มลายู

ชื่อเรียกตนเอง : มลายู, ออแฆนายู, มลายูมุสลิม, ไทยมุสลิม

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : มุสลิม, อิสลาม, แขก

ตระกูลภาษา : ออสโตรเนเชียน

ภาษาพูด : มลายู

ภาษาเขียน : ยาวี, รูมี

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 17 มิ.ย. 2566

1,247

มลายู หมายถึง ผู้คนในดินแดนมลายู ผู้คนในดินแดนนี้จึงเรียกตัวเองว่ามลายู หรือ ออแฆนายู นอกจากนี้คนรุ่นใหม่ยังเรียกตัวเองว่า มลายูมุสลิม และไทยมุสลิมตามโอกาสในการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆขณะที่คนนอกวัฒนธรรมมักเรียกพวกเขาแบบเหมารวมว่า อิสลาม มุสลิม หรือแขกซึ่งเป็นการเรียกที่มีความคลาดเคลื่อนและไม่ได้ หมายถึง คนมลายูมุสลิม

กลุ่มชาติพันธุ์มลายูจัดอยู่ในตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน อาศัยอยู่บริเวณคาบสมุทรมลายู ภาคใต้ของประเทศไทย ปัจจุบันชาวมลายูส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ยะลา ปัตตานี นราธิวาสจากประวัติศาสตร์นักโบราณพบหลักฐานว่า ชาวมลายูอาศัยอยู่บริเวณเมืองโบราณยะรัง เป็นชุมชนโบราณในลุ่มน้ำปัตตานีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในแหล่งชุมชนโบราณทางภาคใต้ คาดว่ามีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 12-13 กระทั่งพุทธศตวรรษที่ 18-19 จึงย้ายศูนย์กลางของเมืองไปที่ชายฝั่งทะเล ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 19-23 ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานบริเวณอาณาจักรปัตตานี ซึ่งเป็นศูนย์กลางการคมนาคมระหว่างทางทะเลและทางบกที่รุ่งเรือง ระหว่างนี้ได้เกิดความขัดแย้งและสงครามระหว่างเมืองปาตานีกับสยาม ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2330-2334 สยามได้เข้าปกครองปาตานี แต่ทว่า ช่วงเวลาดังกล่าวได้เกิดปัญหาขัดแย้งระหว่างขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของปาตานีกับข้าราชการสยามในเรื่องกฎระเบียบปฏิบัติและขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ กระทั่งปี 2359 สยามยกเลิกระบบการปกครองระบบสุลต่านหรือราชามาเป็นการแต่งตั้งเจ้าเมืองจากกรุงเทพฯ พร้อมกับแยกปาตานีออกเป็น 7 หัวเมือง คือ เมืองปัตตานี เมืองยิริง (ยะหริ่ง) เมืองสายบุรี เมืองหนองจิก เมืองรามันเมืองระแงะ เมืองยะลา แต่ละหัวเมืองอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าเมืองที่มีอำนาจในการปกครองกันเองอย่างเป็นอิสระ แต่อยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าเมืองสงขลา กระทั่งเมื่ออำนาจของราชาหรือสุลต่านปาตานีและเจ้าเมืองยุติลง คนมลายูในพื้นที่ต่อสู้กับอำนาจสยามอย่างต่อเนื่อง การต่อจึงสู้ได้เปลี่ยนรูปแบบเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดนจนกระทั่งปัจจุบัน ภายหลังจากการปฏิวัติสยาม เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เช่นกัน รัฐบาลได้ยกเลิกการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลมาเป็นการบริหารราชการแผ่นดินส่วนภูมิภาค แบ่งการปกครองออกเป็นจังหวัดอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน มณฑลปัตตานีเดิมมี 4 จังหวัด จัดแบ่งเหลือเพียง 3 จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

อัตลักษณ์ความเป็นมลายูมีความชัดเจนในด้านการผสมผสานระหว่างจารีตดั้งเดิมกับศาสนาอิสลาม เนื่องจากผู้คนในคาบสมุทรมลายูนั้นประกอบด้วยผู้คนหลากหลายวัฒนธรรม ความเป็นมลายู จึงสะท้อนผ่านรูปแบบบ้านเรือน สถาปัตยกรรมเก่าแก่ ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และพิธีกรรมที่เกิดจากการผสมผสานของแนวคิดพราหมณ์-ฮินดูและแนวคิดอิสลามาภิวัตน์ที่มีเป้าหมายเพื่อความเป็นอิสลามบริสุทธิ์ เป็นมุสลิมเดียวทั่วโลก ส่งผลให้พิธีกรรมท้องถิ่นหลายประการได้ถูกเลิกปฏิบัติ

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : มลายู, ออแฆนายู, มลายูมุสลิม, ไทยมุสลิม

มลายู หมายถึง ผู้คนในดินแดนมลายู ทีมีหลักการสามประการคือ มลายูเป็นขนบธรรมเนียมของพวกเขา มลายูเป็นภาษาของพวกเขา และอิสลามเป็นศาสนาของพวกเขา องค์ประกอบทั้งสามประการนี้เป็นองค์ประกอบที่มิอาจจะขาดตัวใดตัวหนึ่งได้ ผู้คนในดินแดนนี้จึงเรียกตัวเองว่ามลายู หรือ ออแฆนายู ที่หมายถึงคนมลายูนั่นเอง ทั้งนี้ด้วย“ความเป็นมลายู” นั้น มีความเชื่อมโยงกันระหว่างบริบททางชาติพันธุ์ ภาษา วัฒนธรรม และศาสนาอิสลาม แม้ว่าในประเด็นของศาสนานั้นอาจมีการโต้แย้งว่าไม่ใช่คนมลายูทุกคนจะนับถือศาสนาอิสลาม อย่างที่เข้าใจว่าไม่ใช่คนเชื้อสายอาหรับทุกคนจะเป็นมุสลิม แต่ในเบื้องต้นเมื่อได้ยินคำว่า มลายูแล้วจะเข้าใจได้ทันทีว่าเป็นชาติพันธุ์มลายูที่ใช้ภาษามลายู มีการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมมลายู (Adat Istiadat Melayu) และนับถือศาสนาอิสลามด้วย ซึ่งบริบทนี้มีความสอดคล้องกับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเทศมาเลเซีย บรูไนดารุสซาลาม และสิงคโปร์อย่างมาก (นาวาวี กาโฮง, 2561: 33)

ออแฆนายูเป็นคำเรียกตนเอง หมายความว่า “ฉันเป็นคนมลายู บางทีมีการเติมคำข้างหน้าว่า “กีตอออแฆนายู” ซึ่งแปลว่า พวกเราคือคนมลายู (นิธิ เอียวศรีวงศ์, 2550:60) ทั้งนี้ คำว่า“ออแฆนายู” “ออแร 'นายู”เป็นเพียงรูปแบบการเขียนตามสำเนียงของแต่ละถิ่นคำว่า 'นายู เป็นคำลดรูปของคำว่า มลายู (แวมายิ ปารามัล, 2552) ความเป็นมลายูจึงไม่สามารถแยกออกจากศาสนาอิสลามได้อย่างเบ็ดเสร็จ ดังนั้น เชื้อชาติและศาสนาของชาวมลายูมุสลิมจึงเป็นสิ่งที่ผนึกแน่นอยู่ด้วยกันคนมลายู หรือ ออแฆนายูนั้น เรียกคนไทยทั่วไปว่า “ออแฆซีแย” ซึ่งหมายถึง คนสยามหรือคนไทย ในขณะเดียวกันก็มีความคิดที่ว่าคนสยามหรือคนไทยนี้มาพร้อมกับศาสนาพุทธ นอกจากนี้พวกเขายังมีความรู้สึกว่า ตนเองนั้นมีความแตกต่างไปจาก “ออแฆฮจีนอ”(คนจีน) พวกเขาจึงไม่ได้รู้สึกว่าตนเองนั้นเป็นออแฆมาเล (คนมาเล) ซึ่งสะท้อนให้เห็นการการจำแนกความเป็นชาติพันธุ์ผ่านสำนึกทางชาติพันธุ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนแม้ว่าชาวมลายูจะมีเครือญาติตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศมาเลเซียก็ตาม (บุศรินทร์ แปแนะ, 2556: 22-23)

มลายูมุสลิมเป็นอีกชื่อเรียกหนึ่งของชาวมลายู ที่เชื่อมโยงระหว่างศาสนาอิสลามและความเป็นชาติพันธุ์สะท้อนถึงชื่อเรียกผู้คนในพื้นที่ หรือความต้องการของคนในพื้นที่จะให้เรียกเช่นนี้มากกว่าที่จะเรียกว่าไทยมุสลิม คำว่า “คนไทย” ในภาษามลายูเรียกว่า “ออแฆซีแย” ซึ่งหมายถึง คนไทยพุทธ ขณะเดียวกันการใช้คำว่า “ออแฆนายู” จะเข้าใจได้ทันทีว่าเป็นมุสลิม การเรียกคนไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่ามลายูมุสลิมไม่ได้หมายความคนมลายูมุสลิมไม่มีจิตสำนึกในความเป็นคนไทย แต่เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และมีลักษณะเฉพาะถิ่น (นาวาวี กาโฮง, 2561: 34)

ไทยมุสลิม เป็นชื่อเรียกหนึ่งของชาวมลายูที่ถูกใช้เมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนจากส่วนกลางหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเนื่องจากเป็นชื่อที่เข้าใจง่ายว่าเป็นคนไทยนับถือศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้หลายภาษา ทั้งภาษามลายู ภาษาไทย ภาษาอังกฤษภาษามาเลเซีย ภาษาอาหรับฯ กลุ่มคนเหล่านี้มีความลื่นไหลในการให้นิยามตัวเองเมื่อต้องปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ประกอบกับในช่วงปี 2520 - 2530 ชาวมลายูยังไม่นิยมใช้ภาษาไทย แต่ในช่วงปี พ.ศ.2547 นั้นสามารถพบเห็นกลุ่มคนที่พูดภาษาไทยได้ทั่วไป ในขณะที่กลุ่มคนที่สามารถใช้ได้เฉพาะภาษามลายู จะมีความสับสนทางอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์น้อยกว่ากลุ่มคนที่ใช้สองภาษา โดยเฉพาะการใช้ภาษาไทยที่ถือเป็นภาพตัวแทนของคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ ส่วนพวกเขานับถือศาสนาอิสลาม ดังนั้น จึงสร้างความสับสนให้แก่ชาวมลายูเป็นอย่างมาก ในบางครั้งกลุ่มคนที่มีการศึกษามักเรียกตนเองว่าเป็นคนไทยมุสลิม (บุศรินทร์ แปแนะ, 2556:22-23)

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : มุสลิม, อิสลาม, แขก

มุสลิม เป็นภาษาอาหรับ หมายถึง ผู้ที่นอบน้อม และยอมจำนนต่อข้อบัญญัติของอัลลอฮ์ และหมายถึง ผู้ที่ยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม ในบริบทนี้ คำเรียก มุสลิมจึงหมายถึง “ผู้นับถือศาสนาอิลาม” เป็นคำเรียกที่เป็นกลาง ใช้เรียกผู้นับถือศาสนาอิสลามโดยทั่วไปโดยไม่ได้แบ่งแยกความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์

อิสลาม ไม่ได้หมายถึงคนมลายู แต่หมายถึง “ศาสนาอิสลาม” คำนี้เป็นภาษาอาหรับ
มีความหมายว่า “การยอมจำนน การปฏิบัติตาม และการนอบน้อม” คือ ศาสนาแห่งการนอบน้อม
จำนนต่อพระเจ้าในบริบททางชาติพันธุ์สัมพันธ์นั้น คำเรียกนี้ไม่ได้หมายถึงกลุ่มชาติพันธุ์แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นชื่อเรียกศาสนา ดังนั้น การนำชื่อศาสนามาเรียกกลุ่มมลายูจึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

แขก เป็นคำเรียกกลุ่มคนมุสลิมมายาวนาน โดยรากศัพท์คาดว่ามาจากภาษาแต้จิ๋ว ออกเสียงว่า “เค่อ” หมายถึง ผู้มาเยือน ซึ่งใช้เรียกผู้มาเยือนจากต่างเมืองว่าแขกคำนี้จึงถูกใช้ตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มาจากทิศตะวันตกของประเทศ กลุ่มมลายู เปอเชีย อินเดีย อาหรับ ตุรกี ฯ ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้นับถือศาสนาอิสลาม และมีบางกลุ่มที่นับถือศาสนาอื่น เช่น ซิกข์ ฮินดู คริสต์ ฯ ดังนั้น ในอดีตคำเรียกนี้นัยยะถึงความพิเศษ เป็นแขกของแผ่นดิน แขกของประเทศ เป็นคนพิเศษที่ต้องดูแล (กองบรรณาธิการ Halal Life Megazine, 2555)

ภาษา

ตระกูลภาษา : ออสโตรเนเชียน

ตระกูลภาษาย่อย : มลายู/ยาวี

ภาษามลายู หรือภาษามาเลย์ (Bahasa Melayu บาฮาซา มลายู) เป็นภาษาตระกูลออสโตรนีเซียน

ภาษาพูด : มลายู

ภาษามลายู พูดกันในกลุ่มชนชาติมลายูที่อาศัยอยู่ในแถบคาบสมุทรมลายูทางใต้ของประเทศไทย บางส่วนของเกาะสุมาตรา เป็นภาษาทางการของประเทศมาเลเซีย บรูไน และเป็น 1 ใน 4 ภาษาราชการของประเทศสิงคโปร์ ภาษามลายูที่ใช้อยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความแตกต่างในการออกเสียงคำบางคำกับภาษามาเลย์ที่ใช้ในพื้นที่อื่นๆ เช่น กิน ในภาษามาเลย์จะออกเสียงว่า “มากัน” ในขณะที่มลายูในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะออกเสียงว่า “มาแก” บางคนจึงเรียกภาษามลายูใน 3 จังหวัดว่าภาษามลายูถิ่น ทั้งนี้ ภาษามลายูแต่ละพื้นที่ เช่น มลายูยะลา มลายูปัตตานี มลายูสตูล มีสำเนียงและคำศัพท์บางคำที่แตกต่างกันตามบริบทพื้นที่

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : ยาวี, รูมี

คนมลายูจะใช้อักษรในการเขียน 2 รูปแบบ คือ 1) อักษรยาวีและ2) อักษรรูมี โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1) อักษรยาวีมาจาก Jawi หรือ Jawa (ชวา) ซึ่งคาดว่าชาวชวาเป็นผู้นำอักษรอารบิกมาปรับใช้ในการเขียนภาษามาเลย์ จากนั้นผู้คนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงรับเอาภาษานั้นมาใช้และเรียกภาษาเขียนนี้ว่า ยาวี อักษรยาวีมีจำนวนอักษรมากกว่าอาหรับ ปัจจุบันประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ใช้อักษรยาวีในการเรียนการสอนศาสนา

2) อักษรรูมี เกิดขึ้นเมื่ออังกฤษเข้ามาครอบครองดินแดนมาเลเซีย อักษรรูมีเป็นการดัดแปลงอักษรโรมันเพื่อใช้สะกดภาษามลายู เนื่องจากอักษรรูมีง่ายต่อการใช้งานมากกว่ายาวี จึงเป็นที่นิยมใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คนในมาเลเซีย และอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตามในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงนิยมใช้ยาวีในการเขียนป้ายร้านค้า การ์ดเชิญ เด็กในโรงเรียนตาดีกาจึงมีการเรียนทั้งภาษารูมีและยาวี ในปัจจุบันคนมลายูรุ่นใหม่เริ่มมีความรู้อักษรยาวีลดน้อยลงและใช้อักษรรูมีในการเขียนอ่านในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามมากขึ้น

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ

คนมลายูส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส บางส่วนอยู่ในจังหวัดสงขลาจังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา และพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯคือ เขตหนองจอก บางกะปิ มีนบุรี และหนองจอก ซึ่งกลุ่มคนมลายูในกรุงเทพฯ ที่ย้ายถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ไม่สามารถพูดภาษามลายูได้ อีกทั้งอาจไม่ได้สืบทอดประเพณีและวัฒนธรรมของปัตตานีมาจนกระทั่งปัจจุบัน ส่วนคนมลายูที่โยกย้ายเข้ามาทำงาน หรือ ศึกษาต่อในกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังคงพูดภาษามลายูและสืบทอดวัฒนธรรมของมลายูปัตตานี

จำนวนประชากรมลายูในประเทศไทยมีความแตกต่างกันไปตามแหล่งข้อมูลต่างๆ หากใช้ข้อมูลจากรายงานประจำปีในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุว่า จำนวนประชากรมลายูประมาณ 1,613,000 คน(คำนวนจากข้อมูลประชากรของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย จังหวัดปัตตานี (พ.ศ.2558) ยะลา (พ.ศ.2557) และ นราธิวาส (พ.ศ.2555) ทั้งนี้ยังคงมีประชากรกลุ่มชาติพันธุ์มลายูดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทย ขณะที่ข้อมูลจากสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล ประเมินว่าในปี 2547 มีประชากรมลายูประมาณ 900,000 คน

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

ผศ.ดร. แพร ศิริศักดิ์ดําเกิง ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

เอกสารอ้างอิง :

กระทรวงศึกษาธิการ. (2505). ประวัติศาสตร์สี่จังหวัดภาคใต้ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล.

กองบรรณาธิการ Halal Life Megazine. (2555). ศุกรีย์ สะเร็ม เราเป็นใครในบ้านของเรา . Halal Life Megazine. (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก https://www.halallifemag.com/sukree-sarem/ เข้าถึงเมื่อ 27มิถุนายน 2565.

คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ. (2549). รายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี.

ครองชัย หัตถา. (2552). ประวัติศาสตร์ปัตตานีสมัยอาณาจักรโบราณถึงการปกครอง 7 หัวเมือง. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์ครั้งที่ 2.

ครองชัย หัตถา.(2541). ปัตตานี การค้าและการเมืองการปกครองในอดีต ปัตตานี : โรงพิมพ์มิตรภาพ.

จันทรรัตน์ เหมเวช. (2544). เรือนไทยมุสลิมแบบประเพณีใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ สตูล), วิทยานิพนธ์สาขาวิชาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ภาควิชาสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร.

ฉวีวรรณ วรรณประเสริฐ และคณะ. (2524). ประเพณีที่ช่วยส่งเสริมการผสมผสานทางสังคม ระหว่างชาวไทยพุทธกับชาวไทยมุสลิม.ปัตตานี : คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2524 : 87-89

ชิดชนก ราฮิมมูลา. (2548). วิกฤตการณ์ชายแดนใต้. ในความรู้กับการแก้ปัญหาความขัดแย้ง กรณีวิกฤติการณ์ชายแดนภาคใต้. อุทัย ดุลยเกษม และ เลิศชาย ศิริชัย (บรรณาธิการ) กรุงเทพฯ : สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์.

ชุลีพร วิรุณหะ. (2551). บุหงารายา ประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่าของชาวมลายู. กรุงเทพฯ: ศักดิโสภาการพิมพ์.

ชูพันธ์ ตราชู. (2535). บทบาทของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในการพัฒนาเยาวชนมุสลิม จังหวัดชายแดนภาคใต้. งานวิจัยสังคมจิตวิทยา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 34 (วจ.).2535.

ถุงเงิน จงรักชอบ. มองอาเจะห์...ถึง 3 จังหวัดภาคใต้ของไทย. ใน วารสารอินโดจีนศึกษา ฉบับวิกฤตการณ์ไฟใต้, 7,1 มกราคม – ธันวาคม.

ทวีศักดิ์ เผือกสม. (2545). อยุธยาในเงื้อมมือของปัตตานี:ประวัติศาสตร์นิพนธ์ของปัตตานี และบทสนทนาระหว่างศูนย์กลางกับท้องถิ่นในการเขียนประวัติศาสตร์. ในงานสัมมนา The First Inter-Dialogue Conference on Southern Thailand, โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 13-15 มิถุนายน 2545.

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ. (2549). ความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ไทย. กรุงเทพฯ : โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา.

ธานินทร์ผะเอม. (2527). นโยบายการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้.วิทยานิพนธ์สาขาการปกครองมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

นันทวรรณ ภู่สว่าง. (2521). ปัญหาชาวไทยมุสลิมในสี่จังหวัดภาคใต้. รายงานวิจัย. สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย.

นานาวี กาโฮง. (2552). ปาตงอบรมสั่งสอน . ออนไลน์ เข้าถึงได้จาก https://www.langarchive-th.org/en/node/423 เข้าถึงเมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2565

นาวาวี กาโฮง. (2561). การสังเคราะห์องค์ความรู้จากปันตุนมลายูปาตานีเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ .ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการพัฒนาสังคม. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.

นาวาวี กาโฮง และคณะ. (2553). ศึกษาและรวบรวม'ปาตงและปราชญ์'ปาตงมลายูถิ่นปาตานีในจังหวัดปัตตานี. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

นิธิ เอียวศรีวงศ์ และ คณะ. ความรู้และความไม่รู้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้. กรุงเทพฯ: อุษาการพิมพ์. 2549.

นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2550). ใน มลายูศึกษา. กรุงเทพฯ: อมรินทร์.

บรรจง บินกาซัน. (2547). สารานุกรมอิสลามสำหรับเยาวชนและผู้เริ่มสนใจ. กรุงเทพฯ: อัลอะมีน. พิมพ์ครั้งที่ 2.

บุศรินทร์ แปะแนะ. (2556). ความเป็นมลายูมุสลิม:อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์และศาสนา ในอำเภอ เบตง จังหวัดยะลา. ศิลปศาสตรบัณฑิต โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประพนธ์ เรืองณรงค์. (2540). บุหงาปัตตานี คติชนไทยมุสลิมชายแดนภาคใต้. กรุงเทพฯ : มติชน.

ประพนธ์ เรืองณรงค์. (2548). เรื่องเล่าจากปัตตานี. กรุงเทพฯ : สถาพรบุ๊คส์, 2548.

ประยูรศักดิ์ชลายนเดชะ. (2539). มุสลิมในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งกรุ้ป.

ประเวศ วะสี. (2550). ดับไฟใต้ด้วยจิตวิวัฒน์และพลังแห่งทางสายกลาง. กรุงเทพฯ : กรีนปัญญาญาณ.

ปรามินทร์ เครือทอง. (2547). สยาม-ปัตตานีในตำนานการต่อสู้มลายูมุสลิม. กรุงเทพฯ: มติชน.

ปรีดี พนมยงค์.(2517). “ข้อสังเกตเกี่ยวกับเอกภาพของชาติกับประชาธิปไตย.” ใน ความเป็นเอกภาพของชาติกับปัญหาสามจังหวัดภาคใต้, 1-16. สหพันธ์นิสิตนักศึกษาชาวปักษ์ใต้แห่งประเทศไทย, รวบรวม. กรุงเทพฯ : ประจักษ์การพิมพ์.

ปิยนาถ บุนนาค. (2531). นโยบายการปกครองของรัฐบาลไทยต่อชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (พ.ศ. 2475-2516). รายงานวิจัยโครงการเผยแพร่ผลงานวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง. (2547). ตามหา”มะโย่ง”. ใน ศิลปวัฒนธรรม. 25,12 ตุลาคม 2547. หน้า 72 – 73

แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง. (2552). ทักษะวัฒนธรรม : คู่มือวิธีการขัดกันฉันมิตร. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร.

แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง. (2546). ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมลายูมุสลิมกับชาวจีนในย่านสายกลาง จังหวัดยะลา. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร.

มุนีร มุฮัมหมัด. (2521). กฎหมายอิสลาม. กรุงเทพฯ: พิทักษ์การพิมพ์.

เมธี ธรรมรังสี. (2532). ชาวไทยมุสลิม 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้กับความมั่นคงของชาติ . เอกสารวิจัยส่วนบุคคล วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร.

ยุซุฟ ก็อรฺฏอวี (เขียน) บรรจง บินกาซัน (แปล). (2539). หะราลและหะรอมในอิสลาม.กรุงเทพฯ : ศูนย์หนังสืออิสลาม, พิมพ์ครั้งที่ 3.

รัตติยา สาและ. (2544). การปฏิสัมพันธ์ระหว่างศาสนิกที่ปรากฏในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. 2544.

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ.(บรรณาธิการ). (2550). เสียงสะท้อนจากหมู่บ้านประมงอ่าวปัตตานี: เสียงจากคนตานี. กรุงเทพฯ : มูลนิธิเล็ก – ประไพ วิริยะพันธุ์.

วัฒนธธรรม. (ออนไลน์). วายังกูและหนังตะลุงมลายู สื่อพื้นบ้าน สามจังหวัดชายแดนใต้. ออนไลน์ . เข้าถึงได้จาก http://article.culture.go.th/index.php/layouts-modules-positions/3-column-layout-2/180-2019-12-06-08-50-03 เข้าถึงเมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2565

วัน มะโรหบุตร. (แปล). (2551). ฮิกายัต ปัตตานี เล่าเรื่องเมืองปัตตานี. เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการเรื่อง “โลกอิสลามและมุสลิมในอุษาคเนย์. 28-29 พฤศจิกายน.

วาที ทรัพย์สิน. (2548). “มะโย่งในสถานการณ์ที่กำลังจะดับสูญ” ในวารสารรูสะมิแล, 26(1) ม.ค.-เม.ย.

วิเชียรคิรี,พระยา. (2471). ประชุมพงศาวดารภาคที่ 3. พิมพ์ครั้งที่ 2 พระนคร:หอสมุดวชิรญาณ, 2471 (พิมพ์ในงานศพหลวงชนาธิกรณ์อนุมัติ (สิงโต ลิมปพันธุ์) .

แวมายิ ปารามัล.(2552). คู่มือระบบตัวเขียนภาษามลายูปาตานี. เอกสารประกอบโครงการวิจัยปฏิบัติการเรื่อง “การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาท้องถิ่นและภาษาไทยเป็นสื่อ: กรณีการจัดการศึกษาแบบทวิภาษา (ภาษาไทย-มลายูถิ่น)”ในโรงเรียนเขตพื้นที่สี่จังหวัดชายแดนภาคใต้.

ศรีศักร วัลลิโภดม. (2538). ชุมชนโบราณในสี่จังหวัดภาคใต้. ใน ค้นหาอดีตของเมืองโบราณ, กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ.

ศรีศักร วิลลิโภดม.(2550). เล่าขานตำนานใต้. กรุงเทพฯ: ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล.

สมโชติ อ๋องสกุล. (2521). การปฏิรูปการปกครองมณฑลปัตตานี (พ.ศ. 2449 – 2474) วิทยานิพนธ์สาขาประวัติศาสตร์. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.

สำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ. (2549). แนวทางด้านนโยบายในการแก้ไขปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้. เอกสารถ่ายสำเนา.

สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2547). รัฐปัตตานีใน “ศรีวิชัย”. กรุงเทพฯ: มติชน.

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี และดอน ปาทาน. (2547). สันติภาพในเปลวเพลิง. กรุงเทพฯ : เนชั่นบุ๊คส์.

สุรชาติ บำรุงสุข. (2550). วิกฤติใต้ สู้ด้วยยุทธศาสตร์และปัญญา. กรุงเทพฯ : ร่วมด้วยช่วยกัน, พิมพ์ครั้งที่ 2.

สุรินทร์พิศสุวรรณ. (2525). นโยบายประสมประสานชาวมาเลย์มุสลิมในประเทศไทยสมัยรัตนโกสินทร์. ในการสัมมนาสองศตวรรษรัตนโกสินทร์ : ความเปลี่ยนแปลง ของสังคมไทยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2525

เสมอ นาคพงศ์. (2530). โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในเขตการศึกษา 2 กับความมั่นคงแห่งชาติ. วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วจ.).

เสาวนีย์ จิตต์หมวด. (2531). กลุ่มชาติพันธุ์ : ชาวไทยมุสลิม. กรุงเทพฯ: ม.ป.ท.

เสาวนีย์ จิตต์หมวด. (2535). วัฒนธรรมอิสลาม. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : ทางนำ.

หะยีมูหัมหมัด อาดำ และคณะ. (2550). เราคือปอเนาะ. กรุงเทพฯ : มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์.

อ.บางนรา. (2519). ปัตตานี อดีต-ปัจจุบัน. ชมรมแสงเทียน.

อนันต์ วัฒนานิกร. (2528). แลหลังเมืองตานี. จัดพิมพ์โดยศูนย์ศึกษาเกี่ยวกับภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี.

อรศิริ ปาณินท์. (2543). ปัญญาสร้างสรรค์ในเรือนพื้นถิ่นอุษาคเนย์. กรุงเทพฯ: คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์. มหาวิทยาลัยศิลปากร.

อับดุลลอฮฺ ลออแมน. (2547). มัสญิดบ้านตะโละมาเนาะ. กรุงเทพฯ : โฟร์พริ้นติ้ง จำกัด, พิมพ์ครั้งที่ 2.

อารง สุทธาศาสน์. (2519). ปัญหาความขัดแย้งในสี่จังหวัดภาคใต้. กรุงเทพฯ: พิทักษ์ประชา.

อารีฟีน บินจิ, อ.ลออแมน และอัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง. (2543). ปาตานี ดารุสสลาม. ยะลา : มุสลิมนิวส์.

อุทัย หิรัญโต. (2521). มุสลิมในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.

กระทรวงศึกษาธิการ. (2505). ประวัติศาสตร์สี่จังหวัดภาคใต้ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล.

ครองชัย หัตถา. (2541). ปัตตานี การค้าและการเมืองการปกครองในอดีต ปัตตานี : โรงพิมพ์มิตรภาพ.

ครองชัย หัตถา. (2552). ประวัติศาสตร์ปัตตานีสมัยอาณาจักรโบราณถึงการปกครอง 7 หัวเมือง. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์ครั้งที่ 2.

ชุลีพร วิรุณหะ. บุหงารายา ประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่าของชาวมลายู. กรุงเทพฯ: ศักดิโสภาการพิมพ์, 2551.

ทวีศักดิ์ เผือกสม. (2545). อยุธยาในเงื้อมมือของปัตตานี:ประวัติศาสตร์นิพนธ์ของปัตตานี และบทสนทนาระหว่างศูนย์กลางกับท้องถิ่นในการเขียนประวัติศาสตร์. ในงานสัมมนา The First Inter-Dialogue Conference on Southern Thailand, โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 13-15 มิถุนายน 2545.

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ. (2549). ความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ไทย. กรุงเทพฯ : โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา.

ปรีดี พนมยงค์. (2517). “ข้อสังเกตเกี่ยวกับเอกภาพของชาติกับประชาธิปไตย.” ใน ความเป็นเอกภาพของชาติกับปัญหาสามจังหวัดภาคใต้, 1-16. สหพันธ์นิสิตนักศึกษาชาวปักษ์ใต้แห่งประเทศไทย, รวบรวม. กรุงเทพฯ : ประจักษ์การพิมพ์.

ประยูรศักดิ์ชลายนเดชะ. (2531).มุสลิมในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งกรุ้ป.

ปรามินทร์ เครือทอง. (2547). สยาม-ปัตตานีในตำนานการต่อสู้มลายูมุสลิม. กรุงเทพฯ: มติชน.

วัน มะโรหบุตร. (แปล). (2551). ฮิกายัต ปัตตานี เล่าเรื่องเมืองปัตตานี. เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการเรื่อง “โลกอิสลามและมุสลิมในอุษาคเนย์. 28-29 พฤศจิกายน.

วิเชียรคิรี,พระยา. (2471). ประชุมพงศาวดารภาคที่ 3. พิมพ์ครั้งที่ 2 พระนคร:หอสมุดวชิรญาณ, 2471 (พิมพ์ในงานศพหลวงชนาธิกรณ์อนุมัติ (สิงโต ลิมปพันธุ์).

ศรีศักร วัลลิโภดม. (2538). ชุมชนโบราณในสี่จังหวัดภาคใต้. ใน ค้นหาอดีตของเมืองโบราณ, กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ.

ศรีศักร วิลลิโภดม. (2550). เล่าขานตำนานใต้. กรุงเทพฯ: ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล.

สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2547). รัฐปัตตานีใน “ศรีวิชัย”. กรุงเทพฯ: มติชน.

สุรินทร์พิศสุวรรณ. (2525). นโยบายประสมประสานชาวมาเลย์มุสลิมในประเทศไทยสมัยรัตนโกสินทร์. ในการสัมมนาสองศตวรรษรัตนโกสินทร์ : ความเปลี่ยนแปลง ของสังคมไทยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

อ.บางนรา. (2519). ปัตตานี อดีต-ปัจจุบัน. ชมรมแสงเทียน.

อนันต์ วัฒนานิกร. (2528). แลหลังเมืองตานี.จัดพิมพ์โดยศูนย์ศึกษาเกี่ยวกับภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี.

อารีฟีน บินจิ, อ.ลออแมน และอัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง. (2543). ปาตานี ดารุสสลาม. ยะลา : มุสลิมนิวส์.

สุนิติ จุฑามาศ. (2564). รายงานศึกษาการทำบุญ-กินบุญ: พิธีกรรม ประเพณีวิถีชีวิต พลวัตของความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรมของชาวมุสลิมกรณีศึกษาชุมชนมัสยิดยะวา กรุงเทพมหานคร. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน)

เปรมสินี ศักดิ์สูง .(2558) วิถีโต๊ะบีแด : การดารงภูมิปัญญาพื้นบ้าน สืบสานวัฒนธรรมชุมชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้. รายงานวิจัย. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.กระทรวงวัฒนธรรม

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ : มลายู

ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร