ผู้ไท

ชื่อเรียกตนเอง : ผู้ไท, ภูไท

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ผู้ไท

ตระกูลภาษา : ไท

ภาษาพูด : ผู้ไท

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 15 มิ.ย. 2566

3,076

ผู้ไท หรือ ภูไท เป็นชื่อเรียกของกลุ่มชาติพันธุ์นี้ผู้ไท ในที่นี้หมายถึง “คนผู้เป็นไท” ขณะที่ ภูไทนั้นหมายถึง “ชนเผ่าไทที่อาศัยอยู่บนภู” ถึงแม้ว่าชื่อเรียกทั้งสองชื่อนี้จะยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าจะใช้ชื่อใดเป็นหลักเนื่องจากในแวดวงวิชาการและในกลุ่มชุมชนชาวผู้ไทเองนั้นใช้ทั้งสองชื่อหากแต่เอกสารชิ้นนี้จะใช้ชื่อเรียกว่า “ผู่ไท” ตามอย่างสมาคมผู้ไทโลก ที่เป็นแกนหลักในการจัดงานวันผู้ไทโลกมาอย่างต่อเนื่องหลายปี อย่างไรก็ตาม ชื่อเรียกของชาวผู้ไทนี้ยังปรากฎการใช้ “ผู้ไทย” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเอกสารทางราชการ เนื่องจากผูกโยงกับความเป็นสมาชิกของรัฐชาติ

ชาวผู้ไทแต่เดิมนั้นตั้งชุมชนในแถบลุ่มน้ำแดง -ดำ ทางตอนเหนือของเวียดนาม ตอนเหนือของลาว เชื่อมต่อกับตอนใต้ของจีน หรือเรียกว่าบริเวณสิบสองจุไท มีเมืองหลักสิบสองเมือง มีกลุ่มคนที่เรียกว่า ผู้ไทดำ และผู้ไทขาว ปัญหาความขัดแย้ง และการรุกรานของชนต่างกลุ่ม ส่งผลให้ผู้ไทดำเริ่มอพยพโยกย้ายจากเมืองแถงลงสู่ดินแดนที่ราบทางตอนใต้ จวบจนถึงที่ราบเชียงขวางต่อมาเมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินสั่งการให้นำกำลงไปตีเมืองลาว จนได้ผนวกเมืองลาวทั้งหมดเป็นเมืองประเทศราช และกวาดต้อนผู้คนจากเมืองทันต์ และเมืองม่วยกลับมายังประเทศไทย แล้วให้ไปตั้งบ้านเรือนที่เมืองเพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรีและลพบุรี ในสัมยเจ้าอนุวงศ์ครองนครเวียงจันทน์นั้นท้าวก่า ผู้นำชาวผู้ไทดำจากเมืองนาน้อยอ้อยหนู ได้นำพาชาวผู้ไทดำราวหมื่นคนเศษ อพยพหนี้การรุกรานจากชาวฮ่อ มาสู่เมืองวังต่อมา พ.ศ. 2388 ญวนแผ่อำนาจมายังเมืองริมฝั่งแม่น้ำโขง จึงได้แต่งตั้งเจ้าราชบุตรของเขจ้าอนุวงษ์ให้เครองเมืองจำปาศักดิ์ เพื่อป้องกันการขยายอำนาจของญวนต่อมาใน พ.ศ 2369 เจ้าอนุวงศ์ก่อกบฎต่อกรุงเทพ ได้ยกทัพมายึดเมืองนครราชสีมาและสระบุรี กวาดต้อนผู้คนไปอยู่ยังเวียงจันทน์ สมเด็จพระนั่งเกล้าจึงโปรดให้ยกทัพไปราบกบฏ ตีหัวเมืองฝ่ายลาวหลายเมือง ผู้คนในเมืองเหล่านี้มีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ด้วยกัน ทั้งผู้ไท กะเลิง ข่า ฯลฯ และกวาดต้อนผู้คนกลับมายังประเทศไทยแปดกลุ่มด้วยกันโดยการกวาดต้อนครัวลาวครั้งนี้ได้จัดไปอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานเป็นหลักปัจจุบัน พบว่ากลุ่มผู้ไท กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นหลัก ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดนครพนม จังหวัดสกลนคร จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัดยโสธร

ภาษาและการแต่งกายของชาวผู้ไท ถือเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ภาษาของชาวผู้ไทจัดอยู่ในตระกูล ไต- กะได มีความคล้ายคลึงกับภาษาลาว ภาษาอีสาน และภาษาไทดำ อัตลักษณ์ทางภาษายังส่งต่อสืบมาจนปัจจุบัน ลูกหลานชาวผู้ไทส่วนใหญ่ยังพูดกันอยู่เป็นปรกติวิศัยในชีวิตประจำวันขณะเดียวกันด้านการแต่งการนั้น ทักษะและเทคนิคการทอผ้าของชาวผู้ไทถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบต่อ และพัฒนาไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผ้าฝ้ายย้อมคราม และผ้าไหมแพรวาผ้าย้อมคราม ได้นำมาตัดเย็บเป็นชุดประจำกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อใช้ในการรำถวายพระธาตุเรณู หรือในกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของการฟ้อนรำอันอ่อนช้อยในชุดสาวผู้ไทโดดเด่นและงดงามยิ่งนัก

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : ผู้ไท, ภูไท

ภูไท “ภูไท” หมายถึง คนเผ่าไทที่อาศัยอยู่บนภูหรือภูเขาหรือที่สูง ตามตำนานเล่าว่าคนภูไทมีถิ่นกำเนิดจากเมืองแถงหรือแถนหรือเมืองเดียนเบียนฟูในประเทศเวียดนามปัจจุบัน ลักษณะภูมิประเทศของเมืองแถนเป็นพื้นที่หุบเขาสูง ดังนั้น เกรียงไกร หัวบุญศาล. (ม.ป.ป.) จึงเสนอว่า การเรียก “ภูไท” น่าจะมีความหมายที่ตรงกับลักษณะเพราะอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นภูเขา คนภูไทเรียกภูเขาว่า “ภู” การที่เรียกว่า “ภูไท” จึงน่าจะหมายถึงคนเผ่าไทที่ชอบอาศัยอยู่บนภูหรือบริเวณภูเขาตามลักษณะภูมิประเทศแบบเดิมที่จากมา รวมถึงเมื่อพิจารณาจากอาชีพที่คนภูไทนิยมทำสืบทอดกันมาคือ การทำนา ทำไร่ และทำสวน เมื่ออพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย คนภูไทมักเลือกอาศัยอยู่บริเวณที่ราบลุ่มเหมาะแก่การเพาะปลูก เมื่อเสร็จฤดูทำนาก็จะนิยมทำสวนทำไร่ การเรียกว่า “ภูไท” น่าจะถูกกว่า “ผู้ไท” รวมถึงคนภูไทจะเรียกตนเองว่า “ภูไท” ไม่เรียก “ผู้ไท”

ผู้ไท “ผู้ไท” น่าหมายถึง “คนไท” หรือ “คนผู้เป็นคนไท” เมื่อเทียบความหมายตามหลักภาษาไทยพบว่า คำว่า “ผู้” หมายถึง คน ดังนั้น การถูกเรียกว่า “ผู้ไท” จึงหมายถึง “คนไท”อย่างไรก็ตาม ถวิล เกสรราช (2512 อ้างถึงใน เกรียงไกร หัวบุญศาล (ม.ป.ป.)) ได้แสดงทัศนะว่าเราควรเรียกชนกลุ่มนี้ว่า “ผู้ไท”เพราะตามประวัตินั้นคนผู้ไทไม่ได้อาศัยอยู่ตามป่าเขาแต่อย่างใด มีแต่ ข่า แจะ แม้ว เย้า เท่านั้นที่มีถิ่นฐานและทำมาหากินอยู่ตามภูเขา ถึงแม้ว่าพงศาวดารเมืองแถงจะชี้ว่าสิบสองจุไทมีภูเขาอยู่หลายลูก แต่ผู้ไทก็ไม่ได้อาศัยอยู่บนภูเขาพวกเขาอาศัยเลี้ยงชีพอยู่ พื้นราบ ดังนั้นการเรียกชื่อและการเขียนจึงควรเป็น “ผู้ไท” ไม่ใช่ “ภูไท”

คำว่า “ผู้ไท” ถูกนำมาเรียกชื่อกลุ่มคนในสองระดับ คือ ระดับแรก ถูกนำมาเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ อย่างเป็นทางการของประเทศลาว เพื่อจัดกลุ่มให้ชาติพันธุ์เหล่านี้อยู่ด้วยกัน คือ ไทแดง ไทดำ ไทขาว ไทเหนือ ผู้ไท ไทแอด ไทม้อย ไทวาด ไทแมน ไทวัง ไทโก ไทซ้ำ ไทปาว ไทแอ ไทโอ ไทกวน ไทย้าย ไทแกง ไทอ่างคำ ไทพัก ไทซ้ำเก่า ไทเยือง ไทกะตา ไทกะปอง ไทโซย ไทกา ไทกาแดบ และไทกะปุง ส่วนระดับที่สอง คือคำเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์เฉพาะที่มีลักษณะทางอัตลักษณ์ชาติพันธุ์แตกต่างไปจากกลุ่มอื่น เช่นการศึกษาของนักวิชาการเวียดนามได้แยกกลุ่มผู้ไทเป็นหนึ่งกลุ่มต่างจากไทตง ไทดำ ไทแดง ไทเชียง ไทเมือง ไทแถง ไทเมือย ที่อาศัยอยู่ในประเทศเวียดนาม และหากพิจารณาจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่พูดภาษาไท-กะได จะเห็นได้ชัดเจนว่าผู้ไทอยู่คนละกลุ่มตระกูลย่อยกับไทดำและไทแดง

ในเอกสารทางวิชาการ งานวิจัยต่างๆ พบว่ามีการใช้คำสามคำด้วยกันคือ “ภูไท” “ผู้ไท” และ “ผู้ไทย” พบว่าการเขียนชื่อและเรียกชื่อ “ภูไท” มีทั้งการเรียก “ภู” “ภูไทย”“พูไทย”“พูไท” และ มีการเขียนทั้ง “ภู” หรือ “พู” เหตุผลสันนิษฐานว่า อาจสืบเนื่องมาจากการเรียกและเขียนตามภาษาจีน ซึ่งคำว่า “พู” แปลว่าไทย ในสำเนียงของชาวผู้ไทนั้น คำว่า “ภูไท” จะออกเสียงเป็น“ผู้” หรือ “พู่” ทำให้เมื่อ นักวิชาการถอดเสียงจากสำเนียงมาสู่ตัวเขียนด้วยอักษรไทย จึงออกมาสองแบบด้วยกันคือ ภูไท และผู้ไทอย่างไรก็ตามในงานชิ้นนี้จะใช้ “ผู้ไท” เป็นหลัก ตามอย่างการใช้ของสมาคมผู้ไทโลก

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ผู้ไท

ผู้ไทยชื่อเรียกที่เขียนโดยมี “ย” สะกดตามหลังนี้ เป็นการตั้งชื่อที่มีความหมายทางการเมืองแฝงอยู่ในแง่ที่บ่งบอกว่าพวกเขาคือประชากรของรัฐไทยมักปรากฏในเอกสารที่ทางการเป็นผู้จัดพิมพ์ นับตั้งแต่พงศาวดารเมืองไลพงศาวดารเมืองแถง กล่าวถึง ผู้ไทยดำและผู้ไทยขาวจึงเป็นที่มาของการถือเป็นแบบอย่างแก่นักวิชาการรุ่นหลังในการอ้างถึงความเชื่อมโยงต่อกลุ่มชาวผู้ไทในประเทศไทย และคำว่า “ผู้ไทย” ก็มีน้ำหนักหนักแน่นมากขึ้นเมื่อถูกบรรจุในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 และสารานุกรมท้องถิ่นอีสาน ฉบับ ปรีชา พิณทอง ทำให้เกิดความนิยมใช้คำว่า “ผู้ไทย” แพร่หลายในกลุ่มหลักฐานทางราชการ

“ภูไท” หมายถึงคนที่อยู่บนภูเขาอยู่ในดงป่าทึบเป็นชาวดงชาวป่า

ภูไทดำ, ภูไทขาว, ลาวทรงดำ, ลาวทรงขาว คำเรียก “ลาว” นี้ปรากฏตั้งแต่ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินธ์ เนื่องจากความรับรู้ของผู้คนในช่วงนั้น คือชาวผู้ไท หรือไทยทรงดำนั้นถูกกวาดต้อนมาจากลาวดังนั้นจึงเรียกชนกลุ่มนี้ตามความรับรู้เข้าใจว่าเป็นลาวทั่วไปโดยมีการจำแนกการเรียกตามเครื่องแต่งกาย จึงเป็นที่มาของ “ลาวทรงดำ” เนื่องจากสวมเสื้อผ้าย้อมคราม หรือย้อมดำต่อมาจึงเป็นความรับรู้เรียกว่า ภูไทดำอีกชื่อหนึ่งในขณะที่ “ลาวทรงขาว” ก็เป็นกลุ่มผู้ไทอีกกลุ่มหนึ่งที่สวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่ได้ย้อมสี ส่วนใหญ่มักเป็นสีผ้ายธรรมชาตซึ่งเป็นสีขาว จึงเรียกว่าลาวทรงขาว ต่อมาเรียกว่าภูไทขาวอีกชื่อหนึ่ง โดยชื่อเรียกลาวทรงดำ ลาวทรงขาวนี้ ปรกกฏหลักฐานในหนังสือ นางนพมาศ หรือ ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ซึ่งแต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3

ลาวโซ่ง นักวิชาการอนุมานว่า คำนี้ น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า ลาวซ่ง หรือลาวทรงดำ หรือชื่อเรียกครั้งอยู่ในเวียดนามคือ ไทดำ หรือ ผู้ไทดำคำเรียกเหล่านี้เป็นคำที่ใช้เรียกชาวผู้ไทที่ถูกกวาดต้นมาในช่วงกรุงธนบุรี ต่อเนื่องถึงช่วงต้นของกรุงรัตนโกสินธุ์ คนไทยภาคกลางเรียกกันว่า “ลาวทรงดำ” เพราะเข้าใจว่าเป็นพวกเดียวกับลาวและอพยพเข้ามาพร้อมกันกับกลุ่มลาวอื่นๆต่อมาชื่อเดิมได้หดหายลงคำว่า “ดำ” หายไปดังที่นิยมเรียกกันในปัจจุบันว่า“ลาวทรง” หรือ“ลาวโซ่ง”จนบางครั้งไม่รู้ว่าลาวโซ่งนี้คือพวกไทยดำ และไม่รู้ว่า ไทยดำนั้นคือผู้ไทนั่นเอง

ลาวเก่าเป็นคำเรียกที่ชาวหลวงพระบางใช้เรียกชาวผู้ไท เนื่องจากเป็นผู้ที่อยู่ในดินแดนนี้มาก่อน

ไทยทรงดำเป็นคำเรียกอีกคำหนึ่งที่ใช้เรียกชาวผู้ไทดำ เนื่องจากเมื่ออยู่อาศัยมาเนิ่นนานในประเทศไทยกลืนกลายเป็นคนไทยแต่มีเชื้อสายความเป็นไทดำที่อพยพมาอยู่อาศัยในประเทศไทย ประกอบกับการผูกโยงกับรัฐไทยการใช้คำว่า “ไทยทรงดำ” จึงมีการใช้กันอย่างแพร่หลายเช่นเดียวกัน

ภาษา

ตระกูลภาษา : ไท

ภาษาพูด : ผู้ไท

ภาษาพูดของชาวผู้ไทมีความแตกต่างจากภาษาลาว ไม่มีเสียงลอดออกมาจากนาสิก ภาษาผู้ไทจึงเปลี่ยนเสียงสระและพยัญชนะให้เข้ากับสำเนียง วัฒนธรรมของตนเอง

ภาษาผู้ไทเป็นภาษาไทภาษาหนึ่งและเหมือนกับภาษาลาวเพราะไม่มีอักษรของตนเอง ต้องยืมตัวอักษรของชาวลาว ภาษาผู้ไทจึงกลมกลืนกับภาษาลาว การเขียนตัวอักษรจึงมีการประยุกต์วิธีการเขียนของชาวลาว คือ ไม่มีรูปวรรณยุกต์ เสียงของตัวอักษรเกี่ยวข้องกับรูปประโยค ผู้อ่านต้องคิดเอาเองว่าคำนี้อ่านว่าอย่างไร

ภาษาผู้ไท เป็นภาษาที่มีอัตลักษณ์ และยังคงถูกสืบต่อถ่ายทอดด้วยดีตลอดมา นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ทำการเปรียบเทียบภาษาผู้ไท กับภาษาไทยอีสานพบว่ามีความคล้ายคลึงกันมากกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์และเมื่อเปรียบเทียบกับภาษาไทดำ พบว่าไกล้เคียงกันมากกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นว่าเป็นตระกูลภาษาเดียวกัน และเป็นกลุ่มที่ไกล้กับมากเป็นไปได้ว่าคนสามกลุ่มนี้เคยอยู่ไกลเคียงกันมาก่อนภาษาจึงใกล้เคียงกันมาก

ภาษาภูไทเป็นภาษาที่พูดแปร่งไปจากภาษาลาวและภาษาไทยภาคกลาง ซึ่งไม่สามารถอธิบายเป็นภาษาเขียนได้ เพราะหลายคำเสียงไม่ตรงกับวรรณยุกต์ใด จะยกตัวอย่างคำบางคำที่พอจะอธิบายเป็นภาษาเขียนได้พอใกล้เคียง ดังนี้

    • เมีย – เม
    • ผัว-โผ
    • เขียน- เขน
    • ใต้ – เต้อ
    • ให้ – เห้อ
    • เรือ – เฮือ
    • แตก – แต๊ะ
    • สาก – ซะ
    • พริก – มะขิด
    • กล้วย – โก้ย
    • เกลือ – เก๋อมะเขือ

ชาวผู้ไทได้ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ต่างๆ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดนครพนม จังหวัดสกลนคร จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัดยโสธร ทั้งนี้ ชาวผู้ไทในจังหวัดกาฬสินธุ์มีจำนวนมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อำเภอกุฉินารายณ์ อำเภอสหัสขันธ์ อำเภอเขาวง และอำเภอสมเด็จ ส่วนที่จังหวัดสกลนคร มีประชากรที่เป็นชาวผู้ไทอาศัยอยู่มากที่สุดในอำเภอพรรณานิคม อำเภอวาริชภูมิและอำเภอวานรนิวาส ส่วนที่อำเภอเมืองมีเฉพาะเขตพื้นที่ติดต่อกับอำเภอพรรณานิคม และเขตแดนติดจังหวัดนครพนม จังหวัดนครพนมเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีประชากรชาวผู้ไทอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น โดยเฉพาะที่อำเภอเรณูนคร อำเภอธาตุพนม อำเภอนาหว้า อำเภอนาแกและอำเภอศรีสงคราม ส่วนจังหวัดมุกดาหาร ประชากรชาวผู้ไทอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นในเขตอำเภอหนองสูง อำเภอคำชะอี อำเภอดงหลวงและอำเภอดอนตาล การตั้งถิ่นฐานของชาวผู้ไทมักจะอยู่บนพื้นที่ราบสูงบริเวณเทือกเขาภูพาน มีบางส่วนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ เช่น หนองหาร แม่น้ำสงคราม ลำน้ำยาม ลำน้ำอูน ลำน้ำก่ำ (ลักษณากร สัตถาผล, 2550; เจษฎ์ศิริ เถื่อนมูลละ, 2553; เบญญาดา เพิ่มพูน 2553; พงษ์เกษม สิงห์รุ่งเรือง, 2553; พงค์ธร พันธุ์ผาด, 2554; ทศพล คำตันบุญ, 2557)

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

ผศ.ดร.เอกรินทร์ พึงประชา ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

เอกสารอ้างอิง :

เจษฎ์ศิริ เถื่อนมูลละ. (2553). การศึกษาองค์ประกอบทางภูมิทัศน์วัฒนธรรม กรณีศึกษา: ชุมชนบ้านโคกโก่ง จังหวัดกาฬสินธุ์. การค้นคว้าอิสระหลักสูตรปริญญาสถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาภูมิสถาปัตยกรรม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.

ทศพล คำตันบุญ. (2557). แนวทางการสืบทอดและพัฒนาการทำปี่ภูไท ของหมู่บ้านท่าเรือ ตำบลท่าเรือ จังหวัดนครพนม. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาดุริยางคศิลป์.มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

เบญญาดา เพิ่มพูน. (2553). กระบวนการถ่ายทอดภูมิปัญญาการผลิตผ้าไหมแพวากลุ่มทอผ้าไหมแพรวา ชุมชนภูไทดำ บ้านโพน ตำบลโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์). มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

พงษ์เกษม สิงห์รุ่งเรือง. (2553). การศึกษากิจกรรมนันทนาการเชิงวัฒนธรรมของชาวภูไทเพื่อการท่องเที่ยว. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

พงค์ธร พันธุ์ผาด. (2554). ปี่ภูไท (ผู้ไทย) บ้านกุดหว้า ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (วัฒนธรรมศึกษา). บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล.

รัตติกาล โกฒินทรชาติ. (2549). การฟ้อนของชาวภูไท: กรณีศึกษาหมู่บ้านวาริชภูมิ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (นาฏศิลป์ไทย). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ลักษณากร สัตถาผล. (2550). การศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมของชุมชนชาวภูไทในอำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (ไทยศึกษา). มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

สิริยาพร สาลีพันธ์. (2554). บทบาทศูนย์วัฒนธรรมบ้านภูไทในการอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมภูไทเรณูนคร ท่ามกลามกระแสการเปลี่ยนแปลงทางสังคม. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (วัฒนธรรมศึกษา). มหาวิทยาลัยมหิดล.

หยกทิพย์ และในสิงห์. (2554). แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชาวภูไท บ้านห้วยหีบ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร. รายงานการศึกษาอิสระปริญญาธุรกิจมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

อัมพร นันนวล. (2552). ประเพณีกินดองของชาวภูไท อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (ไทยศึกษา). มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี.

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ : ผู้ไท

ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร