โพล่ง

ชื่อเรียกตนเอง : โพล่ง, โผล่ง, โผล่ว, ซู, กะเหรี่ยง,

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : กะหรี่ยงโป, โปว์, พล่อ, โพล่ง, ยางเด้ะแด้, ยางบ้าน, ยางแดง, ฮซู่, โปว์กะเรน, กะหยิ่น, ยางเปียง, ตะเลงกะริน

ตระกูลภาษา : จีน-ธิเบต

ภาษาพูด : โพล่ง

ภาษาเขียน : ลิวา, ลิโรเหม่

บทความฉบับเต็ม : ดาวน์โหลด

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 15 มิ.ย. 2566

908

โพล่ง/โผล่ง/โผล่ว (Pwo) เป็นคำใช้เรียกตนเองของกะเหรี่ยงกลุ่มหนึ่ง ที่ส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตภาคตะวันตกและบางส่วนของภาคกลาง ในขณะที่กลุ่มที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือจะเรียกพวกเขาว่า กะเหรี่ยงโป มีความหมายว่า "คน" ส่วนชาวพม่าจะเรียกกะเหรี่ยงกลุ่มนี้ว่า "ตะเลงคะยิน" หมายถึง กะเหรี่ยงมอญ นอกจากนี้ยังมีคำเรียกที่เป็นคำไม่สุภาพและสะท้อนอคติทางชาติพันธุ์ ที่ที่เจ้าของวัฒนธรรมไม่ชื่นชอบให้เรียกมากนัก คือ คำว่า “ยาง” และยังมีชื่อเรียกที่ถูกใช้อย่างเป็นทางการในแวดวงราชการไทยในช่วงการตั้งคณะกรรมการเพื่อสงเคราะห์ชาวเขา ที่เรียกชนกลุ่มนี้ว่า“กะเหรี่ยง”

ชาวตะวันตกเชื่อว่า บ้านเมืองเดิมของชาวกะเหรี่ยงอยู่ทางตะวันตกของจีนในเขตกวางสีก่อนอพยพสู่ดินแดนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ชาวจีนเรียกแม่น้ำแยงซีเกียงว่า แม่น้ำของพวกยาง หรือแม่น้ำของพวกกะเหรี่ยง" การอพยพเคลื่อนย้ายเข้าสู่ดินแดนอินโดจีนเกิดขึ้นผ่านสายน้ำสำคัญ 3 สาย คือ สายน้ำอิระวดี สายน้ำสาละวิน และสายน้ำแม่น้ำโขง กลุ่มกะเหรี่ยงโปเป็นกลุ่มที่อพยพเข้ามาตามสายดังกล่าว ในอาณาบริเวณสายน้ำสาละวิน สายน้ำโขง สายน้ำเมย เชื่อมต่อถึงสายน้ำตะนาวศรี จึงปรากฏผู้คนและชุมชนคนโพล่งอาศัยอยู่บริเวณพรมแดนไทย-พม่า ราว 600-700 ปีมาแล้ว อีกทั้งบางส่วนเป็นเชลยสงคราม ที่ถูกกวาดต้อนให้มาอยู่เชียงใหม่โดยพระเจ้ากาวิละใน ค.ศ. 1802 (พ.ศ. 2355)หลายกลุ่มย้ายจากพม่าในระยะเวลาที่ต่างกันตั้งแต่ 100 - 400 ปี บางชุมชนส่งส่วยและช้างให้เจ้าเมืองเชียงใหม่เป็นประจำทุกปีเพื่อแลกเปลี่ยนกับดินแดนที่อยู่อาศัย แต่บางชุมชนต้องส่งส่วยให้ลัวะที่เป็นเจ้าของที่ดินในอัตราสิบเปอร์เซ็นต์ของผลผลิตข้าว โผล่งในประเทศไทยมีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับที่สองรองจากกาเกอะญอ ชนกลุ่มนี้อาศัยอยู่แถบจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่ ตาก อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ผู้คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่ากะเหรี่ยงสะกออาศัยอยู่เฉพาะทางภาคเหนือ และกะเหรี่ยงโพล่งอาศัยอยู่เฉพาะทางภาคตะวันตกเท่านั้น แตแท้ที่จริงแล้วจะพบกะเหรี่ยงทั้งสองกลุ่มอยู่ในจังหวัดเดียวกันแต่แยกหมู่บ้านไม่ปะปนกัน เนื่องจากมีภาษาและวิถีปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

โพล่ง มีความโดดเด่นด้านภาษาที่หลากหลายสำเนียงและถิ่นที่แต่สามารถสื่อสารกันได้เข้าใจภายในกลุ่ม การแต่งกายที่บ่งบอกถึงธรรมเนียมปฏิบัติและสถานภาพ ขณะเดียวกันก็มีความเข้มแข็งด้านความเชื่อ ประพณี และวิถีปฏิบัติในชีวิตประจำวันบูรณาการความเชื่อดั้งเดิมเข้ากับศาสนาสากล และยังคงรักษาวิถีการผลิตแบบดั้งเดิมในการทำไร่หมุนเวียนอันเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่แสดงถึงความเคารพและนอบน้อมต่อธรรมชาติ ถือเป็นวิถีวัฒนธรรมที่มีการสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานและสะท้อนให้เห็นการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : โพล่ง, โผล่ง, โผล่ว, ซู, กะเหรี่ยง,

โพล่ง/โผล่ง/โผล่ว (Pwo) เป็นคำใช้เรียกตนเองของกะเหรี่ยงกลุ่มหนึ่ง ส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตภาคตะวันตกและบางส่วนของภาคกลางของไทย กะเหรี่ยงโปเป็นหนึ่งในสี่สายตระกูล คือ 1) ปกาโปว่ (Pwo) 2) ปกา จกอ (Skaw) 3) แบว (Kya) และ 4) ต่องสู่ (Pa-O/Thaungthu) ตามตำนานที่บอกเล่าสืบต่อกันมาผ่าน "ธา" (ขับลำนำเพลง) ทั้งสี่กลุ่มนับเป็นพี่น้องท้องเดียวกันที่เกิดมาจากสตรีที่ใส่เสื้อซึ่งปักลวดลายด้วยลูกเดือย (วินัย บุญลือ, 2545: 36) ในบทขับลำนำธาได้กล่าวว่า กลุ่มปกาโปว่หรือโป (Pwo)สืบเชื้อสายมาจากฝั่งแม่ ในขณะที่กลุ่มปกาเกอะญอ (Skaw) สืบเชื้อสายมาจากฝั่งพ่อ (Saw Ni Thew Htoo, 2020: 37) ส่วนกะเหรี่ยงที่อยู่ในเขตภาคเหนือของไทยจะถูกเรียกว่า กะเหรี่ยงโป มีความหมายว่า "คน" (ขวัญชีวัน บัวแดง, 2549: 9-10) ในขณะที่ชาวพม่าจะเรียกกะเหรี่ยงกลุ่มนี้ว่า "ตะเลงคะยิน" หมายถึง กะเหรี่ยงมอญ (Mon Karen) (ฟ้อน เปรมพันธุ์, 2560)

ซู เป็นคำที่กะเหรี่ยงโปบริเวณภาคตะวันตกและบางส่วนของภาคกลางของไทยใช้เรียกตนเอง (ขวัญชีวัน บัวแดง, 2549: 11) โดยคำเรียกนี้สามารถเชื่อมโยงกับตำนานของคนกะเหรี่ยง ผู้เฒ่าชาวกะเหรี่ยงในจังหวัดกาญจนบุรีเล่าสืบกันมาว่า พวกเขาเรียกตนเองว่า "ซู-ส่อง" หรือปรัมปราของชาวกะเหรี่ยงกล่าวว่าพวกเขาสืบเชื้อสายมาจาก Swa ผู้เป็นทั้งเทพเจ้าและมนุษย์คนแรกของโลก โดยกะเหรี่ยงเป็นบุตรคนแรกของ Swa (ฟ้อน เปรมพันธุ์, 2560) การออกเสียง "ซู่-ส่อง" จึงน่าจะพ้องกับคำว่า Swa

กะเหรี่ยง เป็นคำเรียกตนเองที่รับรู้กันโดยทั่วไป โดยในบริบทของไทยในปัจจุบัน คำว่า "กะเหรี่ยง" ถูกใช้เป็นคำเรียกตนเองของกะเหรี่ยงโปหรือโพล่วในบริบทที่ต้องการแยกตัวเองออกจากกะเหรี่ยงสกอที่เรียกตนเองว่า "ปกาเกอะญอ" (ขวัญชีวัน บัวแดง, 2549, 11-12) กล่าวในแง่ที่มาความหมาย คำว่า"กะเหรี่ยง" น่าจะมีความหมายถึง “เรียบเฉย” (ฟ้อน เปรมพันธุ์, 2560) หรือเป็นคำที่เชื่อมโยงกับคำว่า Karita ในภาษาสันสกฤตซึ่งแปลว่า กลุ่มคนป่า (barbarian tribes) (ทิพย์วิมล ศิรินุพงศ์ และ พรพรรณ กาญจนาธิวัฒน์, 2562) อย่างไรก็ตามคำว่า "กะเหรี่ยง" หรือ Karen ในภาษาอังกฤษ ไม่เคยมีนัยยะที่นิยามในหมู่กลุ่มคนปกาเกอะญอหรือโป จนกระทั่งในศตวรรษที่ 19 มิชชันนารีและเจ้าอาณานิคมชาวอังกฤษได้ใช้คำนี้นิยามกลุ่มคนปกาเกอะญอและโป (รวมทั้งกลุ่มย่อยของกะเหรี่ยง) คำนี้จึงมีความหมายทางสังคมขึ้น (วินัย บุญลือ, 2545, 36) โดยคำว่า Karen มาจากคำเรียกที่ชาวพม่าเรียกกลุ่มคนกะเหรี่ยงว่า "Kayin" (กะหยิ่น) (ทิพย์วิมล ศิรินุพงศ์ และพรพรรณ กาญจนาธิวัฒน์, 2562) ในขณะที่คำเรียก "Kayin" ชาวพม่าใช้เรียกกลุ่มคนกะเหรี่ยงตามชาวมอญที่ใช้คำว่า "Kariang" (กะเรียง) โดยที่มาความหมายของคำนี้ มาจากคำว่า "Kha" ผนวกกับคำว่า "riang" ในภาษามอญ โดยคำว่า "kha" แปลว่า กลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไท และคำว่า "riang" แปลว่า กลุ่มคนผู้อยู่ป่า อย่างไรก็ตาม คำเรียกกลุ่มคนกะเหรี่ยงทั้งคำว่า "Kayin" และ "Kariang" ไม่เคยปรากฏอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรในภาษาพม่า มอญ และไทย ก่อนศตวรรษที่ 19 เลย (Saw Ni Thew Htoo, 2020, 37) จนกระทั่งมิชชันนารีและเจ้าอาณานิคมชาวอังกฤษได้เข้ามาในดินแดนพม่า

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : กะหรี่ยงโป, โปว์, พล่อ, โพล่ง, ยางเด้ะแด้, ยางบ้าน, ยางแดง, ฮซู่, โปว์กะเรน, กะหยิ่น, ยางเปียง, ตะเลงกะริน

กะเหรี่ยงโป/โปว์ เป็นคำเรียกกะเหรี่ยงโพล่ง/โพล่วที่อยู่ในเขตภาคเหนือของไทย มีความหมายว่า "คน" (ขวัญชีวัน บัวแดง, 2549: 9-10) หรือในบางพื้นที่จะเรียกว่า "ยางโป" (ฟ้อน เปรมพันธุ์, 2560)

พล่อ เป็นคำเรียกกะเหรี่ยงโปว์ในหมู่คนไทยภาคเหนือ (สุริยา รัตนกุลและสมชาย บุรุษพัฒน์, 2538, 4)

โพล่ง เป็นคำเรียกกะเหรี่ยงโปว์ในหมู่คนไทยภาคเหนือ (สุริยา รัตนกุลและสมชาย บุรุษพัฒน์, 2538, 4)

ยางเด้าะแด้ เป็นคำเรียกกะเหรี่ยงโปว์ในหมู่คนไทยภาคเหนือในบางโอกาส (ศูนย์วิจัยชาวเขา, 2526)

ยางบ้าน เป็นคำเรียกกะเหรี่ยงโปว์ในหมู่คนไทยภาคเหนือในบางโอกาส (ศูนย์วิจัยชาวเขา, 2526)

ยางแดง เป็นคำที่คนไทยภาคเหนือและคนไทใหญ่ใช้เรียกกะเหรี่ยงคะยา (Kaya) ตามการแต่งกายของสตรีที่แต่งงานแล้วซึ่งนิยมใส่เสื้อและนุ่งซิ่นที่ทอแซมด้วยสีแดง (สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการปฏิบัติการจิตวิทยาแห่งชาติ, 2518) บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ บันทึกไว้ว่า ยางแดงจะเรียกตนเองว่า "ฉั่ว" พูดภาษาคล้ายยางกะเลอ การแต่งกายผิดกับยางกลุ่มอื่นตรงใช้ผ้าสีแดงหรือขอบริมเสื้อเป็นสีแดง นิยมโพกศีรษะด้วยผ้าสีแดงสลับขาว สวมเสื้อสีแดงหรือขาวขอบริมแดง ผู้ชายสวมกางเกงกว้างสีดำหรือกางเกงแบบชาวไทใหญ่หญิงสาวสวมชุดเสื้อกระสอบขาว ผ่าคอทั้งหน้าหลัง ติดกระดุมเหนืออกบน ชายกระโปงกับคอเสื้อใช้สีแดงเย็บเป็นขอบ (บุญช่วย ศรีสวัสดิ์, 2551, 203-211)

ฮซู่ ไม่ปรากฏคำนี้ตรงตัว แต่สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากคำว่า "ซู" ซึ่งเป็นคำที่กะเหรี่ยงโปบริเวณภาคตะวันตกและบางส่วนของภาคกลางของไทยใช้เรียกตนเอง (ขวัญชีวัน บัวแดง, 2549: 11) คำเรียกนี้สามารถเชื่อมโยงกับตำนานของคนกะเหรี่ยง ผู้เฒ่าชาวกะเหรี่ยงในจังหวัดกาญจนบุรี เล่าสืบกันมาว่า พวกเขาเรียกตนเองว่า “ซู-ส่อง” หรือปรัมปราของชาวกะเหรี่ยงกล่าวว่า พวกเขาสืบเชื้อสายมาจาก Swa ผู้เป็นทั้งเทพเจ้าและมนุษย์คนแรกของโลก โดยกะเหรี่ยงเป็นบุตรคนแรกของ Swa (ฟ้อน เปรมพันธุ์, 2560) ซึ่งการออกเสียง "ซู่-ส่อง" น่าจะพ้องกับคำว่า Swa

โปว์กะเรน (Pow Karen) เป็นคำที่ปรากฏในเอกสารอังกฤษ (เจ้าอาณานิคมพม่า) ใช้เรียกคoกะเหรี่ยงกลุ่มต่าง ๆ โดยใช้คำว่า กะเหรี่ยง (Karen) ต่อท้ายคำเรียกตนเองของแต่ละกลุ่มเช่น Sgaw Karen (กะเหรี่ยงสะกอหรือปกาเกอะญอ) Pow Karen (กะเหรี่ยงโป) (วินัย บุญลือ, 2545: 36)

กะหยิ่น (Kayin) เป็นคำที่ชาวพม่าใช้เรียกต่อท้ายคำเรียกกะเหรี่ยงในประเทศเมียนมาร์สองกลุ่มใหญ่ คือ บาม่ากะวิน หรือ เบอมาคะยิน (Bama Kayin) หมายถึงกะเหรี่ยงพม่า และ ตาเลงคะยิน (Taliang Kayin) หมายถึงกะเหรี่ยงมอญ โดยคำว่า กะหยิ่น (Kayin) ในภาษาบาลีแปลว่า คนเลี้ยงสัตว์ที่สกปรก (dirty feeders) (ทิพย์วิมล ศิรินุพงศ์และพรพรรณ กาญจนาธิวัฒน์, 2562)

ยางเปียง เป็นชื่อเรียกกลุ่มย่อยของกะเหรี่ยง เช่น ยางแดง ยางขาว ยางเปียง ยางกะเลอ ยางน้ำ เป็นต้น (บุญยงค์ เกศเทศ, 2562, 54) โดยคำว่า "เปียง" ในภาษาล้านนาแปลว่า "ที่ราบ" ดังนั้น "ยางเปียง" จึงหมายถึง กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่บริเวณที่ราบ (บุญช่วย ศรีสวัสดิ์, 2545, 53)

ตะเลงกะริน ไม่ปรากฏคำนี้ตรงตัว แต่สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า ตะเลงคะยิน หมายถึง กะเหรี่ยงมอญ โดยคำว่า กะหยิ่น (Kayin) ในภาษาบาลี แปลว่า คนเลี้ยงสัตว์ที่สกปรก (dirty feeders) (ทิพย์วิมล ศิรินุพงศ์ และพรพรรณ กาญจนาธิวัฒน์, 2562)

จากชื่อที่คนอื่นเรียกดังที่กล่าวมาข้างต้น มีชื่อเรียกที่สะท้อนอคติทางชาติพันธุ์ คือคำว่า “ยาง” เป็นคำที่คนทางภาคเหนือของประเทศไทยหรือ “คนเมือง” ใช้เรียกคนกะเหรี่ยง เป็นคำเดียวกันกับที่คนไทใหญ่หรือฉานในรัฐฉานของประเทศพม่าใช้เรียกคนกลุ่มนี้ Lehman (1979: 229อ้างถึง Keyes,1979) กล่าวว่า คนเมืองเรียก “ยาง” ตามคนฉาน เป็นการแยกระหว่างฉานกับยาง ยางน่าจะเป็นคำที่นำมาจากคำที่คนกะเหรี่ยงใช้เรียกตัวเอง โดยเอามาจากพยางค์สุดท้ายของคำว่า ปกาเกอะญอ(สุริยา รัตนสกุล 2529) ระบุว่า คำว่า กะเหรี่ยง และคำว่ายางมีที่มาจากคำเดียวกัน คือมาจากคำภาษาพม่าโบราณ karyan ซึ่งเป็นชื่อที่พม่าเรียกชนเผ่านี้ karyan ออกเสียงเป็นคำว่า กะเหรี่ยงในภาษาไทย ส่วนคำว่ายางนั้น เป็นการตัดมาเฉพาะพยางค์ท้ายของคำว่า karyan คือ พยางค์ว่า yan ซึ่งออกเสียงว่า ยาง ส่วนคำว่า karyan นี้ สุริยา อ้างถึงศาสตราจารย์ Luce ว่า เป็นคำที่มาจากการที่กะเหรี่ยงสะกอเรียกตัวเองว่า เกอะญอหากคำนี้อยู่ในภาษากะเหรี่ยงโป (ปัจจุบันไม่มีคำเรียกนี้) น่าจะเป็นคำว่า เกอะญา และกลายเป็น karyan ซึ่งเป็นภาษาพม่าโบราณเพราะฉะนั้น การที่คนมอญและคนไทยเรียกคนกลุ่มนี้ว่า กะเหรี่ยง ส่วนคนพม่าเรียกว่า คะฉิ่น และคนภาคเหนือของคนไทยเรียกว่า ยาง น่าจะมีรากฐานมาจากคำที่กลุ่มนี้เรียกตัวเอง

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่า ยาง เป็นชื่อเรียกที่มีนัยยะเชิงอคติ แฝงไว้ด้วยความดูถูกว่าเป็นคนป่าเถื่อน สกปรก ล้าหลัง รวมถึงเป็นคำที่ใช้ในวาทกรรมชาวเขา ในความหมายที่เป็นชาวเขากลุ่มหนึ่งซึ่งสร้างปัญหาให้กับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการตัดไม้ทำลายป่า ปลูกฝิ่น รวมถึงประเด็นเรื่องหมอกควันและฝุ่นละออง (PM 2.5)

ทั้งนี้ เนื่องจากคำเรียก และชื่อเรียกที่มีหลากหลายชื่อ อีกทั้งในการศึกษาเอกสารต่าง ๆ นั้นมักใช้ชื่อที่ไม่ตรงกัน ดังนั้นในเอกสารฉบับนี้จะใช้ชื่อเรียกสลับไปมาตามเอกสารต้นฉบับ อย่างไรก็ตาม เป็นที่เข้าใจร่วมกันว่า เมื่อใช้คำว่า “กะเหรี่ยง” นั้น หมายรวมถึงกะเหรี่ยงทั้งหมด เมื่อใช้คำว่า “กะเหรี่ยงสกอ” นั้น มีความหมายเดียวกันกับ ปกาเกอะญอ และ เมื่อใช้คำว่า กะเหรี่ยงโปว์/โปว นั้น มีความหมายเดียวกันกับ โพล่ง


ภาษา

ตระกูลภาษา : จีน-ธิเบต

ตระกูลภาษาย่อย : กะเหรี่ยง

ภาษาโพล่งจัดอยู่ในตระกูลภาษาจีน-ธิเบต ภาษามีลักษณะเด่นที่แตกต่างจากภาษาไทย ทั้งด้านโครงสร้างพยางค์ เสียงพยัญชนะและเสียงสระ รวมทั้งเสียงวรรณยุกต์ซึ่งในบางถิ่นจะมีลักษณะน้ำเสียงเป็นส่วนประกอบ มีพยัญชนะ 36 ตัว มีหน่วยเสียงสระ 9 เสียง เสียงวรรณยุกต์ 5 เสียง นอกจากมีคำศัพท์เฉพาะเป็นภาษาของตนเองแล้ว ยังมีศัพท์ที่มาจากวัฒนธรรมมอญ ซึ่งรับมาใช้ทั้งตัวอักษรและอักขระวิธี

อย่างไรก็ดีการจัดกลุ่มให้อยู่ภายใต้ภาษาจีน-ทิเบต ยังคงเป็นประเด็นข้อถกเถียงในแวดวงวิชาการ ดังปรากฎข้อถกเถียงของ Burling (1967) และ Bradley (1978) ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากะเหรี่ยงไม่ได้อยู่ในตระกูลย่อยสาขาดังกล่าวและ Benedict (1972) นักภาษาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากในการศึกษาภาษาตระกูลจีน-ทิเบตได้จำแนกภาษากะเหรี่ยงไว้ใน ตระกูลกะเหรี่ยง (Karenic) ว่าเป็นสาขาใหญ่อีกสาขาหนึ่งที่แยกจากสาขาอื่นของตระกูลทิเบต-พม่า ซึ่งการจำแนกข้างต้นสอดคล้องกับข้อเสนอของ Shafer (1955) นักภาษาศาสตร์ที่ได้จำแนกภาษากะเหรี่ยงไว้ต่างหาก (สุริยา รัตนกูล, 2529)

ภาษาพูด : โพล่ง

โพล่ง และปกาเกอะญอ มีศัพท์พื้นฐานที่ใช้ในชีวิตประจำวันเหมือนกัน แต่จะแตกต่างกันในการออกเสียงและสำเนียงการพูด เช่น ปกาเกอะญอ หรือกะเหรี่ยงสะกอส่วนใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ออกเสียง อ่อเม (กินข้าว) แหล่ชิ (ไปนา) ชอ (ไก่) ทอ (หมู) กลุ่มยางกะเลอ ในจังหวัดเชียงราย ออกเสียง อามี่ (กินข้าว) หรี่ไช (ไปนา) ชั้ง(ไก่) โกะ (หมู) (บุญช่วย ศรีสวัสดิ์, 2493) นอกจากการออกเสียงที่แตกต่างกันแล้ว ยังมีคำศัพท์อื่นๆ จำนวนมากที่ไม่ได้ใช้ร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ การสื่อสารของชาวกะเหรี่ยงในแต่ละกลุ่มย่อยอาจจะไม่สามารถเข้าใจกันได้อย่างเต็มที่ ภาษาพูดของปกาเกอะญอมักจะถูกใช้เป็นภาษากลางที่สื่อสารกันกับโพล่งและกลุ่มย่อยอีกหลายกลุ่ม

งานศึกษาของ Dawkins and Phillips (2009a) ที่ทำการศึกษาภาษาโพล่งจากบ้านแม่ต๋อม อำเภออมก๋อยที่อยู่ติดกับอำเภอฮอดไปสื่อสารกับคนโพล่งที่เชียงราย ลำปาง ลำพูน แพร่และตากทางตอนเหนือ ส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าใจความหมายของเนื้อความ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถรับฟังและเข้าใจความหมายของภาษาที่ใช้สื่อสารระหว่างกัน เช่นเดียวกับรายงานอีกชิ้นของ Dawkins and Phillips (2009b) ที่นำเอาเสียงบันทึกการเล่าเรื่องของคนกะเหรี่ยงโปภาคเหนือ ไปสื่อสารให้คนกะเหรี่ยงโปทางตะวันตกตอนกลางรับฟัง พบว่า ไม่สามารถรับฟังและเข้าใจเรื่องเล่าที่ถูกส่งผ่านเสียงบันทึกได้ เนื่องจากมีภาษาที่แตกต่างกัน

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : ลิวา, ลิโรเหม่

เนื่องจากภาษาพูดมีสำเนียงท้องถิ่นหลายแบบ ทำให้ภาษาเขียนแบบเดียวไม่สอดคล้องกับภาษาพูดที่มีความหลากหลาย อักษรเขียนของกลุ่มกะเหรี่ยงเฉพาะสะกอ และโป ในประเทศพม่าทั้งที่อยู่ในตำนานและที่ใช้จริง มีทั้งหมด 14 ระบบ (Womack, 2005)

ตัวอักษรของกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ประดิษฐ์ขึ้นจากอักษรมอญและพม่า ตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1830
(พ.ศ. 2373) จนกระทั่งช่วงที่อาณานิคมอังกฤษได้เข้าไปยึดครองและส่งเสริมกลุ่มกะเหรี่ยงในด้านการศึกษาที่มีการศึกษาหลายระบบ สะท้อนถึงความพยายามในการทำให้อักษรสอดคล้องกับสำเนียงที่มีความแตกต่างกันรวมทั้งเป็นการเชื่อมโยงกับเครือข่ายทางศาสนา โดยที่บางระบบถูกคิดค้นโดยบาทหลวงหรือศาสนาจารย์ของคริสต์ศาสนา บางระบบคิดค้นโดยพระกะเหรี่ยง และบางระบบคิดค้นโดยผู้นำของกลุ่มนิกายทางศาสนา ชื่อของแต่ละระบบจึงเป็นชื่อของผู้ประดิษฐ์อักษรที่มาจากศาสนาที่หลากหลาย

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีตัวอักษรหลายระบบ แต่บางระบบปรากฏอยู่เฉพาะในเอกสารโบราณหรือในคัมภีร์ทางศาสนา ตัวอักษรที่ปัจจุบันจึงมีน้อย ระบบที่ใช้ในการสื่อสารกันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ อักษรลิวาที่ประดิษฐ์โดยมิชชันนารีนิกายโปรแตสเตนท์ และอักษรโรมันหรือที่เรียกว่า ลิโรเหม่ ซึ่งใช้กันในกลุ่มกะเหรี่ยงคาทอลิก ซึ่งทั้งสองระบบนี้ใช้ในกลุ่มกะเหรี่ยงในประเทศไทยด้วย นอกจากนั้นที่ใช้ในกลุ่มย่อยในพม่า ได้แก่ อักษรโปตะวันตก โปตะวันออก และอักษรไก่เขี่ย ซึ่งใช้ในนิกายแลแก โดยกลุ่มคนที่อยู่ในบริเวณชายแดนไทย-พม่า อักษรไก่เขี่ยซึ่งไม่ชัดเจนว่าประดิษฐ์จากอักษรอะไร เป็นการสืบทอดคัมภีร์ที่ใช้อักษรนี้เขียน แต่ไม่ได้ใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน สำหรับในประเทศไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา เริ่มมีการประดิษฐ์ภาษาเขียนโดยใช้อักษรไทย เช่น กลุ่มโพล่งบริเวณอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง หรือชนชาวเขา

การตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวประชากร :

กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (Karen) ถูกจัดอยู่ในกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลพม่า-ทิเบต ตั้งถิ่นฐานอยู่ทั้งประเทศเมียนมาร์และประเทศไทย โดยมีหลักฐานว่า คนกะเหรี่ยงอาศัยอยู่บริเวณพรมแดนไทย - พม่า ราว 600-700 ปีมาแล้ว (ทิพย์วิมล ศิรินุพงศ์ และ พรพรรณ กาญจนาธิวัฒน์, 2562: 13) คนกะเหรี่ยงมีความใกล้ชิดกับกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่และไทยวน โดยพวกเขามองกะเหรี่ยงว่าเป็นผู้อยู่ป่าดั้งเดิม (native forest) ที่มีลักษณะคล้ายมอญแต่มีความใกล้ชิดกับป่ามากกว่า แต่ก็มีความเจริญกว่ากลุ่มคนลัวะ (ที่เป็นผู้อยู่ป่าดั้งเดิมเช่นกัน) (Hiyami, 2006) กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในประเทศไทยถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มย่อย ดังนี้

1) กะเหรี่ยงสะกอ (Skaw/Sgaw) 2) กะเหรี่ยงโป (P’wo/Pwo) 3) กะเหรี่ยงคะยา (Kayah) และ 4) กะเหรี่ยงตองสู/ตองตู (Taungthu/Tuang Tsu) หรือปาโอ/พะโอ (Pa-O) โดยกะเหรี่ยงสองกลุ่มแรกเป็นกะเหรี่ยง
กลุ่มใหญ่ในประเทศไทยและกระจายตัวอยู่บริเวณภาคเหนือฝั่งตะวันตกลงไปจนถึงภาคตะวันตกและบางส่วนของภาคกลาง ในขณะที่สองกลุ่มหลังมีจำนวนประชากรไม่มาก โดยอาศัยอยู่บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน
(สุริยา รัตนกุล และ สมชาย บุรุษพัฒน์, 2538: 4-5; ฟ้อน เปรมพันธุ์, 2560: 3; ทิพย์วิมล ศิรินุพงศ์ และ พรพรรณ กาญจนาธิวัฒน์, 2562: 13)

กะเหรี่ยงโพล่ง หรือ กะเหรี่ยงโป คนไทยในภาคเหนือเรียกว่า "พล่อ" "โพล่ง" "ยางเด้าะแด้ ยางบ้าน" โพล่ง มีจำนวนประชากรจำนวนมากเป็นที่สอง รองจากกะเหรี่ยงสะกอหรือปกาเกอะญอ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่แถบจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่ ตาก อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าปกาเกอะญออาศัยอยู่เฉพาะทางภาคเหนือและกะโพล่งอาศัยอยู่เฉพาะทางภาคตะวันตกเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้วจะพบกะเหรี่ยงทั้งสองกลุ่มอยู่ในจังหวัดเดียวกันแต่แยกหมู่บ้านไม่ปะปนกัน เช่น ในจังหวัดเชียงใหม่มีทั้งกะเหรี่ยงปกาเกอะญอและกะเหรี่ยงโผล่ง โดยกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ มักตั้งถิ่นฐานในอำเภอแม่แจ่มและกะเหรี่ยงโผล่งมักตั้งถิ่นฐานในอำเภออมก๋อย นอกจากนี้ในจังหวัดลำพูนซึ่งอยู่ในภาคเหนือกลับมีกะเหรี่ยงโผล่งอาศัยอยู่หนาแน่นโดยเฉพาะที่อำเภอลี้ ส่วนาคตะวันตก แม้จะมีกะเหรี่ยงโปอาศัยอยู่หนาแน่น แต่ก็พบกะเหรี่ยงปกาเกอะญอที่จังหวัดกาญจนบุรีเช่นกัน (สุริยา รัตนกุล และคณะ, 2529)

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

ชุมพล โพธิสาร นักวิจัยอิสระ

เอกสารอ้างอิง :

ขวัญชีวัน บัวแดง. (2546). “ศาสนาและอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์: กรณีศึกษาชนกะเหรี่ยงในประเทศไทยและประเทศพม่า,” รายงานการวิจัยเสนอต่อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

ขวัญชีวัน บัวแดง. (2551). พื้นที่พรมแดนแม่น้ำเมยกับความสัมพันธ์ชาติพันธุ์ กะเหรี่ยง-คนเมือง. เชียงใหม่:วนิดาการพิมพ์

ทนง สังขโศภา และคณะ. (2558). รายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นฉบับสมบูรณ์การถอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่เกี่ยวกับบทเพลง นิทาน คำสอน เพื่อสร้างการเรียนรู้ และปรับใช้อย่างเหมาะสมกับวิถีชีวิตของชาวไทย-กะเหรี่ยงบ้านเวียคะดี้ ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

พลศักดิ์ บัวจันทร์เหลือง และคณะ. (2555). รายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นฉบับสมบูรณ์กระบวนการสืบค้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่อฟื้นความสัมพันธ์และสร้างการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของชุมชนเวียคาดี้และโมรข่า ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

ลงขิ่งโพ่ ไทรสังขชวาลลิน และคณะ. (2558). รายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นฉบับสมบูรณ์การปรับใช้ภูมิปัญญา “ซีเหม่ยละ” เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้ยาป่ารักษาโรคภัยไข้เจ็บในวิถีชีวิตชาวไทย-กะเหรี่ยง (โผล่ว) กรณีบ้านกองม่องทะ ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

เวธกา เสวครบุรี. (2554). รายงานวิจัยแนวทางการฟื้นฟู และสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของชาวบ้านไร่ป้า ตําบลห้วยเขย่ง อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี. สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี

ส่วยจีโหม่ง สังขวิมล และคณะ. (2553). รายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นฉบับสมบูรณ์โครงการปรับใช้ภูมิปะญญา “ลือกาเวาะ” ในการดูแลรักษาพื้นที่หาอยู่หากินของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง บ้านสะเนพ่อง ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

สุจริตลักษณ์ ดีผดุง และ สรินยา คำเมือง.(2540). สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโป.กรุงเทพ: โรงพิมพ์บริษัทสหธรรมิกจำกัด.

สุนทร พุ่มไพรวัลย์ และคณะ. (2557). รายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นฉบับสมบูรณ์การพัฒนาพื้นที่ “กลุซุ” ที่เหมาะสมต่อวิถีชีวิตโดยการปรับใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและยาของกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-กะเหรี่ยง (โผล่ว) บ้านสะเนพ่อง ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

สุวัฒชัย ไทรสังขชวลิต และคณะ. (2552). รายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นฉบับสมบูรณ์การศึกษาและฟื้นฟูภูมิปัญญา “ลือกาเวาะ” เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของคนกะเหรี่ยงบ้านสะเนพ่อง ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

เอี่ยม ทองดี และคณะนักวิจัยชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตำบลไล่โว่. (2558). รายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นฉบับสมบูรณ์โครงการศึกษาภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อเสริมพลังการพัฒนาชุมชนในพื้นที่โครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ตำบลไล่โว่ และตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย


งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ : โพล่ง