มละบริ

ชื่อเรียกตนเอง : ยุมบรี, มลาบรี, มละบริ, มลา/มละ

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ผีตองเหลือง, ตองเหลือง/คนตองเหลือง, ข่าตองเหลือง, ข่าป่า, คนป่า, ผีป่า, ชาวเขา, ม้ากู่, จันเก้ม, โพล

ตระกูลภาษา : ออสโตรเอเชียติก

ภาษาพูด : มละบริ

ภาษาเขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 15 มิ.ย. 2566

289

มละบริ (Mlabri) หมายถึง คนที่อยู่ในป่า คำว่า“มละ” หรือ “มลา” หมายถึง คน และคำว่า “บรี” หรือ “บริ” หมายถึงป่ามละบริ มลาบรี และ ยุมบรี เป็นชื่อที่ชนกลุ่มนี้ใช้เรียกตนเองทั้งนี้ พบว่าเอกสารในอดีตนั้นส่วนใหญ่ใช้คำว่า “มลาบรี” ภายหลังจากกลุ่มเยาวชนได้ทำงานศึกษาวิจัยทางภาษาศาสตร์ จึงได้มติร่วมกันในการกำหนดให้คำว่า“มละบริ” เป็นชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ ในอดีตคนไทยจะรู้จักคนกลุ่มนี้ในชื่ออื่นๆ เช่น ผีตองเหลือง ข่าตองเหลือง ซึ่งเป็นชื่อที่คนภายนอกเรียกที่สะท้อนอคติทางวัฒนธรรม พวกเขาจะไม่ชอบให้ผู้อื่นเรียกชื่อในลักษณะเช่นนั้นเพราะเป็นคำที่เรียกในเชิงดูถูก ที่แปลว่า ผี หรือทาส (ข่า)

ในอดีตชาวมละบริเป็นกลุ่มสังคมที่มีวัฒนธรรมแบบเก็บหาของป่า-ล่าสัตว์ และเคลื่อนย้ายอพยพไปตามแหล่งที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ในการดำรงชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ ภายใต้ความเชื่อว่าผืนป่าในประเทศไทยเป็นผืนเดียวที่สามารถเชื่อมโยงติดต่อกัน ทำให้ชาวมละบริใช้ชีวิตแบบเคลื่อนย้ายไปมาในเขตป่าแถบด้านตะวันออกของภาคเหนือ และตอนเหนือของภาคอีสาน แถบรอยต่อกับพื้นที่ประเทศลาว และเดินทางโยกย้ายไปมาในแถบนี้หลายกลุ่มด้วยกัน แต่ละกลุ่มมีจำนวนประชากรไม่มากนัก และมักหาของป่ามาแลกเปลี่ยนกับชาวลาวและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ จากข้อมูลที่ถูกบันทึกในช่วง พ.ศ. 2481 มีผู้พบมละบริอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าทางทิศตะวันตกของภูเขาเขียว พบร่องรอยการอยู่อาศัย กองไฟ และเพิงพัก ของชาวมละบริ บริเวณบ้านศรีฐาน แถบตีนภูกระดึง พบชาวมละบริ ที่บ้านน้ำพุ ซึ่งเป็นค่ายพักแรมระหว่างเส้นทาง แพร่ – น่าน และในเส้นทางเดินระหว่าง บ้านเด่นเหล็กกับบ้านเสี้ยว จังหวัดอุตรดิตถ์ พบชาวมละบริ บริเวณอำเภอน้ำหว้า ด้านทิศตะวันออกของจังหวัดน่าน และบริเวณบ้านเสา ระยะทาง 30 ไมล์ และด้านทิศตะวันตกของจังหวัดน่าน พบชาวมละบริ บริเวณดอยขุนสถาน ตำบลสันทะ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน ประมาณ 40 ปีก่อนหน้านั้นชาวมละบริมีชีวิตแบบคลื่อนย้าย หลังจากนั้นชาวมละบริเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนท้องถิ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการเป็นแรงงานรับจ้างเพื่อแลกกับอาหารและสิ่งของ จวบจนเข้าสู่ยุคการเคลื่อนย้านคนออกจากป่าเพื่อตั้งถิ่นฐานถาวรในพื้นที่ ที่รัฐจัดสรรให้ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มคนที่มีการดำรงชีพที่มีชีวิตแบบเคลื่อนย้าย ปัจจุบันในประเทศไทยมีชาวมลาบรีอาศัยอยู่ประมาณ 400 คน กระจายตัวในจังหวัดแพร่และจังหวัดน่าน ใน 5 หมู่บ้าน ที่มีระยะทางห่างไกลกัน

มละบริเป็นกลุ่มคนที่มีภูมิปัญญาการใช้พืชเป็นอาหาร ยาสมุนไพร เครื่องจักสาน อีกทั้งเป็นกลุ่มชนที่รักอิสระไม่ยึดติดในวัตถุสิ่งของ ไม่กักตุนอาหาร แบ่งปันทรัพยาการอย่างเหมาะสมและเท่าเทียม มีความรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงจากสังคมเก็บของป่าล่าสัตว์ ส่งผลต่ออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม วิถีการพึ่งพิงตนเอง และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติสูญสิ้นไปพร้อมกับระบบการผลิตแผนใหม่ การรับเอารูปแบบการบริโภคและการปรุงอาหารแบบคนท้องถิ่นเข้ามาผสมผสานกับความรู้ดั้งเดิม ส่วนพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการล่าสัตว์ใหญ่ คงเหลือเพียงเรื่องเล่า เนื่องจากวิถีชีวิตในปัจจุบันไม่ได้เข้าป่าล่าสัตว์อีกต่อไป


ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : ยุมบรี, มลาบรี, มละบริ, มลา/มละ

ยุมบรี (Yumbri) หมายถึง คนที่อยู่ในป่า เป็นชื่อเรียกตนเองของชาวมละบริในเขตป่าชายแดนไทย-ลาว ชื่อเรียกนี้ พบได้จากงานของ Bernatzik นักมานุษยวิทยาชาวออสเตรียที่ลงพื้นที่สำรวจในป่าบริเวณชายแดนไทย - ลาวในช่วงปลาย ค.ศ. 1930 (2473) (Bernatzik, 1951)

มลาบรี (Mlabri) แยกออกเป็น 2 คำ คือ “มลา” แปลว่า คน และ “บรี” หมายถึง ป่า หลังศึกษาการออกเสียงของผู้บอกภาษา “มลาบรี” น่าจะเป็นคำที่สอดคล้องกับการออกเสียงมากกว่าคำอื่น ในภาษาอังกฤษน่าจะใช้คำว่า “Mlabri” แทน “Mrabir(ธีระพันธ์ เหลืองทองคำ ,1996)คำเรียก “มลาบรี” (Mlabri) ยังดูเหมือนเป็นที่ยอมรับและถูกนำไปใช้ในงานของนักวิชาการหลายคน เช่น งานศึกษาของ สุวิไล เปรมศรีรัตน์ (2537) Surin Pookajorn (1992) Trier (1992) และ Richel (1995) ในงานศึกษาของ Bradley กลุ่มคนที่เรียกตนเองว่า “มลาบรี” ที่จริงก็ยังสามารถแบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้อีก เมื่อพิจารณาความแตกต่างทางภาษาแล้ว Bradley เห็นว่า กลุ่มย่อยที่เรียกตนเองว่า “ยุมบรี” ได้สูญหายไปนานแล้ว ในขณะที่กลุ่มย่อยอื่นๆ กำลังประสบกับความเสี่ยงการสูญหายของภาษา (Bradley, 2007: 319)

มละบริ (Mlabri) หมายถึง คนที่อยู่ในป่า เป็นชื่อเรียกที่ได้จากกระบวนการทำงานวิจัยท้องถิ่นของเยาวชนภายใต้โครงการการสร้างตัวเขียนภาษามลาบรีโดยใช้อักษรไทยที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ก่อนหน้านี้ เยาวชนกลุ่มนี้เคยเรียนหนังสือกับศาสนาจารย์ชาวเยอรมันที่พยายามสอนการใช้อักษรไทยมาเทียบเคียงกับภาษามละบริ ความพยายามในการทำงานศึกษาด้านภาษาศาสตร์ ก่อให้เกิดการเทียบเสียงกับภาษาไทย และได้ข้อสรุปร่วมกันว่า การเขียนว่า “มละบริ” จะสอดคล้องกับสำเนียงตามการออกเสียงในภาษามละบริ เมื่อคนภายนอกใช้เรียก “มลาบรี” นั้น จะออกเสียงยาวเกินไป ซึ่งไม่สอดคล้องกับภาษาของพวกเขา เพื่อให้ได้คำเรียกที่ตรงกับการออกเสียงพูดมากขึ้นจึงเสนอคำที่มีเสียงสระที่สั้นลงอย่าง “มละบริ” แต่ในภาษาอังกฤษยังคงเห็นควรให้ใช้คำว่า “Mlabri” ต่อไป

มลา/มละ (Mla) หากพิจารณาในมิติที่เกี่ยวข้องกับ“คนใน” และ “คนนอก” มาพิจารณาร่วมกันแล้ว จะพบว่า มีการใช้คำว่า “มลา” หรือ “มละ” เพื่อเรียกตนเองในฐานะ “คนใน” โดยที่ชาวมละบริใช้บ่งบอกตนเองที่แยกออกจาก “กั้วหระ” ที่หมายถึง “คนนอก” ที่ไม่ใช่ชาวมลาบรี โดยคนนอกที่อยู่ในฐานะ “กั้วหระ” หมายถึง “คนบ้าน” ที่มีชีวิตแบบลงหลักปักฐาน ซึ่งตรงข้ามกับกลุ่มคนที่มีชีวิตแบบเคลื่อนย้าย คำว่า “กั้วหระ” สำหรับชาวมลาบรียังครอบคลุมถึงกลุ่มขมุ “ท๊อด” หรือ คนเมือง ม้ง เมี่ยน และ “ผลั่ง” หรือฝรั่ง เป็นต้น

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ผีตองเหลือง, ตองเหลือง/คนตองเหลือง, ข่าตองเหลือง, ข่าป่า, คนป่า, ผีป่า, ชาวเขา, ม้ากู่, จันเก้ม, โพล

ผีตองเหลือง ชื่อเรียกนี้มีที่มาจากการที่ชาวบ้านทางภาคเหนือของไทย เห็นว่า “ชนกลุ่มนี้มีชีวิตเร่ร่อนหรือเสาะหาแหล่งอาหารโดยการล่าสัตว์และเก็บพืชผลตามพื้นที่ต่าง ๆ โดยการสร้างเพิงสำหรับเป็นที่พักอาศัยระหว่างหาอาหาร เพิงที่สร้างจะมุงหลังคาด้วยใบตองหรือ ใบหวายชนิดหนึ่ง เมื่อแหล่งที่อยู่นั้นมีอาหารไม่เพียงพอจะย้ายถิ่นไปอยู่ที่อื่นเพื่อหาอาหารต่อไป เป็นความบังเอิญว่าชาวบ้านในแถบนั้นเคยพบพวกเขาตั้งแต่เริ่มสร้างที่อยู่และสังเกตว่าเมื่อใบตองเหลือง ก็จะมีการโยกย้ายบ้าน ประกอบกับ หากเจอชาวบ้านหรือชนกลุ่มอื่นๆ ที่พวกเขาไม่ไว้วางใจก็จะหลบหนีทันที ชาวบ้านจึงตั้งชื่อว่า “ผีตองเหลือง” (สุรินทร์ ภู่ขจร และคณะ, 2531: 32)

“ผีตองเหลือง” เป็นชื่อเรียกชาวมละบริ ที่รู้จักกันแพร่หลายมากที่สุด อีกทั้งเป็นคำเรียกที่ใช้กันมาอย่างยาวนานในกลุ่มชาวสยาม โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ใช้ภาษาตระกูลไต ทั้งในประเทศไทยและลาว (Lebar, et al., 1964; Seidenfaden, 1919) ชาวไตในรัฐฉานทางตอนเหนือของประเทศพม่าก็คุ้นเคยกับการใช้คำเรียกว่า “ผีตองเหลือง” ด้วยเช่นกัน (The Lahu National Development Organization (LNDO), 2005) ในทางวิชาการ คำว่า “ผีตองเหลือง” ถูกใช้อย่างเป็นทางการในงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณนามานานแล้ว ดังปรากฏในงานเขียนของสยามสมาคม ซึ่ง Bourke-Borrowes (1926-1927) ได้เขียนถึง “ผีตองเหลือง” ใน พ.ศ. 2469

ตองเหลือง/คนตองเหลือง เป็นคำเรียกโดยคนนอกที่พบได้บ่อยอีกชื่อหนึ่ง คำดังกล่าวเกิดขึ้นจากการตัดคำว่า “ผี” ออกไปเพื่อพยายามทำให้คำเรียกนั้นมีความสุภาพมากขึ้น ชาวมละบริที่ถูกเรียกก็มีท่าทียอมรับคำเรียกนี้ด้วยเช่นกันบางครั้งชาวมละบริรุ่นกลาง และรุ่นใหม่ใช้คำนี้ในการอ้างอิงถึงตนเองเมื่อต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนนอกที่ไม่รู้จักพวกเขาดีนัก

ข่าตองเหลือง (Kha Tong Luang)มีนัยยะของการมองเห็นชาวมลาบรีในฐานะที่เป็นข่ากลุ่มหนึ่งในตอนเหนือของประเทศไทย คำเรียกนี้ปรากฏในงานของสยามสมาคมมาตั้งแต่ พ.ศ. 2462 ดังเช่นงานของ Seidenfaden (1919) ในประเทศลาวมีการเรียกชาวมลาบรีว่า “ข่าตองเหลือง” โดยชาวลาวก็เห็นเป็นข่าจำพวกหนึ่งเช่นเดียวกัน เมื่อพิจารณาคำเรียกนี้ ในประเทศลาวนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกันกับชาวมลาบรีก็ตาม แต่คนลาวก็นำคำเรียกนี้ไปใช้เรียกกลุ่มคนที่มีรูปแบบการดำรงชีวิตแบบเคลื่อนย้าย สร้างที่พักอาศัยแบบเพิงพักชั่วคราว มีการเคลื่อนย้ายไปที่อื่นๆ เมื่อใบไม้ที่มุงเพิงเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ดังที่พบในงานของ Wurm and Hattori (1981) ได้กล่าวถึงกลุ่ม “ข่าตองเหลือง” (Kha Tong Luang) ว่ามีจำนวนประชากร 200 คน อาศัยใกล้ชายแดนลาว-เวียดนามในแขวงคำม่วน คนกลุ่มนี้มีภาษาจัดอยู่ตระกลูมอญ-เขมร หากแต่ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกับชาวมลาบรีที่อยู่ในแขวงไซยะบุรีแต่อย่างใด “ข่าตองเหลือง” ที่แขวงคำม่วนกลับมีภาษาพูดที่ต่างไปจากกับชาวมลาบรีที่อยู่ในแถบไซยะบุรี นักภาษาศาสตร์จัดไว้ในกลุ่มเดียวกับกลุ่มทะวึง (Thavung) ซึ่งอยู่ในภาษาตระกูลเวียต-เหมื่อง (Asian Minorities Outreach, 2000)

ข่าป่า (Kaa Paa) การศึกษาของ Prochan (2001) พบว่า คำเรียก “ข่าป่า” เป็นคำที่ชาวขมุในตอนเหนือของประเทศไทยและประเทศลาวนำมาใช้กล่าวถึงชาวมละบริเช่นเดียวกัน ชาวขมุอ้างอิงถึงชาวมละบริในฐานะของ “ข่าป่า” ที่มีนัยยะของข้าทาสที่อยู่ในป่า แสดงถึงการรับรู้ในสถานภาพทางสังคมระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยกัน

คนป่า (Khon Pa) หลังงานศึกษาของ Bernatzik ผ่านไปหลายทศวรรษ Kraisri Nimmanahaeminda และ Hartland-Swan (1962) คณะสำรวจจากสยามสมาคม ได้ลงพื้นที่สำรวจพื้นที่ป่าและหมู่บ้านบริเวณรอยต่อจังหวัดแพร่-น่าน หลังการติดต่อกับผู้ว่าราชการจังหวัด ตลอดจนเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและชาวบ้านที่มีพื้นเพเป็นชาวไตยวน จนนำไปสู่การค้นพบชาว[สศ1] มลาบรี 9 คน ในพื้นที่บ้านกุ่ม ตำบลยาบหัวนา อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ผลจากงานศึกษาได้ระบุว่า คนเหล่านี้มีชื่อเรียกตนเองว่า “คนป่า” แต่ไม่พบว่า กลุ่มที่เขาสำรวจในครั้งนี้จะใช้ชื่อเรียกตนเองว่า “Yumbri” แต่อย่างใด งานศึกษาของ Kraisri Nimmanahaeminda (1963) ในหมู่บ้านชาวม้งที่ดอยขุนสถาน อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน พบชาวมลาบรีจำนวน 22 คน เข้ามาที่หมู่บ้าน ในขณะเดียวกันยังพบชาวมลาบรี 9 คน ที่เคยพบที่บ้านกุ่มในการสำรวจครั้งแรก ส่วนการสำรวจครั้งที่สองนี้ กลับพบว่า คำเรียกตนเองแตกต่างออกไปจากเดิม นั่นคือ คำว่า “มราบรี” (Mrabri) ในขณะที่คำว่า “คนป่า” แท้จริงแล้ว กลับเป็นคำเรียกที่มาจากภาษาไตยวนหรือคำเมืองที่ชาวมลาบรีนำมาใช้ในการติดต่อสื่อสารกับชาวไตยวนนั่นเอง

คนป่า ตามที่ระบุในความเรียงเรื่อง คนป่าหรือข่าฝ่ายเหนือของขุนประชาคดีกิจ พ.ศ. 2429
( Thongchai Winichakul 2000) เห็นว่า “คนป่า” ในทัศนะของชนชั้นปกครองในกรุงเทพมีความแตกต่างจากคนไทยอย่างสิ้นเชิง “คนป่า” ถูกนิยามว่าเป็น “คนเดิม” ที่ยังอยู่ในป่าเขา ได้แก่ ละว้า (ลัวะ) ยาง (กะเหรี่ยง) ขมุ ข่าอื่นๆ ม้ง (ในความเรียงใช้ข่าแม้ว) มูเซอ (ลาหู่) และสุดท้าย คือ “ผีป่า” โดยเลือกอธิบายถึงลักษณะของกลุ่มชนในด้านที่เห็นว่า “แปลกประหลาด” ในสายตาของชนชั้นนำกรุงเทพฯ “ผีป่า” เกิดจากการอธิบายถึงพฤติกรรมการ “เอาเลือดสัตว์มารดตัวและไม่มีบ้านช่องอยู่อาศัยเป็นที่เป็นทาง” ดังนั้น การเรียกขานว่า “ผี” ในความหมายที่ดูถูกเหยียดหยามหรือต่ำต้อยนั้นจึงเป็นแนวคิดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมายาวนาน (หมื่นวลี, 2537)

ผีป่า คำนี้ถูกใช้เมื่อกล่าวถึงชาวมลาบรี ปรากฏในงานเขียนของขุนประชาคดีกิจ ขุนนางสยามใน พ.ศ. 2429 ได้กล่าวถึง “ผีป่า” ในฐานะ “คนป่า” จำพวกหนึ่งในดินแดนทางตอนเหนือของสยาม (Thongchai Winichakul, 2000)

ชาวเขา คำว่า “คนป่า” หรือ “ชาวป่า” ได้เริ่มสูญหายไป ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 25 และคำว่า “ชาวเขา” ก็กลายเป็นคำหรือวาทกรรมที่รัฐนำมาใช้เรียกคนในพื้นที่ชายแดน ลิขิต ธีระเวคิณ (2511 อ้างใน ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี, 2541) ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ความสนใจของรัฐที่มีต่อกลุ่มชนที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงมีขึ้นภายหลังการสำรวจ “ชาวเขา” ของสยามสมาคม เมื่อปี พ.ศ. 2463 แต่ทว่าคำว่า “ชาวเขา” มีสถานภาพที่ถูกใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2502 ดังที่ วนัส พฤกษะ อธิบายว่า “ชาวเขา” หมายถึง ชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูงได้กลายเป็นคำที่มีสถานภาพอย่างเป็นทางการเมื่อมีการก่อตั้งคณะกรรมการกลางชาวเขาที่มีชื่อเดิมว่า คณะกรรมการสงเคราะห์ชาวเขา (วนัส พฤกษะศรี, 1989 อ้างใน ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี, 2541)

ม้ากู่เป็นคำเรียกชาวมลาบรีโดยชาวม้ง (สุชาติ บูรมิตร, 2546) หมายถึง คนที่อยู่ในป่า เมื่อพิจารณาคำเรียกว่า “ม้ากู่” มีนัยยะที่ชาวม้งมองชาวมลาบรี จัดอยู่ในคนจำพวกเดียวกับชาวขมุ และชาวถิ่นแต่มีลักษณะต่างออกไปตรงที่ “ม้ากู่” นอกจากหมายถึง คนที่อยู่ในป่าแล้ว ยังหมายถึง คนไม่ชอบปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่คุ้นเคยกับผู้คนด้วย (นิพัทธเวช สืบแสง, 2524)

จันเก้มเป็นคำเรียกชาวมละบริโดยชาวเมี่ยน (สุชาติ บูรมิตร, 2546)

โพล (Plo) พื้นที่ชายแดนไทย-พม่า แถบดอยเวียงพระ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ชาวลาหู่เคยพบกับ “ผีตองเหลือง” ที่ใช้คำว่า “โพล” (Plo) อ้างอิงถึงตนเองด้วย ทั้งนี้ Young (1961) คาดว่า น่าจะมีความหลากหลายในกลุ่ม “ผีตองเหลือง”ดังที่ชาวลาหู่เห็นว่า “ผีตองเหลือง” มีลักษณะคล้ายชาว “ว้า” เมื่อฟังจากการพูดมีหลายภาษาปะปนกันทั้ง ม้ง (ในงานเขียนใช้คำว่าแม้ว) ขมุ และลาว-ไทย ในขณะที่นายพรานชาวลาหู่ ระบุว่า “ผีตองเหลือง” ในแถบเชียงตุง ประเทศพม่า เป็นชาวว้าและใช้ภาษาว้าเป็นภาษาของตนเอง แต่ชาวม้งและชาวลาหู่ในจังหวัดเชียงราย บริเวณดอยช้าง บอกว่า “ผีตองเหลือง” ที่พบเห็น ใช้ภาษาที่คล้ายภาษาลาว สำหรับการสำรวจในรายงานนี้ ไม่พบคำว่า “โพล” ชาวมลาบรีใช้คำเรียกนี้แต่อย่างใด (Young, 1961)

มนุษย์ยุคหิน แนวคิดที่มองชาวมละบริในฐานะมนุษย์ยุคหินหรือมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สะท้อนออกมาในรูปแบบของความพยายามของจังหวัดน่านที่ต้องการเสนอเข้าสู่การเป็นเมืองมรดกโลก ในปี 2546 มีการเสนอให้นำชาวมลาบรีเข้ามาเป็นกลุ่มชนที่จะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดน่าน โดยเข้ามาในฐานะตัวแทนของมนุษย์หินหรือมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่เคยอาศัยในพื้นที่จังหวัดน่าน ภายใต้เนวคิดที่ว่า “ถ้าน่านรักษาเผ่าพันธุ์มละบริไว้ได้ก็สมควรเข้าข่ายจะได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกเพื่อดูแลชาติพันธุ์ที่ใกล้สูญ” (ชาตรี เจริญศิริ, 2549)

ขณะที่ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวในจังหวัดน่านนั้น ได้มีการนำเสนอข้อมูลวิถีชีวิตของชาวมละบริบ้านห้วยหยวกในจังหวัดน่านไว้ในหนังสือท่องเที่ยว โดยระบุว่า ชนกลุ่มนี้เป็น มนุษย์ยุคหินที่ยังมีชีวิตการเที่ยวชมศึกษาวัฒนธรรมของคนกลุ่มนี้จึงเปรียบเสมือนการเรียนรู้พัฒนาการความเป็นมาของมนุษย์” (อนุรัตน์ วัฒนาวงศ์สว่าง และศิริศักดิ์ คุ้มรักษา, 2544) ในส่วนของธุรกิจโรงแรม ได้มีการก็ ดังมีการจัดสร้างห้องพักแบบพิเศษที่สร้างขึ้นมาในชื่อห้องพักว่า “ถ้ำผีตองเหลือง” (Mlabri Wild House) ซึ่และมีการบรรยายที่มาของชาวมลาบรีในฐานะ “มนุษย์ยุคหินในฐานะเผ่าพันธุ์มนุษย์ยุคหินที่ยังใช้ชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน” (Fondcome Village Hotel, 2006)

ภาษา

ตระกูลภาษา : ออสโตรเอเชียติก

ตระกูลภาษาย่อย : มอญ-เขมร

ชาวมละบริ จัดอยู่ในตระกูลออสโตรเอเชียติค สาขามอญ-เขมร กลุ่มย่อยขมุอิคภาษากลุ่มย่อยที่มีความใกล้เคียงกัน ได้แก่ ภาษาขมุ ภาษามัล/ปรัย(ลัวะ) ในจังหวัดน่านและจังหวัดเชียงราย

ภาษาพูด : มละบริ

การเรียงไวยากรณ์ในภาษามละบริมีลักษณะเช่นเดียวกับกลุ่มภาษามอญเขมรอื่นๆ คือ ประธาน กริยา กรรม เช่น ประโยคว่า โอ ฌาก แฆง > ฉัน-ไป-บ้าน, ประโยคปฏิเสธ โอ กิ มาด รวาย = ฉัน ไม่ (เคย) เห็น เสือ ภาษามละบริมักจะลากเสียงท้ายสูงและยาวกว่าปกติทำให้เหมือนกับพูดภาษาดนตรีที่มีความไพเราะแต่ไม่ใช่เสียงวรรณยุกต์ ตัวอย่างคำศัพท์ในภาษามลาบรี เช่น บรี= ป่า, เกรฬ = ไปหา, มาด = ตา, มอฮ = จมูก, กวาย = หัวมันป่า

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

ภาษามละบริไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียนเป็นของตัวเอง ในอดีตมีการพัฒนาระบบตัวเขียนซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างชาวมลาบริร่วมกับนักภาษาศาสตร์ และมิชชันนารีชาวต่างประเทศ โดยใช้ตัวอักษรไทยในการแทนเสียงในภาษามละบริ ภายใต้โครงการ “สร้างระบบตัวเขียนภาษามลาบรีเพื่อบันทึกความทรงจำทั้งชีวิตของคนมลาบรี” (วีระ ศรีชาวป่า และคณะ, 2552)ลักษณะของภาษามละบริ มีพยัญชนะต้น 31 ตัว เสียงสะกด 12 ตัว โดยเฉพาะเสียงสะกด ญ, จ , ฮ ส่วนเสียงสระนั้น ยังคงเป็นข้อถกเถียงกันในวงวิชาการด้านภาษาศาสตร์ว่าเป็นสระเสียงยาว หรือสระเสียงสั้น หรือเป็นหน่วยเสียงในภาษาปัจจุบันประเด็นดังกล่าวยังยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ ดังนั้น นักภาษาศาสตร์จึงมักจะเขียนคำเรียกชื่อคนกลุ่มนี้สองแบบคือ “มลาบรี” กับ “มละบริ”

ภายหลังจากโครงการวิจัยเรื่องภาษาศาสตร์แล้วนั้นใน พ.ศ. 2557 ภาษามละบริ ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็น “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติประจำปีพุทธศักราช 2557 สาขาภาษาเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ สืบสาน ฟื้นฟู และปกป้องคุ้มครองมรดกทางภูมิปัญญาทางภาษาของประเทศไทย” โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม (มยุรี ถาวรพัฒน์, มปป.)

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยในป่า

การตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวประชากร :

ปัจจุบันชาวมละบริในประเทศไทย มีการตั้งถิ่นฐานถาวรในพื้นที่จังหวัดแพร่และจังหวัดน่าน ภายใต้นโยบายป่าไม้เป็นเงื่อนไขสำคัญต่อชาวมละบริซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีวิถีชีวิตแบบเคลื่อนย้ายได้ถูกจำกัดลง ประกอบกับการเข้ามาร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขาโดยหน่วยงานรัฐ โครงการเฉพาะกิจ และองค์กรทางศาสนา ก่อให้เกิดโครงการพัฒนาหลายโครงการ ในพื้นที่บ้านห้วยหอย อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน พื้นที่ในอำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ทั้งสองโครงการได้ปิดตัวไปแล้ว ส่วนโครงการที่ยังมีการดำเนินการอยู่นั้น ได้แก่ บ้านห้วยหยวก จังหวัดน่าน บ้านท่าวะ จังหวัดแพร่ และบ้านห้วยฮ่อม จังหวัดแพร่

จากการสำรวจข้อมูลใน พ.ศ. 2553 ในพื้นที่สำรวจ 5 แห่ง ได้แก่ บ้านห้วยหยวก บ้านผาสุก (ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา) บ้านสันติสุข บ้านห้วยฮ่อม และบ้านท่าวะ มีจำนวนประชากรชาวมลาบรี รวมทั้งสิ้น 356 คน (ศักรินทร์ ณ น่าน, 2555) ต่อมาจากการสำรวจข้อมูลประชากรใน พ.ศ.2559/2560 พบว่ามีประชากรประมาณ 396 คน จำนวน 87 ครัวเรือน (โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย, มปป. )

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

ชุมพล โพธิสาร นักวิจัยอิสระ

เอกสารอ้างอิง :

กรมประชาสงเคราะห์. (2509). รายงานการสำรวจทางเศรษฐกิจและสังคมของชาวเขาในภาคเหนือของประเทศไทย. กรุงเทพฯ: กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย.

กรุงเทพธุรกิจ. (2536). แพร่จับผีตองเหลืองชูโรงท่องเที่ยวจังหวัด. ใน กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 ธค. 2536.

โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย. (มปป.) ชนเผ่าพื้นเมืองมละบริ. มูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม.เชียงใหม่. (ออนไลน์) เข้าถึงเมื่อ 22 มิถุนายน 2565. เข้าถึงได้จาก https://iwgia.org/images/publications/new-publications/Mlabri_report_Thailand_synthesis_report_Thai.pdf

จรินทร์ นาคศิริ, และ ดิเรก อยู่สบาย. (2527). “ผีตองเหลือง ชนกลุ่มน้อยในจังหวัดน่าน”. ใน กรมป่าไม้ครบรอบ 88 ปี 18 กันยายน 2527. กรุงเทพฯ: กรมป่าไม้.

ชาตรี เจริญศิริ. (2549). น่านยุคก่อนประวัติศาสตร์: เรื่องราวก่อนมีการบันทึกด้วยตัวอักษร. น่าน: สำนักงานคณะอนุกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองน่าน องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน.

ไทยรัฐ. (2528). ชี้โครงการศึกษาพัฒนา “ผีตองเหลือง”. ใน ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 8 ตค 2528.

ธภัทร มณีรัตน์. (2563). การบริโภคอาหารของชนเผ่ามละบริ ภายใต้ภูมิสังคม บ้านห้วยหยวก ตำบลแม่ขะนิง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรืมหาบัณฑิต สาขาการพัฒนาภุมิสังคมอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยแม่โจ้.

ธีระพันธ์ เหลืองทองคำ. (1996). การศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์มลาบรี (ผีตองเหลือง) : อดีต-ปัจจุบัน (ค.ส. 1924-1995) Proceedings of the 6th International Conference on Thai Studies: Theme VI, Chiang Mai, Thailand, 1996, pp. 139-154.

นิพัทธเวช สืบแสง. (2524). ปัญหาการจัดกลุ่มเชื้อชาติของผีตองเหลือง. ข่าวสารศูนย์วิจัยชาวเขา 5(2):2-12.

นิพัทธเวช สืบแสง. (2531). ระบบครอบครัวและเครือญาติของชาวมลาบรี. ใน ผลการวิเคราะห์กลุ่มเก็บของป่าล่าสัตว์: ชนกลุ่มน้อยเผ่า "ผีตองเหลือง" ในประเทศไทย. สุรินทร์ ภู่ขจร, บก. หน้า 80-95. กองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปกร, กรุงเทพฯ: อมรินพริ้นติ้น.

แนวหน้า. (2549). ปศุสัตว์อุ้มชุมชนเผ่าตองเหลือง สอนเลี้ยงสัตว์-พัฒนาคุณภาพชีวิต. ใน แนวหน้า ฉบับวันที่ 16 พย. 2549

ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี . (2541). วาทกรรมว่าด้วย”ชาวเขา”. วารสารสังคมศาสตร์ 11(1):75-87.

พรรณี ขิโนรักษ์, มุกดา ณัฎฐสมบูรณ์, และ สุมิตร คงชื่นสิน. (2531). การสำรวจลักษณะทางพันธุกรรมบางอย่างในคนป่าเผ่าผีตองเหลือง. ใน ผลการวิเคราะห์กลุ่มสังคมล่าสัตว์: ชนกลุ่มน้อยเผ่า "ผีตองเหลือง" ในประเทศไทย. ส. ภู่ขจรและคณะ, บก. กรุงเทพฯ: กองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ.

มยุรี ถาวรพัฒน์. มปป.ภาษามลาบรี. วัฒนธรรม (ออนไลน์) เข้าถึงเมื่อวันที่ 14มิถุนายน 2564. เข้าถึงได้จาก http://article.culture.go.th/index.php/layouts-mod...

ยศ สันตสมบัติ. (2537). มนุษย์กับวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ยอดขวัญ บุญซ้อน และคณะ. (2544). โครงการการจัดการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของชนเผ่ตองเหลือง บ้านท่าวะ อำเภอสอง จังหวัดแพร่. ใน ชุดโครงการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

วิภาวี เชื้อหมอ. (2552). ระบบความสัมพันธ์ของชาวม้งและมลาบรีในวิถีการผลิต: กรณีศึกษาบ้านห้วยหยวก ตำบลแม่ขะนิง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน. ภาคนิพนธ์ หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาสหวิทยาการสังคมศาสตร์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง.

วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์. (2534). มลาบรี คนเถื่อน ชาวไร่ หรือผู้อารยะ. สารคดี 7(ตุลาคม), 124-141.

วิสุทธิ์ ศรีวิศาล. (2538). ระบบเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของชนเผ่าผีตองเหลืองในสังคมไทย. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ศักรินทร์ ณ น่าน. (2548). มลาบรีกับการช่วงชิงทรัพยากรในบริทของการพัฒนาโดยรัฐ วิทยานิพนธ์ สาขาวิชาการจัดการมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดน่าน. (2544a). ข้าวใหม่ตองเหลือง. การประชาสงเคราะห์ ปีที่ 44 ฉบับที่ 4 กค.- สค. 2544:44-47.

ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดน่าน. (2544b). โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตชนเผ่าตองเหลือง จังหวัดน่าน สรุปรายงานกิจกรรม "ตองเหลืองตีข้าว" จากวิถีชีวิตเร่ร่อนสู่ความยั่งยืนและพอเพียงของชนเผ่า. น่าน: กองสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม (เอกสารอัดสำเนา).

สมเกียรติ โกศลวัฒน์. (2531). ผลการประเมินภาวะโภชนาการของผีตองเหลืองโดยวิธีวัดการเจิญเติบโตของร่างกาย. In ผลการวิเคราะห์กลุ่มสังคมล่าสัตว์: ชนกลุ่มน้อยเผ่า "ผีตองเหลือง" ในประเทศไทย. ส. ภู่ขจรและคณะ, บก. กรุงเทพฯ: กองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ.

สุชาติ บูรมิตร . (2546). การตั้งถิ่นฐาน “คนตองเหลือง” (Mlabri) ศึกษาเฉพาะกรณี บ้านห้วยหยวก หมู่ 6 ตำบลแม่ขะนิง ตำบลแม่ขะนิง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน. ภาคนิพนธ์ สาขาพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตสารสนเทศพะเยา.

สุนันทา สุขสุมิตร. (2552). จ.น่าน เดินหน้าเร่งพัฒนาชนเผ่าตองเหลืองในการประกอบอาชีพและการใช้ชีวิตประจำวัน. ใน สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ ข่าวออนไลน์ วันที่ 15 พฤษภาคม 2552 [http://thainews.prd.go.th/view.php?m_newsid=255205150255&tb=N255205].

สุรินทร์ ภู่ขจร และคณะ. (2531). ผลการวิเคราะห์กลุ่มสังคมล่าสัตว์: ชนกลุ่มน้อยเผ่า “ผีตองเหลือง” ในประเทศไทย.กรุงเทพฯ: กองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร.

สุรินทร์ ภู่ขจรและคณะ. (2526). รายงานเบื้องต้น กลุ่มสังคมล่าสัตว์: ชนกลุ่มน้อยเผ่า "ผีตองเหลือง" ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.

สุวิไล เปรมศรีรัตน์ . (2537). ขมุ ลัวะ/ถิ่น และมลาบรี (ผีตองเหลือง) ใน จังหวัดน่าน และปัญหาในการเรียกชื่อ. วารสารภาษาและวัฒนธรรม 13(1):108-118.

หมื่นวลี . (2537). สารคดี ผีตองเหลือง. กรุงเทพฯ: บริษัทรวมสาส์น (1977) จำกัด.

อนุรัตน์ วัฒนาวงศ์สว่าง, และ ศิริศักดิ์ คุ้มรักษา. (2544). "นายรอบรู้" นักเดินทาง : น่าน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สารคดี.

อำเภอบ้านหลวง. (2540). คำสั่งอำเภอบ้านหลวง ที่ 297/2540 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานต่างๆ ตามโครงการพัฒนาและอนุรักษ์ชนเผ่าตองเลือง. อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน.

Asian Minorities Outreach. (2000). Faces of the Unreached in Laos: Southeast Asia's Forgotten Nation: Asian Minorities Outreach.

Bernatzik, Hugo Adolf. (1951). The Spirits of the Yellow Leaves. E.W. Dickes, transl. London: Robert Hale Ltd.

Bourke-Borrowes, L.F.S. (1926-27). Further note on the Phi Tong Lu'ang. Journal of the Siam Society 20(2):167 - 169.

Bradley, David. (2007). Languages of Mainland South-East Asia. In The Vanishing Languages of the Pacific Rim. O. Miyaoka, O. Sakiyama, and M.E. Krauss, eds. Pp. 301-336. New York: Oxford University Press.

Chazée, Laurent .(2001). The Mrabri in Laos: a World under the Canopy. Bangkok: White Lotus Co. Ltd.

Cohen, Erik. (2004). Contemporary Tourism: Diversity and Change. Oxford, UK: Elsevier Ltd.

Fondcome Village Hotel .(2006). ถ้ำผีตองเหลือง (Mlabri Wild House). ข้อมูลออนไลน์ [http://www.fondcome.com/peetongleung.php]. (accessed Aug 18, 2010).

Herda, Ellen A. (2002). Power and Place: A Hermeneutic Orientation in Development and Education Among the Mlabri of Northeast Thailand. High Plains Applied Anthropology 22(1):101-109.

Herda, Ellen A. (2007). Mlabri Nation Vanishing: Horizonss of Social Imagery in Development. Language and Nationhood: Discourses Acros Cultures and Disciplines. SoLLs.INTEC.07 INTERNATIONAL CONFERENCE, Malaysia, 2007, pp. 102-114. UNIVERSITI KEBANGSAAN MALAYSIA.

Higham, Charles. (2002). Early Cultures of Mainland Southeast Asia. Bangkok: River Books Ltd.

Ikeya, Kazunobu, and Shisuke Nakai. (2009). Historical and Contemporary Relations between Mlabri and Hmong in the Northern Thailand. In Senri Ethnological Studies (73) Interactions between Hunter-Gatherers and Farmers: from Prehistory to Present K. Ikeya, H. Ogawa, and P. Mitchell, eds. Pp. 247-261. Osaka, Japan: National Museum of Ethnology.

Kraisri Nimmanahaeminda .(1963).The Mrabri Language. the Journal of the Siam Society 51(2):179-184.

Kraisri Nimmanahaeminda, and Julian Hartland-Swan. (1962).The Expedition to the “Khon Pa” (or Phi Thong Luang?). the Journal of the Siam Society 50(2):165-186.

Lebar, Frank M., Gerald C. Hickey, and John K. Musgrave. (1964). Part 2: Austroasiatic. Yumbri. In Ethnic Groups of Mainland Southest Asia. Pp. 132-135. USA: New Heaven.

Proschan, Frank. (2001). Peoples of the Gourd: Imagined Ethnicities in Highland Southeast Asia. The Journal of Asian Studies 60(4):999-1032.

Rasmi Shoocongdej. (2000). Forager mobility organization in seasonal tropical environments of western Thailand. World Archaeology 31(1):14-40.

Richel, JØrgen. (1995). Minor Mlabri: A Hunter-Gatherer Language of Northern Indochina. University of Copenhagen, Denmark: Museum Tusculanum Press.

Sakkarin Na Nan. (2009). Resource Contestation between Hunter-Gatherer and Farmer Societies: Revisiting the Mlabri and the Hmong Communities in Northern Thailand. In Interactions between Hunter-Gatherers and Farmers: from Prehistory to Present K. Ikeya, H. Ogawa, and P. Mitchell, eds. Pp. 229-2446. Osaka, Japan: National Museum of Ethnology.

Seidenfaden, Erick. (1919). Further Note about Chaubun. The Journal of the Siam Society Vol. XIII(3):p. 47-53.

Surin Pookajorn. (1992). Introduction. In The Phi Tong Lueng (Mlabri): A Hunter – Gatherer Group in Thailand. S. Pookajorn, ed. Pp. 1-28. Faculty of Archaeology, Silapakorn University, Thailand: Odeon Store.

The Lahu National Development Organization (LNDO). (2005). No Place left for the Spirit of the Yellow Leaves: intensive logging leaves few options for the Mlabri people. Undercurrents 1(1):16-18.

Theraphan Luang Tongkum. (1992). The Language of the Mlabri (Phi Tong Luang). In The Phi Tong Lueng (Mlabri): A Hunter – Gatherer Group in Thailand. Surin Pookajorn, ed. Pp. 43-65. Faculty of Archaeology, Silapakorn University, Thailand: Odeon Store.

Thongchai Winichakul. (2000). The Others Within: Travel and Ethno-Spatial Differentiation of Siamese Subjects 1885-1910. In Civility and Savagery: Social Identity in Tai States. A. Turton, ed. Pp. 38 - 62. UK: Curzon.

Trier, Jesper. (1992) The Mlabri People of Northern Thailand: Social Organization and Supernatural Beliefs. In The Highland Heritage: Collected Essays on Upland North Thailand. A.R. Walker, ed. Pp. 225 - 263. Singapore: Double-Six Press (Pte) Ltd.

Trier, Jesper. (2008). Invoking the Spirits: Fieldwork on the material and spiritual life of the hunter-gatherers Mlabri in Northern Thailand. Denmark: Jutland Archaeological Society.

Winit Wanadorn, Pra. (1926). Some Information Concerning the 'Phi Tawng Luang' obtained from a Few Residents of a Village in Nam Wa District, East of Nan. Journal of the Siam Society 20(2):171-174.

Wurm, S.A., and Shiro Hattori. (1981). Language Atlas of the Pacific Area. Canberra: Australian Academy of the Humanities.

Young, Gordon. (1961). The Yumbri or Phi Tong Luang (Kha Tong Luang, Khon Pa). In The Hill Tribes of Northern Thailand (A Socio-Ethnological Report). Pp. 87-91. Bangkok: Thai-American Audiovisual Srervice.

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ : มละบริ

ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร