติดแม่น้ำยามอันเป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง เช่นเดียวกับชาวโย้ยที่ไปตั้งชุมชนอยู่ที่อื่นใกล้เคียงที่มักตั้งชุมชนใกล้แหล่งน้ำ เช่น กลุ่มโย้ยที่อพยพมาจากเมืองภูวาซึ่งได้มาตั้งบ้านโพธิ์สว่างหาดยาวริมน้ำปลาหาง บ้านสว่างเก่า อำเภอพรรณานิคมในปัจจุบัน หรือกลุ่มที่ตั้งอยู่บ้านกุดลิง (อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ดในปัจจุบัน) ซึ่งได้อพยพกลับมาตั้งอยู่ใกล้ชุมชนบ้านม่วงริมยาม ทั้งนี้ไทโย้ยที่มาจากบ้านกุดลิง เมืองยโสธรได้มาตั้งอยู่บ้านกุดแร่ (ตำบลแร่ อำเภอพังโคนในปัจจุบัน) แต่ยังคงใช้ชื่อเดิมของ "บ้านกุดลิง" ด้วย ภายหลังได้อพยพครัวโย้ยหนีความแห้งแล้งมาอยู่ “บ้านชุมแสงหัวนา” โดยยังคงใช้ชื่อบ้านกุดลิงเช่นเดิม ต่อมาใน พ.ศ. 2404 บ้านกุดลิง ยกฐานะเป็น “เมืองวานรนิวาส”

นอกจากชุมชนไทโย้ยที่กระจุกตัวในตัวเมืองอากาศอำนวยและวานรนิวาสแล้ว ยังมีชุมชนโย้ยที่อยู่รอบนอกอีกหลายชุมชนที่ได้แยกออกจากชุมชนใหญ่เพื่อแสวงหาแหล่งทำกินใหม่ในช่วงที่ผ่านมา เช่น ชุมชนโย้ยที่บ้านโพนแพง ตำบลหนองสนม อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร โดยเดิมนั้นชาวบ้านโพนแพงอยู่ที่บ้านชาด (ปัจจุบันเป็นบ้านร่าง) ซึ่งก็แยกออกจากบ้านกุดลิง (วานรนิวาส) อีกทอดหนึ่งเช่นกัน โดยบ้านชาดตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกห่างจากบ้านกุดลิงราว 1 กิโลเมตร สำหรับสาเหตุที่แยกจากบ้านชาดมาเพราะเกิดโรคระบาด บางพวกได้หนีกลับไปบ้านกุดลิง ส่วนพวกที่อพยพมาตั้งบ้านโพนแพงนั้นส่วนใหญ่เป็นเครือญาติกัน (สมศักดิ์ ศรีสันติสุข และคนอื่นๆ, 2540: 33)

เป็นที่น่าสังเกตว่าชุมชนชาวไทโย้ย โดยเฉพาะกลุ่มที่นำโดยท้าวจันโสม (บ้านกุดลิง) และกลุ่มที่นำโดยท้าวเทพกัลยา (บ้านโพธิ์สว่างหาดยาวริมน้ำปลาหาง) มีการย้ายที่ตั้งชุมชนอยู่หลายครั้ง ซึ่งในกรณีกลุ่มที่นำโดยท้าวจันโสมนั้น ระยะแรกเป็นการเคลื่อนย้ายตามผู้นำคือพระสุนทรราชวงศา (ฝ้าย) เจ้าเมืองนครพนมและควบตำแหน่งเมืองยโสธร โดยข้ามจากลุ่มน้ำยามไปอยู่ที่ลุ่มน้ำชี จากนั้นจึงเป็นการเคลื่อนย้ายเพราะหนีความแห้งแล้งจนมาตั้งที่ตัวเมืองวานรนิวาสในปัจจุบัน ส่วนกลุ่มที่นำโดยท้าวเทพกัลยานั้น เคลื่อนย้ายห่างจากเมืองสกลนครโดยเริ่มจากห่างบ้านโพธิ์สว่างหาดยาวริมน้ำปลาหาง (ปัจจุบันคือบ้านสว่างเก่า อำเภอพรรณานิคม) และย้ายมาตั้งบ้านเดื่อศรีคันไชย (ปัจจุบันคือบ้านเดื่อศรีคันไชย อำเภอวานรนิวาส) แล้วจึงย้ายไปที่บ้านโคกสี (ปัจจุบันบ้านโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน) ก่อนจะย้ายมาตั้งที่บ้านหัน อำเภอสว่างแดนดินในปัจจุบัน

ในส่วนของกลุ่มชุมชนโย้ยที่นำโดยท้าวสีสุราช (บ้านม่วงริมยาม) แม้จะไม่มีการเคลื่อนย้ายที่ตั้งเมืองใหม่ หากแต่หลังจากมีการยุบอำเภออากาศอำนวยลงเป็นตำบลในปี พ.ศ. 2458 แต่ยังปรากฏความพยายามที่จะตั้งเป็นอำเภอหรือกิ่งอำเภอขึ้นมาอีก โดยระยะแรกใน พ.ศ. 2469 ได้มีการรวบรวมผู้คนจาก 7 ตำบล คือ บ้านแพง บ้านแวง บ้านนาทม บ้านข่า บ้านเดื่อ บ้านนาหว้า และบ้านสามผง ขอตั้งเป็นกิ่งอำเภออากาศอำนวยขึ้นที่บ้านสามผง แต่ที่ตั้งแห่งนี้มีปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก จึงได้ย้ายมาที่บ้านเวินชัย ซึ่งอยู่ใกล้ลำน้ำสงครามแต่ยังประสบปัญหาน้ำท่วมอีก จึงย้ายมาที่บ้านท่าบ่อตั้งอยู่บริเวณปากน้ำสงครามบรรจบลำน้ำยาม ซึ่งถึงแม้ว่าจะอุดมสมบูรณ์ด้วยปลาและสัตว์น้ำอื่น ๆ แต่ยังเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมบริเวณที่ทำการสำคัญของราชการในฤดูน้ำหลากเสมอ จึงได้ย้ายมาตั้งที่บ้านศรีสงครามใน พ.ศ. 2496 จนภายหลังใน พ.ศ. 2506 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้มาตรวจราชการและเห็นว่าพื้นที่ตั้งตำบลวาใหญ่ ตำบลอากาศ ตำบลโพนแพง และตำบลโพนงามนั้น อยู่ห่างไกลจากอำเภอวานรนิวาสทำให้การติดต่อกับอำเภอไม่สะดวก ประกอบกับมีปัญหาการแทรกซึมของลัทธิคอมมิวนิสต์ ดังนั้น จึงให้รวมทั้ง 4 ตำบลยกฐานะขึ้นเป็นกิ่งอำเภออากาศอำนวยโดยขึ้นกับอำเภอวานรนิวาส และได้รับการยกขึ้นเป็นอำเภออากาศอำนวยใน พ.ศ. 2508

ปัจจัยหลักในการย้ายที่ตั้งชุมชนทั้งระดับและเมืองหรือศูนย์กลางเมืองของชุมชนโย้ย คือ ได้รับการขับเคลื่อนจากปัจจัยทางธรรมชาติ ทั้งโรคระบาด ความแห้งแล้ง โดยเฉพาะปัญหาจากน้ำท่วม รวมทั้งปัจจัยทางการเมือง เช่น ภัยความมั่นคง (ทั้งจากญวนในสมัยรัฐจารีตและภัยคอมมิวนิสต์ในสมัยสงครามเย็น) การย้ายตามผู้นำ หรือการแย่งชิงไพร่พลและผลประโยชน์ของเมืองใหญ่ ดังกรณีบ้านม่วงริมยามในระยะแรกที่ไม่ยอมสมัครใจอยู่กับพระยาประจันตประเทศธานี เจ้าเมืองสกลนคร ดังนั้น พระสุนทรราชวงศา เจ้าเมืองนครพนมและเมืองยโสธรจึงได้แจ้งมาที่กรุงเทพฯและขอโปรดเกล้าฯยกบ้านม่วงริมยามเป็นเมืองอากาศอำนวยและให้ขึ้นกับเมืองนครพนม โดยได้ทรงมีสารตราถึงเมืองต่างๆ ให้จัดแบ่งเขตแดนให้แก่เมืองอากาศอำนวยเพื่อให้ไพร่พลทำมาหากิน เช่น เมืองหนองหาน เมืองสกลนคร เมืองไชยบุรี พร้อมทั้งรายงานเขตแดนให้กรุงเทพฯทราบด้วย (กองจดหมายเหตุแห่งชาติ, 2396: เลขที่ 31) ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้ทางกรุงเทพฯตระหนักดี โดยเฉพาะในช่วงหลังเหตุการณ์เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันท์ในปลายรัชกาลที่ 3 จนถึงรัชกาลที่ 4ซึ่งได้มีนโยบายสนับสนุนการตั้งเมืองใหม่ๆขึ้น ทำให้มีการตั้งเมืองใหม่จำนวนมากในช่วงนี้ และอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างผู้นำท้องถิ่น โดยเฉพาะปัญหาเขตแดนและไพร่พลซึ่งเป็นที่มาของผลประโยชน์ คือ แรงงานและผลผลิต ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีสารตราส่งไปยังเมืองต่างๆเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว “.... นายไพร่ยกครอบครัวอยู่กับหัวเมืองใด ยกให้อยู่ทำราชการขึ้นอยู่กับหัวเมืองนั้น ถ้าหัวเมืองบ่าวไพร่มาก ควรจะตั้งเป็นเมือง ก็ให้จัดแจงตั้งเป็นเมืองและให้ทำราชการกับหัวเมืองใหญ่ดังแจ้งอยู่แล้ว....” (กองจดหมายเหตุแห่งชาติ, 2396: เลขที่ 65)

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

ผศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี มหาวิทยาลัยนครพนม

เอกสารอ้างอิง :

กิตติรัช พงษ์สิทธิศักดิ์. (2540). การปรับเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในบุญยอธาตุของไทยโย้ยบ้านเดื่อศรีคันไชย ตำบลศรีคันไชย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร, หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาไทยคดีศึกษา (เน้นมนุษยศาสตร์) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

คมทวน สกลไท. (2537).” เที่ยวเมืองไทย : ไทยโย้ย”. ไทยรัฐ 22 สิงหาคม . หน้า 11.

จดหมายเหตุแห่งชาติ, กอง. (2396). จดหมายเหตุ ณ. 4 สารตราตั้งเมืองนครพนม เรื่องตั้งเมือง
อากาศอำนวย
จ.ศ.1215, เลขที่ 31.

จดหมายเหตุแห่งชาติ, กอง. (2396). จดหมายเหตุ ร. 4 สารตราถึงเมืองสกลนคร เรื่อง เมืองอากาศอำนวย จ.ศ.1215, เลขที่ 65.

จิตรภูมิศักดิ์. (2544). ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เคล็ดไทย.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. (2503). นิทานโบราณคดี. พระนคร: เขษมบรรณกิจ.

เทศบาลตําบลอากาศอํานวย, สํานักงาน. (2548). ประวัติศาสตร์ไทโย้ยบ้านอากาศ อําเภออากาศอํานวย จังหวัดสกลนคร. สกลนคร: สํานักงานเทศบาลตําบลอากาศอํานวย.

พรรณอร อุชุภาพ. (2538). ลักษณะชาติพันธุ์ไทโย้ย บ้านอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร. ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดสกลนคร สถาบันราชภัฏสกลนคร.

ฟองจันทร์ อรุณกมล. (2541). วิถีการดำเนินชีวิตของชาวไทยโย้ยบ้านอากาศ ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร. หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาไทยคดีศึกษา(เน้นสังคมศึกษา) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

สมศักดิ์ ศรีสันติสุข และคนอื่นๆ. (2540). วิถีครอบครัวและชุมชนชาติพันธุ์ไทยโย้ย บ้านโพนแพง ตำบลหนองสนม อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร. กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ คณะอนุกรรมการวิจัยวัฒนธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.

องค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร, สำนักงาน. (2528). ประวัติจังหวัดสกลนคร. กรุงเทพฯ: จินดาสาส์น.

สัมภาษณ์ :

นายคํามอญ เหง้าละคร, บ้านเลขที่ 70 หมู่ 17 ตําบลอากาศ อําเภออากาศอํานวย จังหวัดสกลนคร, วันที่ 8 พฤษภาคม 2548

นายไพรี อินธิสิทธิ์, อยู่บ้านเลขที่ 168 หมู่ที่ 3 ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร, วันที่ 8 พฤษภาคม 2548

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ : ไทโย้ย