ปลัง

ชื่อเรียกตนเอง : ปลัง คาปลัง

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ลัวะ ปะหล่อง ไตหลอย สามเต้า ปู้หลัง

ตระกูลภาษา : ออสโตรเอเชียติก

ภาษาพูด : ปลัง

ภาษาเขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 19 มิ.ย. 2566

698

“ปลัง” เป็นคำที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง แปลว่า หน่อต้นกล้วย จากตำนานเล่าว่า ในระหว่างการอพยพของชาวปลังและชาวลัวะ ชาวปลังทำกับข้าวล่าช้ากว่าชาวลัวะ เมื่อชาวลัวะต้มปูที่สุกง่ายเสร็จแล้วจึงเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ขณะที่ชาวปลังต้มปลา หรืออีกตำนานระบุว่า ต้มไข่ ซึ่งเป็นอาหารที่ใช้เวลาสุกค่อนข้างช้า ชาวปลังจึงเดินทางตามไปได้ล่าช้า จนทำให้ต้นกล้วยงอกหน่อขึ้นมาทั้งหมด และตามชาวลัวะไม่ทัน ชาวปลังจึงกลับมาอยู่ที่เดิม ซึ่งเป็นที่ตั้งถิ่นฐานในปัจจุบันบริเวณพื้นที่รอยต่อระหว่างจีนกับพม่า บางครั้งชาวปลังจะเรียกตนเองว่า “คาปลัง (Hka Plang)” แปลว่า ข้างบน เพราะชาวปลังอาศัยบนพื้นที่สูง ความหมายข้างต้นสอดคล้องกับคำว่า ชาวเขา สำหรับคนอื่นจะเรียกชาวปลังแตกต่างกันออกไปตามพื้นที่ เช่น “ปู้หลาง/ปู้หลั่ง” (Bulang/Bulong) “ปางชุง” (Pang Chung) “ขาเปะ” หรือ “คนดอย” ส่วนชื่อทางการมักเรียกว่า “ลัวะ” แปลว่า ชาวเขา ประกอบกับภาษาของชาวปลังใกล้เคียงกับชาวลัวะ อีกทั้งชาวปลังมักแนะนำตัวกับบุคคลภายนอกว่าตนเองเป็นชาวลัวะ นอกจากนี้ นักวิชาการบางพื้นที่เรียกชาวปลังในจังหวัดเชียงรายว่า “ปะหล่อง” ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด ทั้งนี้ ชาวปลังมีความพึงพอใจที่จะให้เรียกว่า “ปลัง” หรือ “ปลาง” มากกว่าชื่ออื่น

ชาวปลังเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานมาอย่างยาวนาน เดิมอาศัยอยู่ในพื้นที่รอยต่อระหว่างประเทศเมียนมาและจีน ตั้งแต่ประมาณ 206-220 ปีก่อนคริสตกาล ชาวปลังในประเทศจีน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตสิบสองปันนา ส่วนชาวปลังในประเทศเมียนมาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในรัฐฉาน ที่เมืองลา เมืองยาง และเมืองเชียงตุง เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ชาวปลังต้องอพยพมาหางานทำในประเทศไทยมีหลายเหตุผล เหตุผลหลัก เป็นการหลบหนีทหารและการถูกกดขี่ของชาวไทใหญ่และเมียนมา ประกอบกับความต้องการในการแสวงหาอาชีพเพื่อให้มีชีวิตที่ดีกว่า จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชนกลุ่มนี้มีการอพยพเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดน สำหรับเส้นทางการอพยพของชาวปลัง ทั้งเมืองยางหรือเมืองลา ส่วนใหญ่จะต้องเดินทางมายังเมืองเชียงตุง จากนั้นจะเข้ามาบริเวณแม่สายหรือแม่จัน จังหวัดเชียงราย ปัจจุบันพบชาวปลังอาศัยในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย นอกจากนี้ชาวปลังบางส่วนยังมีการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณจังหวัดปริมณฑลเพื่อประกอบอาชีพเป็นแรงงาน เช่น จังหวัดนครปฐม ทั้งนี้ ในส่วนของข้อมูลการอพยพของชาวปลังมายังประเทศไทยยังไม่ปรากฎหลักฐานที่ชัดเจน แต่มีการคาดประมาณว่า ชาวปลังเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยในช่วง พ.ศ. 2513-2520 เป็นต้นมา ปัจจุบันมีประชากรประมาณ 1,200 คน

ด้านอัตลักษณ์วัฒนธรรมของชาวปลัง เป็นกลุ่มที่มีอัตลักษณ์วัฒนธรรมที่โดดเด่น มีภาษาปลังเป็นของตนเอง ปัจจุบันมีการใช้ภาษาไทใหญ่ ภาษาลาหู่ และภาษาไทยร่วมด้วย ภาษาปลังจึงมีความเสี่ยงต่อการสูญหายในอนาคต ด้านเศรษฐกิจเดิมชาวปลังประกอบอาชีพทำการเกษตร เก็บหาของป่า และทำการค้าขายด้วยตนเองเป็นหลัก ปัจจุบัน ได้มีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเข้ามาเป็นแรงงาน ส่วนการนับถือศาสนา ชาวปลังในจังหวัดนครปฐมส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ รองลงมาเป็นศาสนาคริสต์ และบางส่วนยังมีความเชื่อเรื่องผี อย่างไรก็ตามแม้ชาวปลังส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ แต่ไม่สามารถรวมกลุ่มกันได้มากนัก แตกต่างจากชาวปลังที่นับถือศาสนาคริสต์ซึ่งมีโบสถ์ของตนเอง คือ “คริสตจักรปลังนครปฐม” ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 2008 คริสจักรเป็นศูนย์รวมจิตใจและทำให้ชาวปลังได้ทำกิจกรรมร่วมกันอย่างแน่นแฟ้น เช่น การวิจัยทางด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภาษาของตนเอง

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : ปลัง คาปลัง

ปลัง คาปลัง สำหรับชาวปลังจะเรียกตนเองว่า “ปลัง” ซึ่งการเขียนด้วยตัวอักษรภาษาไทยจะออกเสียงได้ตรงเสียงไม่ผิดเพี้ยน บางครั้งชาวปลังเรียกตนเองว่า “คาปลัง” (Hka Plang) แปลว่า “ข้างบน” เพราะชาวปลังอาศัยอยู่ในพื้นที่สูงห่างไกลจากตัวเมือง คำนี้มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “ชาวเขา”

สำหรับคำว่า “ปลัง” แปลว่า “หน่อต้นกล้วย” มีตำนานเล่าต่างกัน 2 สำนวน แต่พิจารณาจากเนื้อหาแล้วเป็นเรื่องเดียวกัน เรื่องแรกเล่าว่า

“...ครั้งหนึ่งนานมาแล้วเมื่อชาวปลังและชาวเลอเวือะ/ลัวะต่างอพยพกัน ชาวปลังทำกับข้าวช้ากว่าชาวเลอเวือะ/ลัวะ ชาวเลอเวือะ/ลัวะเลยเดินทางไปก่อน กับข้าวที่ว่านั้นก็คือชาวเลอเวือะ/ลัวะต้มปู แต่ชาวปลังต้มปลา เมื่อปูสุกสามารถสังเกตได้ง่ายเพราะตัวจะเปลี่ยนเป็นสีแดง พอเห็นว่าปูสุก ชาวเลอเวือะ/ลัวะเลยเดินทางไปก่อน โดยชาวเลอเวือะ/ลัวะบอกว่าพวกเขาจะตัดต้นกล้วยทิ้งไว้เป็นร่องรอยให้เดินตาม ส่วนชาวปลังก็รอแล้วรอเล่าเพื่อให้แน่ใจว่าปลาสุก พอเดินตามไปปรากฏว่าต้นกล้วยงอกหน่อยาวขึ้นมาหมดแล้ว ทำให้เลยตามไปไม่ถูก ก็เลยกลับมาอยู่ที่เดิมคือบริเวณที่เป็นที่ที่ชาวปลังอาศัยกันอยู่ในปัจจุบันในเขตรอยต่อระหว่างจีนกับพม่า...” (สัมภาษณ์ นายแก้ว บุญทอง และนายคำมุล วงค์มานะ, 2558)

สำนวนที่สองต่างจากสำนวนแรกคือเปลี่ยนจากปลาเป็นไข่ โดยเล่าว่า

“...ผู้ใหญ่เขาเคยเล่าให้ฟังว่าปลังกับลัวะเราก็เป็นอันเดียวกันแหละ แต่ว่าเขาไปก่อนก็ไปตัดต้นกล้วย เพราะว่าตัดต้นไม้กล้วยแล้วมันงอกใหม่ ..คนลัวะเขาไปก่อนเราไปก็เลยคิดว่าไปก็ตามเขาไม่ทันแล้ว เขาไปก่อน.. แล้วก็มีเกี่ยวกับการต้นปู-ต้มไข่ ไข่ต้มเท่าไหร่มันก็ขาวไม่สุก แต่ต้มปูเนี้ยต้มแปปเดียวมันก็สุก คนต้มไข่ก็รอกว่ามันจะสุก แต่คนต้มปูพอสุกก็กินเสร็จแล้วก็ไป คนต้มไข่ยังไงมันก็ไม่สุก เพราะเป็นสีขาว คนที่ต้มปูก็เลยไปก่อน...” (สัมภาษณ์ นายจัน สีใส และคณะ, 2558)

จากตามตำนานข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมของทั้งสองกลุ่มชาติพันธุ์ ในอดีตชาวปลังกับชาวเลอเวือะ/ลัวะเคยอาศัยอยู่ร่วมกันมาก่อน หากพิจารณาในมิติภาษาของทั้งสองกลุ่มถือว่ามีภาษาที่ใกล้เคียงกัน อีกทั้งยังมีระบบโครงสร้างทางสังคมที่คล้ายคลึงกัน

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ลัวะ ปะหล่อง ไตหลอย สามเต้า ปู้หลัง

ลัวะ คนไทยในเขตเชียงรายมักเรียกชาวปลังว่า “ลัวะ” ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายกว้าง หมายถึง กลุ่มคนที่เป็นชาวเขา เป็นกลุ่มคนที่อยู่มาก่อนคนเมือง จึงเป็นกลุ่มคนที่คนไทย (คนเมือง) คุ้นเคยและรู้จักเป็นอย่างดี อีกทั้งการที่ชาวปลังและชาวลัวะมีภาษาที่ใกล้เคียงกัน ประกอบกับเหตุผลทางการเมือง เมื่อครั้งที่ชาวปลังอพยพเข้ามาอยู่ที่จังหวัดเชียงรายและเกรงว่าจะถูกจับกุมและเพื่อให้คนอื่นรู้จักตนเองจึงบอกกับคนไทยว่าเป็น “ลัวะ” ที่ได้รับการเรียกอย่างเป็นทางการว่า “ลัวะ” เมื่อ พ.ศ.2529 เป็นต้นมา (ฉวีวรรณ ประจบเหมาะ และคณะ, 2555: 44) นอกจากนี้ยั งพบว่าทางหน่วยงานราชการและนักวิชาการบางสำนักมักเรียกชาวปลังในที่พบใน อำเภอแม่จันและอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายว่า “ปะหล่อง” ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด (งานวิจัยกลุ่มชาติพันธุ์ปลังสภาคริสตจักรฯ, มปป.)

ปู้หลาง ปางซุง คนจีนจะเรียกชาวปลังว่า “ปู้หลาง” หรือ “ปู้หลั่ง” (Bulang/Bulong) นอกจากนี้ชาวจีนยังเรียกอีกชื่อหนึ่งด้วยว่า “ปางชุง” (Pang Chung) คำว่า “ชุง” อาจเป็นชื่อของสถานที่

ขาแปะ ชาวอ่าข่าเรียกคนปลังว่า “ขาเปะ”

คนดอย สามเต้า ชาวไทใหญ่จะเรียกปลังว่า “คนดอย” เนื่องจากส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนดอย มีบางที่เรียกว่า “สามเต้า” ซึ่งมาจากชื่อของหมู่บ้านที่มีชื่อเรียกเต็มว่า “ปลังสามเต้า”

แต่ทว่า ชาวปลังมีความพึงพอใจที่จะให้เรียกว่า “ปลัง” หรือ “ปลาง” มากกว่าชื่อเรียกข้างต้น

ไตดอย ไตหลอย เป็นชื่อเรียกชาวปลังที่คนในพื้นที่ราบเมืองเชียงตุง ประเทศเมียนมา ใช้เรียก

ชาวปลัง เนื่องจากเป็นกลุ่มชนชาติไท ที่อาศัยในพื้นที่สูง หรือบนดอย ( ไต หมายถึง ไท / หลอย หมายถึง ดอย) (พลวัฒ ประพัฒน์ทอง, 2564)

ในทางตรงกันข้าม ชาวปลัง จะเรียกคนจีนว่า “ฮ้อ” หรือ “ฮู่” เรียกชาวไทใหญ่ ว่า “แสม” “เซม” (ซึ่งแสม หรือ เซม คือ สยาม) เรียกอาข่าว่า “ก๊อ” หรือ “ก่อ” (ไทใหญ่เรียกอาข่าว่า อีก้อ) เรียกลาหู่ว่า “มูเซอ” หรือ “กวุ่ย” แต่ถ้าเรียกกันเพื่อไม่ให้ชาวลาหู่รู้ว่ากำลังพูดถึงชาวลาหู่จะเรียกว่า “ล่องยอง” แปลว่า เสาตั้ง ซึ่งเป็นชื่อที่ทราบที่มาหรือสาเหตุในการเรียกชื่อดังกล่าว ชาวปลังจะเรียกชื่อชาวลาหู่ตามชาวไทใหญ่ ซึ่งเรียกชาวลาหู่ว่า “ตะกุ่ย” (ตากุ่ย) เรียกชาวเลอเวือะว่า “วะปวน” เรียกว้าว่า “หวะสะละ” (คำว่า สะละ แปลว่า สีแดง) เรียกลีซูว่า “ลิซอ” เรียกม้งว่า “เมี่ยว” (กลุ่มนี้ไม่ปรากฏอยู่ในเขตที่ชาวปลังอยู่อาศัย) เรียกกะฉิ่น ว่า “คัง” (ไม่มีความหมาย) และสุดท้ายเรียกฝรั่ง (ชาวยุโรป) ว่า “กุหละ”

ภาษา

ตระกูลภาษา : ออสโตรเอเชียติก

ตระกูลภาษาย่อย : ปะหล่องตะวันออก

ภาษาปลังจัดอยู่ในภาษาออสโตรเอเชียติก (Austro-Asiatic) กลุ่มเหนือ สาขาย่อยปะหล่องตะวันออก (East-Palaungic) ในกลุ่มว้า (Waic) สาขาย่อยบูหลัง/ปูหลัง (Bulang) ในสาขาย่อยเดียวกันมีภาษาปลัง
บลัง (Blang) และฟัง (Phang) (Suchada, 2004) ภาษานี้มีความใกล้เคียงกันกับภาษาเลอเวือะ ว้า และดาราอาง อย่างไรก็ตาม ภาษาของชาวปลังในแต่ละหมู่บ้านจะมีสำเนียงและคำศัพท์บางคำที่แตกต่างกันบางครั้งอาจไม่สามารถสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ

ภาษาพูด : ปลัง

การที่ชาวปลังเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งถิ่นฐานบริเวณรอยต่อระหว่างพรมแดนประเทศเมียนมากับจีน ทำให้สามารถพูดภาษาได้มากกว่า 1 ภาษา ชาวปลังบางกลุ่ม เช่น ที่เมืองยางจะใช้ภาษาลาหู่เป็นภาษากลาง รองลงมาเป็นภาษาไทใหญ่ ส่วนชาวปลังที่อาศัยอยู่บริเวณเมืองเชียงตุงจะใช้ภาษาไทใหญ่เป็นภาษากลาง (สัมภาษณ์ นายแก้ว บุญทอง, 2558) การปรับตัวในการใช้ภาษาเพื่อให้สามารถสื่อสารกับผู้คนกลุ่มอื่นๆ เป็นทุนทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่ทำให้ชาวปลังที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยสามารถสื่อสารภาษาไทยได้

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

ภาษาของชาวปลัง ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน หากแต่ผู้ที่บวชเรียนจะสามารถอ่านอักษรธรรมล้านนาได้ เนื่องจากต้องอ่านคาถาและเอกสารโบราณกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ดังที่ปรากฎในตำราการทำนายด้วยกระดูกไก่ของชาวปลังบ้านห้วยน้ำขุ่นได้จารึกด้วยอักษรธรรมล้านนา (พลวัตร ประพัฒน์ทอง, 2556, 14)

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ

การตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวประชากร :

จากข้อมูลการสัมภาษณ์ชาวปลัง ระบุว่า เส้นทางการอพยพของชาวปลังในประเทศไทย พื้นที่แรกที่ชาวปลังได้อพยพเข้ามา คือ อำเภอแม่จัน อำเภอแม่สาย บ้านห้วยน้ำขุ่น อำเภอแม่สรวย อำเภอเวียงป่าเป้า
อำเภอแม่ฟ้าหลวง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ปัจจุบันชาวปลังได้มีการเปลี่ยนแปลงการตั้งถิ่นฐานโดยการอพยพเข้ามาในอำเภอเมืองจำนวนมากขึ้น จากนั้นชาวปลังจะเดินทางไปยังจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะในจังหวัดปริมณฑลรอบกรุงเทพฯ ที่มีสวนกล้วยไม้ หรือในพื้นที่ที่มีชาวปลังอยู่อาศัยมาก่อนเพื่อจะได้ให้ความช่วยเหลือกัน

ชาวปลังที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในเขตจังหวัดกรุงเทพฯ และปริมณฑล กระจายตัวตั้งถิ่นฐานบริเวณอำเภอคลองโยง ทวีวัฒนา อำเภอพุทธมณฑล ศาลายา อำเภอพุทธมณฑล ศาลาธรรมปลาง อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ วัดหลักสาม เขตหนองแขม กรุงเทพฯ ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง และตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร นอกจากนี้ชาวปลังยังกระจายตัวตั้งถิ่นฐานในจังหวัดอื่น เช่น สุโขทัย เชียงใหม่ ลำปาง ซึ่งมีจำนวนน้อยและไม่ได้มีการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ชาวปลังส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามบ้านเช่า บางคนสามารถเข้าถึงสถานะบุคคล มีบางส่วนที่ไม่สามารถเข้าถึงสถานะบุคคล ทำให้สมัยแรกที่เข้ามาอยู่ในไทยไม่กล้าออกไปพบปะกับผู้คนภายนอก มักหลบอยู่ในสวนหรือโรงงาน (สัมภาษณ์ นายแก้ว บุญทอง, 2558) พื้นที่ที่ชาวปลังอาศัยอยู่นั้นจะเป็นพื้นที่สวนกล้วยไม้ สวนผัก และโรงงานที่อยู่รอบกรุงเทพฯ เพราะเป็นพื้นที่ที่ต้องการแรงงานจำนวนมาก และต้องการแรงงานราคาถูก

จากข้อมูลการสำรวจประชากรชาวปลังเมื่อ ค.ศ. 2000 มีชาวปลังในประเทศจีน 91,822 คน และจากการสำรวจของ Joshua Project พบว่า มีชาวปลังในเขตรัฐฉานของประเทศพม่าราว 13,000 คน (งานวิจัยกลุ่มชาติพันธุ์ปลังสภาคริสจักรฯ, มปป.) ส่วนในประเทศไทย ยังไม่มีการสำรวจจำนวนประชากรที่แน่นอน แต่คาดว่ามีจำนวนประชากรประมาณ 1,200 คน ในอดีตชาวปลังจะไม่กล้าแสดงตน แต่ปัจจุบันชาวปลังส่วนหนึ่งมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น เพราะมีรายการโทรทัศน์มาทำสารคดีเรื่องราวของพวกเขา อีกทั้งจังหวัดนครปฐมได้ทำการเชิญชาวปลังไปทำการแสดงในงานสำคัญของจังหวัด

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เอกสารอ้างอิง :

ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ และคณะ. ปริศนาวงศาคณาญาติ “ลัวะ”. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร องค์การมหาชน, 2555.

ทีมงานวิจัยกลุ่มชาติพันธุ์ปลังสภาคริสตจักรฯ, มปป. จุลสารประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ปลัง. นครปฐม, มปป. (เอกสารอัดสำเนา)

พลวัฒ ประพัฒน์ทอง. (2556). การทำนายชีวิตด้วยกระดูกไก่ของกลุ่มชาติพันธุ์ ต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงราย. ใน วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 (ม.ค.-มิ.ย.) 2556 หน้า 1-24

พลวัฒ ประพัฒน์ทอง เชิดชาย หิรัญญโร และพวงผกา ธรรมิ. (2564). “อายก” พื้นที่พุทธศาสนาของกลุ่มคนปลัง (ไตหลอย-ลัวะ) ใน วารสารไทยศึกษา .ปีที่ 17 ฉบับที่ 2 กรกฏาคม-ธันวาคม 2564. หน้า 1-24

พลวัฒ ประพัฒน์ทอง เชิดชาย หิรัญญโร และพวงผกา ธรรมิ. (2563). ชาติพันธุ์สัมพันธ์ในพื้นที่ของพุทธศาสนาของกลุ่มปลัง(ไตดอย-ลัวะ). กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Suchada Giaphong. Plang Grammar as Spoken in Huay Namkhun Village, Chiang Rai Province. Thesis in the Degree of Master of Arts (Linguistic), Faculty of Graduate Studies, Mahidol University, 2004.

สัมภาษณ์ :

สัมภาษณ์รายบุคคล

แก้ว นามเมิน. นาย. วัดจันทราราม. บ้านสันก้างปลา ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย.19 ธันวาคม 2564. ศิราพร ทิพย์รัตน์ ผู้สัมภาษณ์

แก้ว บุญทอง, นาย, บ้านเลขที่ 26/13 ม.3 วัดมะเกลือ อ.คลองโยง จ.นครปฐม, วันที่ 23 ธันวาคม 2558. พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ ผู้สัมภาษณ์

คำมุล วงค์มานะ, นาย, บ้านเลขที่ 26/13 ม.3 วัดมะเกลือ อ.คลองโยง จ.นครปฐม, วันที่ 23 ธันวาคม 2558. พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ ผู้สัมภาษณ์

จ๋อม คำทิพย์. นาย.สวนไม้งามริมกก ตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย. 20 ธันวาคม 2564.ศิราพร ทิพย์รัตน์ ผู้สัมภาษณ์

ช้าง บุญทอง, นาง, บ้านเลขที่ 26/13 ม.3 วัดมะเกลือ อ.คลองโยง จ.นครปฐม, วันที่ 23 ธันวาคม 2558. พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ ผู้สัมภาษณ์

รพีภัทร แก้วสาย. นาย. วัดจันทาราม . ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย.18ธันวาคม 2564. ศิราพร ทิพย์รัตน์ ผู้สัมภาษณ์

สามออน. นาย. บ้านสันเจริญ. ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย. 18ธันวาคม 2564. ศิราพร ทิพย์รัตน์ ผู้สัมภาษณ์

ใสจาม. นาย. บ้านสันเจริญ ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย. 19ธันวาคม 2564.ศิราพร ทิพย์รัตน์ ผู้สัมภาษณ์

อ้อย วงค์มานะ, นาง, บ้านเลขที่ 26/13 ม.3 วัดมะเกลือ อ.คลองโยง จ.นครปฐม, วันที่ 23 ธันวาคม 2558. พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ ผู้สัมภาษณ์

อาม จันทร์ทอง, นาง, บ้านเลขที่ 26/13 ม.3 วัดมะเกลือ อ.คลองโยง จ.นครปฐม, วันที่ 23 ธันวาคม 2558. พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ ผู้สัมภาษณ์

สัมภาษณ์กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 [ในส่วนของการสัมภาษณ์กลุ่มที่ 1 จะเขียนอ้างอิงว่า นายจัน สีใส และคณะ, 2558

จัน สีใส, นาย, ไม่ทราบบ้านเลขที่ อ.คลองโยง จ.นครปฐม, วันที่ 6 มิถุนายน 2558.

เจ๋งตา ตาลตาตาล, นาย, ไม่ทราบบ้านเลขที่ อ.คลองโยง จ.นครปฐม, วันที่ 6 มิถุนายน 2558.

บุญชัย แสงเพชรวรกุล, นาย, ไม่ทราบบ้านเลขที่ อ.คลองโยง จ.นครปฐม, วันที่ 6 มิถุนายน 2558.

มูล สีใส, นาย, ไม่ทราบบ้านเลขที่ อ.คลองโยง จ.นครปฐม, วันที่ 6 มิถุนายน 2558.

เสาว์ ตาแปง, นาย, ไม่ทราบบ้านเลขที่ อ.คลองโยง จ.นครปฐม, วันที่ 6 มิถุนายน 2558.

หน่อ ตานำคำ, นาย, ไม่ทราบบ้านเลขที่ อ.คลองโยง จ.นครปฐม, วันที่ 6 มิถุนายน 2558.

อิน ตาเงิน, นาย, ไม่ทราบบ้านเลขที่ อ.คลองโยง จ.นครปฐม, วันที่ 6 มิถุนายน 2558.

กลุ่มที่ 2 [ในส่วนของการสัมภาษณ์กลุ่มที่ 2 จะเขียนอ้างอิงว่า นางกอง ชัยแสง และคณะ, 2558]

กอง ชัยแสง, นาง, ไม่ทราบบ้านเลขที่ อ.คลองโยง จ.นครปฐม, วันที่ 6 มิถุนายน 2558.

เกาะ ดวงจันทร์, นาย, ไม่ทราบบ้านเลขที่ อ.คลองโยง จ.นครปฐม, วันที่ 6 มิถุนายน 2558.

คม สมดี, นาง, ไม่ทราบบ้านเลขที่ อ.คลองโยง จ.นครปฐม, วันที่ 6 มิถุนายน 2558.

จันคำ คำแก้ว, นาง, ไม่ทราบบ้านเลขที่ อ.คลองโยง จ.นครปฐม, วันที่ 6 มิถุนายน 2558.

จาบ รุ้งแก้ว, นาง, ไม่ทราบบ้านเลขที่ อ.คลองโยง จ.นครปฐม, วันที่ 6 มิถุนายน 2558.

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์: ปลัง

ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร