มอญ

ชื่อเรียกตนเอง : มอญ, รมัน, รามัญ

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ตะเลง, ตะลาย, เปกวน, เม็ง

ตระกูลภาษา : ออสโตรเอเชียติก

ภาษาพูด : มอญ

ภาษาเขียน : มอญ

บทความฉบับเต็ม : ดาวน์โหลด

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 17 มิ.ย. 2566

2,585

คนมอญนิยมเรียกตนเองว่า “มอญ” “รมัน” หรือ “รามัญ” ตามชื่อประเทศของตน คือ “รามัญญเทส หรือ รามัญประเทศ ส่วนความหมายนั้นไม่ปรากฏเป็นที่แน่ชัด ชาวมอญบางคนได้อธิบายความหมายของคำว่ามอญ แปลว่า เป็นที่หนึ่ง ในแง่ที่ว่าพวกเขาเป็นที่หนึ่งในมนุษยชาติ บางคนกล่าวว่าหมายถึง ผู้นับถือพระรามปางพระนารายณ์ ปัจจุบันชาวมอญในประเทศไทยนิยมเรียกตนเองว่า“ชาวไทยรามัญ” คำว่า “มอญ” มักจะใช้ในการสื่อสารที่ไม่เป็นทางการ หรือเป็นการสื่อสารกันภายในกลุ่มส่วนคำว่า “รามัญ” หรือ “ไทยรามัญ” มักจะใช้ในการสื่อสารแบบทางการ สำหรับคำเรียกว่า “ตะเลง”เป็นที่เข้าใจกันในหมู่คนมอญว่า “ตะเลง” หมายถึง “อิตะเลิม” ที่แปลว่า “พ่อแม่ฉิบหายหรือบ้านแตกสาแหรกขาด” หรืออีกความหมายหนึ่งเป็นนัยแฝงการเหยียดหยามโดยแปลว่า “ เชื้อชาติอยู่ใต้ฝ่าเท้า” ซึ่งชาวมอญถือว่าเป็นการข่มเหงย่ำยีทางเชื้อชาติ ปัจจุบันคำนี้เลิกใช้กันแล้ว เพราะชาวมอญไม่ชอบชื่อนี้และไม่เคยนับว่าชื่อนี้เป็นชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์ของตนเอง ถึงแม้จะรับรู้ว่า ตะเลงหมายถึงมอญก็ตาม

ถิ่นกำเนิดเดิมของชาวมอญ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นบริเวณทางตอนตะวันตกของจีนหรือบริเวณทางตอนใต้ของอินเดีย มีภาษาพูดและมีตัวอักษรเขียนของตนเอง เมื่ออพยพมายังอุษาอาคเนย์ ชาวมอญได้ก่อตั้งอาณาจักรโบราณสองแห่ง ได้แก่ อาณาจักรทวารวดีทวารวดี บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา กับอาณาจักรสะเทิม บริเวณลุ่มแม่น้ำอิระวดีฝั่งตะวันออกทางตอนใต้ของพม่าทั้งสองอาณาจักรมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่อารยธรรมมอญที่ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอินเดียสู่ชนชาติต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นหนึ่งในแม่แบบวัฒนธรรมที่เข้มแข็งในอุษาอาคเนย์ วัฒนธรรมมอญจึงยังคงปรากฎร่องรอยในภูมิภาคนี้จนถึงปัจจุบัน เมื่ออาณาจักรทวารวดีทวารวดีเสื่อมสลายเนื่องจากอิทธิพลของเขมร ชาวมอญทวารวดีทวารวดีได้ถูกกลืนกลายเป็นคนไทยหรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ในขณะที่อาณาจักรมอญทางตอนใต้ของพม่ายังคงอัตลักษณ์ความเป็นมอญอย่างเข้มแข็ง จนกระทั่งถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของพม่าในเวลาต่อมา จากการทำสงครามกันอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คนมอญมีการอพยพเข้ามาในสยามอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ปัจจุบันชาวมอญส่วนใหญ่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง โดยมีชาวมอญอาศัยอยู่ 35 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพ นครนายก นครปฐม นครสวรรค์ นนทบุรี ปทุมธานี ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สระบุรี สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี อยุธยา อ่างทอง อุทัยธานี กาญจนบุรี ตาก ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี กำแพงเพชร ชัยนาท เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน ชัยภูมิ นครราชสีมา ปราจีนบุรี

ปัจจุบันชาวมอญที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยยังคงพยายามธำรงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะระบบความเชื่อในการนับถือผีบรรพบุรุษและความศรัทธาในพุทธศาสนานิกายเถรวาทอย่างแรงกล้า กลายเป็นข้อปฏิบัติทางจารีตประเพณีที่ชาวมอญยึดถือปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างเคร่งครัด โดยสะท้อนผ่านพิธีกรรม ประเพณีสำคัญ และเทศกาลต่าง ๆ ตลอดจนวิถีชีวิตในชีวิตประจำวันทั่วไประบบความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษและความศรัทธาต่อพุทธศาสนายังมีส่วนสำคัญยิ่งในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวมอญ รวมทั้งการธำรงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่มีความโดดเด่นที่สุดของกลุ่มชาติพันธุ์มอญในยุคปัจจุบัน

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : มอญ, รมัน, รามัญ

มอญ (Mon)เป็นชื่อที่ชาวมอญใช้เรียกตนเองตามชื่อประเทศ คือ “รามัญญเทส หรือ รามัญประเทศ (Rāmaññadesa ) อันเป็นคำเรียกขานประเทศมอญในตอนขึ้นต้นคาถาภาษาบาลี ตามที่ปรากฎในจารึกกัลยาณี (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และกาญจนี ละอองศรี, 2541, หน้า 14 ; พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า8)ส่วนฉบับภาษามอญมีคำว่า “ระฮ์รมัน” (Rah Rman) ซึ่งหมายถึงอาณาเขตของประเทศมอญทั้ง 3 จังหวัด ได้แก่ พะสิม (Bassein) หงสาวดี (Pegu) และเมาะตะมะ (Martaban)ซี.โอ แบลกเดน (C.O. Blagden) นักปราชญ์ทางภาษากล่าวว่า มอญ เป็นคำเดียวกันกับคำว่า “รามัญ” (Rāmañ) (Blagden, 1941, pp.59 – 60 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 14)ทว่าใน Pegu Chronicles ซึ่งเป็นจดหมายเหตุของมอญจะใช้ Man ซึ่งเป็นรูปคำเก่าแทน หากสืบกลับไปในจารึกสมัยกลางจะพบรูป Rman ตัว R ข้างหน้ารากคำเป็นอุปสรค (prefix) ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีในภาษาปัจจุบัน การอ่านออกเสียงเป็น Remán (รมัน)โดยเน้นที่พยางค์ท้ายและเพี้ยนมาเป็นมอญส่วนคำว่า “รามัญ ” (Rāmañña) เป็นรูปที่บัญญัติขึ้นจากรูป Rman เพื่อใช้ในภาษาบาลีในสมัยที่ยังนิยมใช้ ñ ลงท้ายแทน n และดึงให้เข้าตามกฎภาษาบาลี โดยการซ้อน ñ อีกตัวหนึ่งแล้วเติม a ข้างท้าย จึงได้รูป Rāmañña ส่วนความหมายนั้นคงจะมี แต่ไม่ปรากฏเป็นที่แน่ชัดชาวมอญบางคนได้อธิบายว่า ชื่อประเทศของตนมีความหมายว่า เป็นที่หนึ่ง ในแง่ที่ว่าพวกเขาเป็นที่หนึ่งในมนุษยชาติ (the first of mankind) บางคนกล่าวว่า “ มอญ ” แปลว่า ผู้นับถือพระรามปางพระนารายณ์ เรียกกันว่า รามา แล้วเลือนเป็น “ รามัญ ” เรียกเร็วเป็น “ รามอญ ” ภายหลังตัดคำหน้าให้สั้นเข้าเป็น“ มอญ ” (Blagden, 1941, p. 60 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 14 )

รมัน หรือ รามัญ (Rāmañ)เป็นชื่อเรียกตนเองอีกชื่อหนึ่ง ตามชื่อประเทศของตน มีความหมายเดียวกันคำว่า มอญ ปัจจุบัน ชาวมอญในประเทศไทยยังนิยมเรียกตนเองว่า“ชาวไทยรามัญ” (พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า 8, 22)คำว่า “มอญ” ส่วนใหญ่คนมอญมักจะใช้ในการสื่อสารในลักษณะที่ไม่เป็นทางการ หรือเป็นการสื่อสารกันภายในกลุ่มส่วนคำว่า “รามัญ” หรือ “ไทยรามัญ” มักจะใช้ในการสื่อสารแบบทางการ โดยสังเกตได้อย่างชัดเจนจากชื่อของกลุ่มองค์กรของคนมอญ อาทิเช่น สมาคมไทยรามัญ สมาพันธุ์ชาวไทยเชื้อสายรามัญ จ.ปทุมธานี และมูลนิธิรามัญรักษ์

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ตะเลง, ตะลาย, เปกวน, เม็ง

ตะเลง หรือ ตะลาย (Taliang) เป็นชื่อที่ชาวพม่าเรียกชาวมอญ สำหรับคำเรียกว่า “ตะเลง” เป็นที่เข้าใจกันในกลุ่มคนมอญว่า “ตะเลง” หมายถึง “ อิตะเลิม” ที่แปลว่า “พ่อแม่ฉิบหายหรือบ้านแตกสาแหรกขาด” (สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง, 2553, หน้า 113) หรืออีกความหมายหนึ่งมีนัยยะที่แฝงการเหยียดหยาม โดยแปลว่า “เชื้อชาติอยู่ใต้ฝ่าเท้า” (down – trodden race) ซึ่งชาวมอญถือว่าเป็นการข่มเหงย่ำยีทางเชื้อชาติ (จิรากรณ์ คชเสนี, 2552, หน้า 123 )ยิ่งไปกว่านั้นยังพบคำว่า “ ตะเลง ” มิได้เคยปรากฏอยู่ในภาษามอญที่เป็นภาษาท้องถิ่นเดิม (Phayre, 1884, หน้า 29 อ้างถึงใน สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง, 2553, หน้า 112) ชาวมอญได้พยายามต่อสู้ต่อรองอัตลักษณ์ของตนเองผ่านการเรียกชื่อชนชาติ (interpellation) ของตนเองมาตั้งแต่อดีต ด้วยการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ตนเองว่า “มอญ ” หรือ รามัญ และต้องการให้คนนอกกลุ่มเรียกชื่อกลุ่มตนเช่นนั้นด้วย (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 16)ปัจจุบันคำว่าตะเลง ไม่ได้ถูกนำมาใช้เนื่องจากเป็นคำที่แฝงด้วยอคติทางชาติพันธ์ที่ชาวมอญไม่ชื่นชอบที่ถูกเรียก

อย่างไรก็ตาม คำว่า “ตะเลง” ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันในแวดวงนักภาษาศาสตร์และนักมานุษยวิทยาเกี่ยวกับที่มาและความหมายโดยเมย์ ออง (May Oung) และชาร์ลส์ ดูรัวเซลล์ (Charles Duroiselle) ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า พระเจ้าอลองพญาเป็นผู้เริ่มใช้คำว่า “ตะเลง” ในความหมายว่า (ผู้) ที่ถูกเหยียบย่ำ (down - trodden) เรียกพวกมอญหลังจากที่มีชัยชนะเหนือพวกมอญใน พ.ศ. 2300 ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะคำว่า “ตะเลง” เป็นที่รู้จักของพม่ามานับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20 – 21 ดังปรากฏในงานเขียนของพม่าในช่วงเวลาดังกล่าว (M.O. ,1912, pp. 73 – 74 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 15) และยังเป็นที่รู้จักของชาวจีนในต้นพุทธศตวรรษที่ 22 คำนี้ใช้เรียกพลเมืองที่อาศัยในหงสาวดี (Pegu) อีกด้วย (C.D., 1912, p.100 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 15)นอกจากนี้ ชาร์ลส์ ดูรัวเซลล์ และมอง มยา (Maung Mya) ยังได้อ้างถึงจารึก พ.ศ. 1650 (ค.ศ.1107) และจารึก พ.ศ. 1625 (ค.ศ.1082) ตามลำดับว่ามีคำว่า “ตะเลง” ปรากฏอยู่ แสดงให้เห็นว่า พม่าใช้คำนี้เรียกชาวมอญมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอนิรุธ (พ.ศ. 1587 - 1620) (C.D., 1912, pp. 246248 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 15)ในส่วนที่มาของชื่อเรียกนั้น นักภาษาศาสตร์ยังมีความเห็นที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แบ่งออกเป็น 2 แนวทาง ดังนี้

แนวทางแรก ระบุว่า Talaing กร่อนมาจาก Ita – lerm แปลว่า “พ่อ – ทำลาย” หรืออาจใช้ในความหมายว่า “ลูกผสม” (half - caste) เรียกพวกที่เกิดจากชาวมอญกับชาวเตลุคุ (Telugu) ผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากแคว้นเตลิงคัน (Talingana) ทางชายฝั่งตะวันออกของอินเดีย (Cooper, 1913, p. 1 – 3 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 15)

แนวทางที่สองระบุว่า Talaing มาจาก Telingana หรือ Talingana ซึ่งเดิมใช้เรียกกลุ่มคนที่อพยพมาจากแคว้นเตลิงคน์หรือแคว้นกลิงค์ทางชายฝั่งตะวันออกของอินเดียที่เข้ามาตั้งหลักอยู่ตามชายฝั่งพม่าบริเวณเมืองสะเทิม หงสาวดี ร่างกุ้ง เป็นต้น ต่อมาใช้เรียกพลเมืองที่สืบเชื้อสายมาจากคนกลุ่มนี้ทั้งหมด ( Phayre, 1873, p.32 ; Phayre, 1967,p.28 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 16)อย่างไรก็ตาม คำว่า “ตะเลง” ที่ชาวพม่าใช้เรียกมอญในบริเวณพม่าตอนล่างมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษได้เสื่อมความนิยมลงในปัจจุบันเช่นเดียวกับชื่อ “เปกวน” ที่ชาวตะวันตกมักใช้เรียกชาวมอญที่อาศัยในบริเวณนี้ ส่วนไทยเรียกชนชาติมอญว่า “มอญ” หรือ “ตะเลง” (พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า 8) ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวพม่าและชาวต่างชาติใช้เรียกชาวมอญในบริเวณพม่าตอนล่างมานานหลายศตวรรษ

เปกวน เป็นชื่เที่เรียกโดยนักเดินทางชาวยุโรปคณะแรกซึ่งเดินทางมาถึงชายฝั่งทางตอนใต้ของพม่า ในช่วงปลายทศวรรษที่ 15 และช่วงต้นศตวรรษที่ 16 เรียกว่า “เปกวน” (Peguans) หรือ “เพกวน” ตามชื่อเมืองหลวงของอาณาจักรมอญในช่วงเวลาดังกล่าวที่ชื่อว่า “เปกู” (Pegu) เป็นกลุ่มชนชาติมองโกลอยด์ ซึ่งเป็นชนชาติเก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นชนชาติแรกที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณตอนล่างของประเทศพม่ามานานหลายศตวรรษก่อนคริสตกาล(พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า 8)

เม็งเป็นชื่อที่ชาวล้านนาเรียกชาวมอญ โดยชาวเม็งและลัวะเป็นชาติพันธุ์ดั้งเดิมในที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงตามตำนานจามเทวีวงศ์ (ตำนานของพระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จามเทวี อาณาจักรหริภุญชัย) เรียกชาติพันธุ์เม็งว่า “เมงคบุตร”โดยศรีศักร วัลลิโภดม วิเคราะห์ว่า กลุ่มเมงคบุตร เป็นกลุ่มชนพื้นเมืองที่เจริญเป็นพวกแรกในที่ราบเชียงใหม่ มีลักษณะการตั้งถิ่นฐานที่กระจายตัวอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง จึงพบคำเก่าแก่ในภาษาเม็งที่เรียกแม่น้ำปิงว่า “แม่ระเม็ง” (มาจากคำว่า รเมญ ในภาษามอญโบราณ และกร่อนมาเหลือ เมญ หรือ เม็ง ในภาษาล้านนา) หรือแม่น้ำเม็ง หมายถึงแม่น้ำที่ชาวเม็งอาศัยอยู่ (เพจรามัญคดี – Mon Studies, 13 ธันวาคม 2018) นับตั้งแต่นั้นมา ชาวล้านนาและกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ บริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยจึงมักเรียกชาวมอญว่า “เม็ง” จนถึงปัจจุบัน

ภาษา

ตระกูลภาษา : ออสโตรเอเชียติก

ตระกูลภาษาย่อย : มอญ-เขมร

ภาษามอญอยู่ในสายโมนิก (Monic branch) ของตระกูลมอญ - เขมร (Mon – Khmer family) ซึ่งอยู่ในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก (Austroasiatic phylum) โดยตระกูลภาษาดังกล่าวมีอายุประมาณ 3,000 – 4,000 ปีมาแล้ว (สุจริตลักษณ์ ดีผดุง และคณะ, 2542, หน้า 13)

ภาษาพูด : มอญ

ชาวมอญมีภาษาพูดของตนเอง คือ ภาษามอญในอดีต กลุ่มที่พูดภาษามอญส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่ทางทิศตะวันตกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปัจจุบัน มีผู้พูดภาษามอญตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศพม่าและประเทศไทย (ทีฆายุ เจียมจวนขาว, 2553, หน้า 4)ภาษามอญในประเทศไทยถูกใช้ในกลุ่มชาวไทยเชื้อสายมอญในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทุกภาค โดยเฉพาะภาคกลางบริเวณที่ราบลุ่มใกล้แม่น้ำ เช่น จังหวัดกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา เป็นต้นชุมชนมอญในเขตต่าง ๆ มักมีการไปมาหาสู่ตลอดเวลา จึงมีการถ่ายเทภาษามอญของถิ่นต่าง ๆ อยู่เสมอ ทำให้แม้จะมีภาษามอญหลายถิ่น แต่สามารถใช้สื่อสารได้ เข้าใจกันดี (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541)

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : มอญ

ตัวเขียนของภาษามอญมีที่มาจากอักษรอินเดียตอนใต้ (South India type) ที่ชื่อว่า “ อักษรปัลลวะ” ซึ่งชาวมอญนำมาปรับประยุกต์เพื่อใช้เขียนภาษามอญ(ทีฆายุ เจียมจวนขาว, 2553, หน้า 4)หลักฐานตัวอักษรมอญที่เก่าแก่ที่สุดพบในประเทศไทย คือ จารึกวัดโพธิ์ร้าง พ.ศ. 1143 ซึ่งเป็นจารึกที่เก่าแก่ที่สุดที่มีการใช้อักษรปัลลวะของอินเดียทางใต้ที่ยังไม่ได้ดัดแปลง และมีการเพิ่มอักษรบางตัวที่ไม่มีในระบบอักษรปัลลวะเพื่อใช้จารึกภาษามอญ (วัฒนา บุรกสิกร, 2541) โดย เพ็ญสุดา สุขคตะ ใจอินทร์ (สั Thailand Science Research and Innovation, 2015)นักประวัติศาสตร์ศิลปะได้อธิบายว่า เนื่องด้วยภาษาของคนมอญกับอินเดียมีความแตกต่างกัน เมื่อชาวมอญรับตัวอักษรปัลลาวะของอินเดียมาใช้แต่ตัวอักษรของอินเดียไม่สามารถรองรับภาษามอญได้ทั้งหมด ชาวมอญจึงต้องประดิษฐ์ตัวอักษรของตนเองเพิ่มนอกจากนี้ ศิลาจารึกในสมัยทวารวดีทวารวดียังเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์มอญในบริเวณอุษาอาคเนย์มาตั้งแต่สมัยพันกว่าปีก่อน โดยสุกัญญา เบาเนิด นักโบราณคดีและเลขาธิการชมรมเยาวชนมอญ กรุงเทพ ฯ (Thailand Science Research and Innovation, 2015)ได้กล่าวว่า ศิลาจารึกในสมัยทวารวดีทวารวดีที่ขุดค้นพบนั้น เกินครึ่งหนึ่งจารึกเป็นภาษามอญ ซึ่งปรากฏคำที่เชื่อมโยงกับสำนึกความเป็นมอญได้ เช่น คำว่า “ โต้ง ” ที่ปรากฏในจารึกฉบับวัดโพธิ์ร้าง หมายถึง ผู้อำนวยการพิธีในการรำผีของมอญ

ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 – 17 ตัวอักษรที่มอญรับมาใช้ได้ถูกปรับเปลี่ยนขนาดและรูปร่างตัวอักษรจากตัวอักษรปัลลวะมาเป็นตัวอักษรเหลี่ยมชนิดหนึ่งที่เรียกว่า อักษรมอญโบราณ และกลายมาเป็นอักษรรูปร่างกลมดังเช่นอักษรมอญปัจจุบัน เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงจากการจารึกตัวอักษรบนแผ่นหินมาเป็นจารึกลงบนใบลาน (วัฒนา บุรกสิกร, 2541)นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 16เป็นต้นมา ชาวมอญได้มีการบันทึกข้อมูลด้วยอักษรมอญในรูปแบบของงานวรรณกรรมและวรรณคดีจำนวนมาก

ภาษามอญเป็นภาษาที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน ลักษณะประโยคมีการเรียงลำดับในแบบประธาน – กริยา – กรรม ไม่มีการผันคำนาม คำกริยาไปตามความสัมพันธ์ที่คำนั้นมีกับคำอื่นหรือตามกฎบังคับทางไวยากรณ์ (นริศรา โฉมศิริ, 2547, หน้า 28 - 29)

อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงความเปลี่ยนแปลงต่ออัตลักษณ์ทางภาษาของชาวมอญในปัจจุบัน พบว่า ภาษาเขียนมีการเปลี่ยนแปลงน้อยกว่าภาษาพูด ชาวมอญที่สามารถเขียนและอ่านตัวหนังสือมอญได้ในปัจจุบันมีจำนวนน้อยมากในขณะที่ภาษาพูดยังคงถูกใช้ในการติดต่อสื่อสารภายในกลุ่มหรือชุมชนของชาวมอญ (ดาริกา ธนะศักดิ์ศิริ, 2556, หน้า 21) อย่างไรก็ตาม ระดับความเปลี่ยนแปลงของภาษาพูดของแต่ละชุมชนก็มีความแตกต่างกันตามบริสิ่งแวดล้อมหรือการตั้งถิ่นฐาน ทั้งนี้ ชาวมอญที่มีการรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นมักจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาค่อนข้างน้อยในทางกลับกัน หากชาวมอญที่มีการอยู่อาศัยปะปนกับชุมชนชาวไทยหรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่นการเปลี่ยนแปลงด้านภาษามอญจะเกิดขึ้นค่อนข้างมาก เนื่องจากชาวมอญได้รับอิทธิพลทางภาษาจากชนกลุ่มใหญ่ (สุจริตลักษณ์ ดีผดุง และคณะ, 2542, หน้า 12 – 13)ดังที่ปรากฎผ่านงานศึกษาของสุภรณ์ โอเจริญ (อ้างถึงใน ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ, 2551, หน้า 28 ) ที่พบว่า ในช่วง พ.ศ. 2518 – 2519 ภาษามอญได้ถูกกลืนหายไปค่อนข้างมาก ทั้งชุมชนมอญที่พระประแดง และชุมชนมอญฝั่งปทุมธานีตะวันออก อย่างเช่น ทรงคะนอง หรือสามโคกโดยชุมชนมอญพระประแดงมีระดับการใช้ภาษามอญลดน้อยลงมากที่สุด เนื่องจากอยู่ใกล้กับศูนย์กลางความเจริญและความทันสมัยส่วนกรณีชุมชนมอญบ้านเมือง จ.ราชบุรี ที่เป็นสังคมค่อนข้างจะปิดมาก เนื่องด้วยเส้นทางเข้าสู่ชุมชนมีความยากลำบาก จึงทำให้ชุมชนมอญสามารถธำรงอัตลักษณ์ความเป็นมอญไว้ได้ดี และยังมีการสื่อสารในชีวิตประจำวันด้วยภาษามอญ

จากสภาพการณ์ดังกล่าวทำให้สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล (องค์ บรรจุน อ้างถึงในชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ, 2551, หน้า 59) จัดให้ภาษามอญอยู่ในกลุ่มของภาษาที่อยู่ในภาวะวิกฤต ซึ่งมีความจำเป็นต้องได้รับดูแลและฟื้นฟูโดยเร่งด่วนปัจจุบัน ชุมชนมอญที่ยังมีสำนึกทางชาติพันธุ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ ดังเช่นในกรณีของชุมชนมอญสามโคก จ.ปทุมธานี ที่พบว่า ชาวมอญในวัยผู้ใหญ่ (อายุ 50 ปีขึ้นไป) มีการใช้ภาษามอญในการติดต่อสื่อสารกันมากกว่าคนรุ่นหนุ่มสาวและเด็กที่มักจะใช้ภาษากลางในการติดต่อสื่อสารกันส่วนภาษาเขียน พบว่า ชาวมอญที่สามารถเขียนและอ่านภาษามอญได้มีจำนวนค่อนข้างน้อย (ดาริกา ธนะศักดิ์ศิริ , 2556, หน้า 21)


สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ

บรรพบุรุษของคนไทยเชื้อสายมอญในปัจจุบัน ส่วนใหญ่อพยพมาจากเขตลุ่มแม่น้ำอิระวดีตอนล่างของประเทศพม่าเข้ามาในประเทศไทย เนื่องด้วยสาเหตุจากการหนีภัยสงคราม จึงได้มีการอพยพมาจากหลายหมู่บ้าน ทยอยเข้ามาหลายยุคสมัย และใช้เส้นทางข้ามพรมแดนที่แตกต่างกันตามที่ปรากฏให้เห็นถึงความแตกต่างหลากหลายของคนมอญชุมชนต่าง ๆ ในประเทศไทยนับตั้งแต่ที่กษัตริย์บุเรงนองของพม่ายึดครองอาณาจักรมอญในปี พ.ศ. 1600 ชาวมอญได้อพยพหนีภัยสงครามมาเป็นระลอกยุคที่ปรากฎหลักฐานชัดเจนถึงการอพยพของชาวมอญ คือ สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชพระเจ้าประสาททอง และพระนารยณ์มหาราชโดยข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์วัดม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ได้แสดงให้เห็นว่า ชาวมอญในช่วงสมัยนั้น ส่วนใหญ่ใช้เส้นทางเมาะตะมะ หงสาวดี ผ่านด่านเจดีย์สามองค์ จ. กาญจนบุรี เพื่อเข้ามาอาศัยที่ชานเมืองกรุงศรีอยุธยาพลวัตการเคลื่อนย้ายของชาวมอญมายังประเทศไทยดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เมื่อสี่ร้อยกว่าปีก่อนจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ชาวมอญส่วนใหญ่ใช้เส้นทางมะละแหม่งเข้าสู่ด่านเจดีย์สามองค์ - จ.กาญจนบุรี หรือชายแดนตาก - แม่สอด และเคลื่อนย้ายต่อไปยังบริเวณพื้นที่หลักของชุมชนชาวมอญในประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดราชบุรี นครปฐม อยุธยา อุทัยธานี ตาก เชียงใหม่ ลำพูนต่อมาจึงได้กระจายตัวไปตามจังหวัดต่าง ๆ ตามภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ (Thailand Science Research and Innovation, 2015)

บรรพบุรุษของชาวมอญที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเมื่อสี่ร้อยกว่าปีก่อนมักจะได้รับการโปรดเกล้า ฯ จากพระมหากษัตริย์ไทยให้ตั้งถิ่นฐานบริเวณภาคกลางของประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ชาวมอญจะถูกจัดให้อาศัยอยู่ตามลำน้ำหรือริมแม่น้ำทางตอนเหนือของกรุงเทพ ฯนอกจากการตั้งถิ่นฐานตามบริเวณที่ทางราชการจัดหาไว้ให้แล้วชาวมอญส่วนใหญ่ยังเลือกตั้งหลักแหล่งตามบริเวณที่มีญาติพี่น้องหรือมีผู้คนจากหมู่บ้านเดิมในรัฐมอญอาศัยอยู่โดยงานศึกษาของสุจริตลักษณ์ ดีผดุง (2542, หน้า 7 - 9) ได้บ่งชี้ให้เห็นถึง การที่ชาวมอญจากพม่ามักจะหนีภัยความไม่สงบทางการเมืองเข้ามาอาศัยปะปนกับญาติชาวมอญในไทย และอาศัยอย่างเนืองแน่นในหลายจังหวัดละแวกลุ่มน้ำแม่กลองชายฝั่งตะวันตกทั้งนี้ การโยกย้ายถิ่นฐานของชาวมอญยังสัมพันธ์กับรูปแบบการดำรงชีพ ชาวมอญในภาคกลางบางส่วนที่ประกอบอาชีพล่องเรือขายสินค้าไปตามแม่น้ำสายหลักบริเวณภาคกลาง นับตั้งแต่สมัยอยุธยา มักจะจอดเรือขึ้นฝั่งและเลือกที่ทางตั้งบ้านเรือนตลอดริมฝั่งน้ำ จากนั้นจึงกระจายตัวไปตามลำน้ำถึงแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง และจังหวัดเชียงใหม่

นอกจากนี้ยังพบชาวมอญที่อาศัยอย่างหนาแน่นในอีกหลายจังหวัด เช่น ตามลำน้ำมหาชัยจังหวัดสมุทรสาคร ชาวมอญที่มาอาศัยอยู่บริเวณนั้นเป็นชาวมอญที่เข้ามารับจ้างขุดคลอง และทจังหวัดลพบุรีและอุทัยธานี ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของการอพยพของชาวมอญจากประเทศพม่าเข้าสู่ประเทศไทยอย่างไรก็ตาม แม้ว่าสมัยก่อนชาวมอญจะนิยมตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำเช่นเดียวกับคนไทยแต่เมื่อการคมนาคมทางบกเจริญก้าวหน้าขึ้น คนมอญจำนวนมากจึงหันมาสร้างบ้านเรือนริมถนนแทน เพราะสะดวกและรวดเร็วกว่าปัจจุบัน ชาวมอญตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ทั่ว 36 จังหวัดในประเทศไทย (Thailand Science Research and Innovation, 2015)

งานศึกษาของกาญจนา ชินนาค (2543, หน้า 15) ได้อธิบายถึงการตั้งถิ่นฐานของชาวมอญกลุ่มใหญ่ที่กระจายตัวอาศัยอยู่ตามบริเวณดังต่อไปนี้

      • บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา กระจายตัวกันตามกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะบ้านบางกระดี่เขตบางขุนเทียน ต่อเนื่องมาถึงเขตปริมณฑล อันได้แก่ ตำบลปากลัด จังหวัดนนทบุรี อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ไปจนถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ
      • บริเวณลุ่มแม่น้ำแม่กลองที่อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และบริเวณระหว่างแม่น้ำแม่กลองกับชายแดนไทย – พม่าในจังหวัดกาญจนบุรี
      • บริเวณระหว่างลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง เช่น จังหวัดนครปฐม และจังหวัดสมุทรสาคร
      • บริเวณลุ่มน้ำแม่ปิง ภาคเหนือ เช่น จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพูน และจังหวัดเชียงใหม่

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนมอญกระจัดกระจายตัวเป็นกลุ่มขนาดเล็ก ในบริเวณจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง และจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ปัจจุบัน คนไทยเชื้อสายมอญตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ใน 35 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพ นครนายก นครปฐม นครสวรรค์ นนทบุรี ปทุมธานี ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สระบุรี สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี อยุธยา อ่างทอง อุทัยธานี กาญจนบุรี ตาก ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี กำแพงเพชร ชัยนาท เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน ชัยภูมิ นครราชสีมา ปราจีนบุรี (Thailand Science Research and Innovation, 2015)

จากการสำรวจสำมะโนประชากรชาวมอญในประเทศไทยในระหว่าง พ.ศ. 2512 – 2515 ในท้องที่ 17 จังหวัด 37 อำเภอ 112 ตำบล 403 หมู่บ้าน 13,960 หลังคาเรือน พบว่า มีจำนวนประชากรมอญทั้งสิ้น94, 229 คน(สุจริตลักษณ์ ดีผดุง และคณะ, 2542, หน้า 14 - 16 )ต่อมา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดลได้ดำเนินโครงการวิจัยเพื่อจัดทำแผนที่ภาษาแสดงกลุ่มชาติพันธุ์ ในประเทศไทย โดยสำรวจจำนวนประชากรระหว่าง พ.ศ. 2537 – 2539 พบว่า มีจำนวนผู้ที่ใช้ภาษามอญในชีวิตประจำวันประมาณ 70, 000 คน (จำนวนนี้ไม่รวมชาวมอญที่จัดเป็นผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าและผู้หลบหนีเข้าเมือง) ( สุวรณะ เย็นสุข, 2544, หน้า 28 )สำหรับข้อมูลประชากรชาวมอญล่าสุดปรากฎในงานศึกษาของพัชรินทร์ สิรสุนทร (2558,หน้า 44) ได้ประมาณการจำนวนประชากรชาวมอญในประเทศไทยที่อาศัยอยู่ในบริเวณภาคกลาง หรือในพื้นที่ของจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา และลพบุรี เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 120,000 คน และมีชาวมอญมากกว่า 50, 000 คน ที่ยังใช้ภาษามอญเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม การสำรวจข้อมูลจำนวนประชากรชาวมอญในปัจจุบัน อาจต้องประสบข้อจำกัดในปัญหาการนิยมความเป็นชาติพันธุ์มอญและการระบุจำนวนที่แน่ชัดเนื่องจากกลุ่มคนมอญในประเทศไทยเท่าที่ยังมีสำนึกทางชาติพันธุ์ว่าตนเองเป็นมอญ ใช้ภาษาและวัฒนธรรมเดียวกับกลุ่มคนมอญในประเทศพม่า ส่วนใหญ่เป็น “กลุ่มมอญใหม่” ที่อพยพเข้ามาประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปลายกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ (องค์ บรรจุน, 28 ตุลาคม 2014)อย่างไรก็ตาม งานศึกษาของพัชรินทร์ สิรสุนทร (2558, หน้า 44) ได้บ่งชี้ว่า ตลอดระยะเวลาสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมา กลุ่มคนมอญใหม่เหล่านี้ได้ถูกผสมกลมกลืน ทางวัฒนธรรมกับคนไทยอย่างกว้างขวาง ผ่านการสมรส การศึกษาแบบสมัยใหม่ นโยบายชาตินิยมและนโยบายการพัฒนาสู่ภาวะความทันสมัยของรัฐไทย

ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าในปัจจุบันยังมีชาวมอญบางส่วนที่พยายามรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มตนไว้ แต่ก็มีบางส่วนที่ยอมละเลิกวัฒนธรรมมอญ และเลือกดำเนินชีวิตแบบชาวไทยส่วนใหญ่ หรือยอมกลืนกลายเข้ากับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่อาศัยอยู่ร่วมชุมชนเดียวกันนอกจากปัจจัยทางด้านการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมยังรวมถึงปัจจัยทางด้านการอพยพเคลื่อนย้ายของชาวมอญจากประเทศพม่าเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มชาวมอญที่อพยพหนีภัยสงครามที่เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวในประเทศไทย รวมทั้งกลุ่มแรงงานข้ามชาติชาวมอญที่อพยพมาประเทศไทยในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา เพื่อแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น (พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า 44) ชาวมอญกลุ่มนี้มีการอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม บางส่วนเดินทางกลับประเทศพม่า ในขณะที่บางส่วนมีการแต่งงานและอาศัยอยู่นประเทศไทยอย่างถาวร (องค์ บรรจุน, 28 ตุลาคม 2014) พลวัตการตั้งถิ่นฐานของชาวมอญได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นการยากที่จะจำแนกแยกแยะได้อย่างชัดเจนว่า บุคคลใดเป็นชาวมอญที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย หรือชาวไทยเชื้อสายมอญ

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

สกุลกร ยาไทย นักวิจัยอิสระ

เอกสารอ้างอิง :

  • Agrawal, S., S. K. Srivastava, M. Borkar et al. (2008). “Genetic affinities of north and northeastern populations of India: Inference from HLA-based study” In Tissue Antigens 72 , pp. 120 – 130
  • Basu, A., N. Mukherjee, S. Roy et al. (2003). “In Ethnic India: A genomic view, with special reference to peopling and structure” In Genome Res . 13, pp.2277-2290.
  • Bellwood, P. (2005a.). “Examining the farming/language dispersal hypothesis in the east Asian context” In The Peopling of East Asia: Putting Together Archaeology, Linguistics and Genetics, L. Sagart, R. Blench, and A. Sanchez-Mazas, eds. London, U.K.: Routledge- Curzon, 1, pp.17-30
  • Blagden, C.O. (1941). “Etymological Notes”, JBRS, IV, p. 59
  • Blust, R. (1996a.). “Beyond the Austronesian homeland: The Austric hypothesis and its implications for archaeology” In Transactions of the American Philosophical Society 86, pp.117-158.
  • Blust, R. (1996b.). “Austronesian culture history: The window of language.” In Prehistoric Settlement of the Pacific, W. H. Goodenough, ed. Philadelphia, PA: American Philosophical Society, 86, pp. 28-35
  • C.D. (1912). “Note on the Word ‘Talaing‘” In Journal of Burma Research Society (JBRS), II, pt.i, p.100
  • Coon, Carleton Stevens, Hunt, Edward E. (1965). The Living Races of Man. London: Great Britain. Lowe and Brydone (Printers) Ltd.
  • Cooper, W.G. “The Origin of the Talaings.” Journal of Burma Research Society (JBRS). 1 (1913), pp. 1 - 11
  • D.G.E. Hall. (1966). A History of South-East Asia. St. Martin’s Press
  • Diffloth, G. (2005). “The contribution of linguistic palaeontology to the homeland of Austro-asiatic” In The Peopling of East Asia: Putting Together Archaeology, Linguistics, and Genetics, L. Sagart, R. Blench, and A. Sanchez-Mazas, eds. London, U.K.: RoutledgeCurzon
  • Dona, M. Stadtner (2011) Edited by, Patrick McCormick, Mathias Jenny, and Chris Baker. “Demystifying Mists: The Case for the Mon ”. In The Mon Over Two Millennia: Monuments, Manuscripts, Movements. Bangkok: Institute of Asian Studies, Chulalongkorn University, p. 25.
  • Donegan, Patricia & Stamp, David & Haudricourt, Andre & Pinnow, Heinz – Jurgen. (1983). Rythm and the holistic organization of language structure, Paper from the Parasession on the Interplay of Phonology, Morphology and Syntax
  • Elizabeth H. Moore. (2007). Early Landscapes of Myanmar. Bangkok: River Books, pp.129-131.
  • Emmanuel Guilion. (1999). The Mons: A Civilization of Southeast Asia. Bangkok: The Siam Society
  • G.H. Luce. (1969). Old Burmar-Early Pagan. Volume One: Text. New York: J.J. Augustin Publisher
  • Gadgil, M., N. Joshi, S. Manoharan et al. (1998). “Peopling of India”. In The Indian Human Heritage, D. Balasubramanian and N. Rao, eds. Hyderabad, India L University Press, pp.100 – 129
  • Grierson, George A. (1904). “Mon – Khmer and Siamese – Chinese families” In Linguistic survey of India, Vol.2. Reprinted 1966, Delhi : Motilal Banarsidass.
  • Guillon, Emmanuel (1999). The Mons : A Civilization of southeast Asia. Bangkok : The Siam Society.
  • L. Shi, Y. F. Yao , M. Matsushita , L. Yu , X. Q. Huang, W. Yi, T. Oka , K. Tokunaga & J. Y.
  • Chu. (2010). “Genetic link among Hani, Bulang and other Southeast Asian populations: evidence from HLA -A, -B, -C, -DRB1 genes and haplotypes distribution. ” In International Journal of Immunogenetics 37, Blackwell Publishing Ltd,
  • M.O. (1912) “The Origin of the World ‘Talaing‘ ”. Journal of Burma Research Society (JBRS) 2 pt.1, pp. 73 – 74
  • Majumder, P.P. (2001). “Ethnic populations of India as seen from an evolutionary perspective”. In J. Biosci. 26, pp.533 – 545.
  • Mason, Francis (1854). “The Talaeng Language” In Journal of AmericanOriental Society 4, pp. 277-288
  • Nai Pan Hla. (1992).The Significant Role of the Mon Language and Culture in Southeast Asia. Tokyo: Institute for the Study of Languages and Cultures of Asia and Africa, University of Foreign Studies
  • Pattanayak, D.P. (1998). “The language Heritage of India” In The Indian Human Heritage, D.Balasubramanian and N. Rao, eds. Hyderabad, India : Universities Press, pp.95 – 99
  • Pejros, I., and V. Shnirelman (1998). “Rice in Southeast Asia: A regional interdisciplinary approach” In Archaeology and Language II: Correlating Archaeology and Linguistic Hypothesis , R. Blench and M. Springgs, eds. London, U.K.: Routledge, pp. 379-389
  • Phayre, Arthur P., Sir. (1967). History of Burma. London : Susil Gupta
  • Phayre, Arthur P., Sir. “On the History of Pegu ”. In Journal of the Royal Asiatic Society of Bengal 42 pt. 1
  • PULLEYBLANK, E.G (1966). "Chinese and IndoEuropeans." In JRAS pts. 1 and 2, April 1966, pp.9-39
  • RICCIO, M., NUNES, J., RAHAL, M., KERVAIRE, B., TIERCY, J., & SANCHEZ-MAZAS, A. (2011). “ The Austroasiatic Munda Population from India and its Enigmatic Origin: A HLA Diversity Study” In Human Biology, 83(3), pp.405-435. Retrieved October 7, 2020, from http://www.jstor.org/stable/41466748
  • Risley, H. (1915). The People of India. Calcutta, India: Thacker Spink.
  • Roychoudhury, S., S. Roy, A. Basu et al. (2001). Genomic structures and population histories of linguistically distinct tribal groups of India. Hum. Genet. 109, pp. 339 – 350
  • Sidwell. (2007). Comparative Mon – Khmer Linguistics in the 20 th Century : Where From, Where To ?. Accessed from http://www.jseals.org/monkhmer/sidwell2007comparat...
  • U San Win. (2012). Research on Suvannabhumi. Mawlamyine: Classic Media Group, pp. 1-3.
  • U Tun Aung Chain, Edited. (2013). Sacred Kawgun Cave: A historical Mon Buddist Monument. Yangon: Cho Cho Myint Media, p. 18.

ภาษาไทย

  • MGR Online. (2550). “หงส์ฟ้ารามัญ” วงทะแยมอญหนึ่งเดียวในไทย เล่นด้วยใจสำนึกรักความเป็น
  • มอญ. 31 สิงหาคม 2550. สืบค้นจาก https://mgronline.com/live/detail/9500000102471
  • กรรณิการ์ วิมลเกษม และจิรพัฒน์ ประพันธ์วิทยา (2542). “ชื่อ ‘ทวารวดี’ ในจารึกวัดจันทึก.” ใน สังคม
  • และวัฒนธรรมในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร , หน้า 392
  • กรมศิลปากร. (2529). จารึกในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: กรม ศิลปากร, หน้า 29
  • กาญจนา ชินนาค. (2543). การศึกษาประเพณีและพิธีกรรมการรำผีมอญ บ้านวัดเกาะ ตำบลสร้อยฟ้า อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี. ( รายงานการวิจัย ). ราชบุรี : คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง
  • จวน เครือวิชฌยาจารย์ (2537). วิถีชีวิตชาวมอญ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เมืองโบราณ
  • จวน เครือวิชฌยาจารย์ (2548) ประเพณีมอญที่สำคัญ, พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  • จำปา เยื้องเจริญ.(2532). ศิลาจารึกในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, หน้า 11-14.
  • จิรากรณ์ คชเสนี ( 2552 ). เสี้ยวหนึ่งของเรื่องราวมอญในมุมมองของผู้สืบเชื้อสายมอญ. ใน มนธิรา ราโท และขนิษฐา คันธะวิชัย (บรรณาธิการ), มอญในแผ่นดินสยาม, หน้า 109 – 136. กรุงเทพมหานคร : สถาบันเอชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • จริยาพร รัศมีแพทย์ ( 2544 ). รูปแบบการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนของชุมชนมอญบ้านบางกระดี่กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาการวางแผนภาคและเมืองมหาบัณฑิต สาขาวิชาการวางผังเมือง บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • เจือจันทร์ วงศ์พลกานันท์. กระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของสตรีชายแดนกลุ่มชาติพันธุ์มอญและปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มพม่าและไทย : กรณีศึกษาชุมชนมอญในจังหวัดกาญจนบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต, สาขาสหวิทยาการ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2549
  • ชโลมใจ กลั่นรอด ( 2541) ทะแยมอญ : วัฒนธรรมการดนตรีของชาวมอญชุมชนวัดบางกระดี่. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหิดล
  • ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ (2551). มอญ เขมรศึกษา (เอกสารวิชาการ โครงการตลาดวิชามหาวิทยาลัยชาวบ้าน หมายเลข 3 / 2551) พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
  • ชาร์ลส ไฮแอม และ รัชนี ทศรัตน์. (2542). สยามดึกดำบรรพ์: ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยสุโขทัย. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, หน้า 218-219.
  • ชุติมา สังคะหะ (2561). อาหารกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชุมชนชาวมอญ กรณีศึกษาชุมชนชาวมอญเทศบาลตำบลบางหลวง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ นายเรืออากาศ ปีที่ 6 ธันวาคม 2561
  • ฑีฆายุ เจียมจวนขาว (2553). การปรับเปลี่ยนทางเสียงของคำยืมทับศัพท์ภาษาบาลีและสันสกฤตในภาษามอญ. วิทยานิพนธ์ สาขาวิชาภาษาศาสตร์ ภาควิชาภาษาศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ณัฐวิทย์ พิมพ์ทอง (2012) “แกะกล่อง : รำโรง วิถีมอญ”. สืบค้นจาก https://www.sarakadee.com/2012/12/18/rammorn/
  • ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม. (2509). สมเด็จพระนางเรือล่ม. พระนคร : โอเดียนสโตร์
  • ดาริกา ธนะศักดิ์ศิริ. (2556) ความสำนึกในชาติพันธุ์มอญของชาวมอญในอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี. กรมศิลปากร:กรุงเทพฯ.
  • ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร และคณะ ( 2547 ). ชื่อลำนำแม่กลอง วินิจฉัยนาม ใน ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ “เครือญาติมอญ ”. กรุงเทพฯ : มติชน
  • ธิดา สาระยา. (2538). (ศรี) ทวารวดี: ประวัติศาสตร์ยุคต้นของสยามประเทศ. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ
  • นพวรรณ กรุดเพชร ( 2556 ) การศึกษาและการถ่ายทอดภูมิปัญญาลวดลายที่ใช้ประดับตกแต่งโลงมอญของชุมชนชาวมอญในจังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดสมุทรสาคร. ปริญญานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาศิลปศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ โรฒ
  • นริศรา โฉมศิริ. การศึกษาบริบททางภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมของชื่อชาวมอญ กรณีศึกษาชาวมอญ บ้านวังกะ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี. วิทยานิพนธ์ ศิลปศา -สตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาศาสตร์ บันฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2547, หน้า 28 - 29
  • นริศรานุวัตติวงศ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยา และ ดำรงเดชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยา. (2505) สาสน์สมเด็จ. เล่ม 20. พระนคร : คุรุสภา
  • นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์. (2547). มอญศึกษา. ใน ลุ่มน้ำแม่กลอง ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ “เครือญาติ” มอญ (หน้า 36 -39). กรุงเทพ: มติชน.
  • ปภัสสร เธียรปัญญา และคณะ.(2547). สิทธิมนุษยชนท้องถิ่นมอญ: กรณีการสร้างท่อก๊าซที่มีผลกระทบต่อ ชุมชนมอญพื้นเมืองและชุมชนมอญอพยพที่อำเภอสังขละบุรี. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุน สนับสนุนการวิจัย (สกว.)
  • ประเสริฐ ณ นคร. (2534). งานจารึกและงานประวัติศาสตร์ของ ดร.ประเสริฐ ณ นคร. กรุงเทพฯ: ศูนย์ส่งเสริมและฝึกอบรมการเกษตรแห่งชาติ สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, หน้า 13-14.
  • ปริญญา กุลปราการ (2007). “โลงมอญ (อะลาบ๊อก)”. วารสาร Voice of Mon No.12, พฤศจิกายน–ธันวาคม 2007. สืบค้นจาก http://www.openbase.in.th/files/voiceofmon12.pdf
  • ผาสุก อินทราวุธ. (2548) สุวรรณภูมิจากหลักฐานทางโบราณคดี. กรุงเทพฯ : ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
  • พงศาวดารมอญ พม่า ( คัดจากประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 1) (2520). หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ อำมาตย์ตรีหลวงบริณัยจรรยาราษฎร์ (มณฑล คชเสนี) ณ เมรุวัดมกุฎกษัตริยาราม วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2520. กรุงเทพ : บริษัทประชาชน จำกัด
  • พรพิมล ตรีโชติ. (2542). ชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลทหารพม่า. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • พระครู โชติธรรมสุนทร (ช่วง อู่เจริญ) (แปล) (2543). สุธรรมวดีราชา วงสะปฐม พงศาวดารชนชาติมอญ (ฉบับอักษรมอญ), อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระครูปทุมธรรมโชติ (บุญไทยโชติปาโล) ณ เมรุลอยแบบปราสาท 9 ยอด วัดราษฎร์ศรัทธาทา ต.บางหลวง อ.เมือง จ.ปทุมธานี วัน อาทิตย์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2540. กรุงเทพฯ: เท็คโปรโมชั่น แอนด์แอดเวอร์ไทซิ่ง
  • พระมหาจรูญ ญาณจารี (2009) “คติคำสอนมอญ” สืบค้นจาก http://www.openbase.in.th/node/9840
  • พระมหาจรูญ ญาณจารี (2009) (แปลและเรียบเรียง) “นิทานมอญ เรื่อง แหม๊ะอ๊อกเค (ศรีธนญชัย)” สืบค้นจาก http://www.openbase.in.th/node/9992?fbclid=IwAR3B453dpyHfXK3AfzeZ-4DKxSoyQvMkKLLhH_PAOHwUmZQLLq64V0U4kYA
  • พัชรินทร์ สิรสุนทร (2558) การจัดการความรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนานวัตกรรมทางสังคมเพื่อการเรียนรู้วัฒนธรรมมอญ กรณีศึกษาชุมชนบางกระดี่ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ 2558
  • พิสัณห์ ปลัดสิงห์ ( 2530 ). คนมอญ. กรุงเทพฯ : เคล็ดไทย. พิมพ์ครั้งแรก เมษายน 2530
  • ไพโรจน์ โพธิ์ไทร (2521). ภูมิหลังของพม่า. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์
  • ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง. (6 มีนาคม 2009) “ทอดมันหน่อกะลา เอกลักษณ์อาหารมอญเกาะเกร็ด” สืบค้นจาก http://www.openbase.in.th/node/10069
  • (ไม่ปรากฎชื่อผู้แต่ง). (2009). “ทะแยมอญ (ซะมาแขวก)” .สืบค้นจาก www.monstudies.com อ้างถึงใน http://www.openbase.in.th/node/10101
  • (ไม่ปรากฎชื่อผู้แต่ง) (2559) “ประเพณีบุญเดือนสิบ ลอยเรือสะเดาะเคราะห์ ชาวมอญ สังขละบุรี” สืบค้นจาก https://travel.kapook.com/view128348.html. 6 กันยายน 2559. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 29 พฤษภาคม 2563
  • วัฒนา บุรกสิกร (2541). ลักษณะคำไทยที่มาจากภาษามอญ : รายงานการวิจัย. กรุงเทพ : เท็คโปรโมชั่น แอนด์ แอดเวอร์ไทซิ่ง
  • ส.พลายน้อย. (2544). เล่าเรื่องพม่ารามัญ. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร : พิมพ์คำ
  • สรัญญา ชูชาติไทย. (2543). แนวทางการอนุรักษ์หมู่บ้านมอญพระประแดง : กรณีศึกษาหมู่บ้านทรงคนอง. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สรัสวดี อ๋องสกุล. (2543). ชุมชนโบราณในแอ่งเชียงใหม่-ลำพูน. กรุงเทพฯ: อมรินทร์, หน้า 17.
  • สุกัญญา เบาเนิด.(2549). การสร้างอัตลักษณ์ของคนมอญย้ายถิ่น : ศึกษากรณีแรงงานข้ามชาติในจังหวัดสมุทรสาคร. วิทยานิพนธ์ปริญญามานุษยวิทยามหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง ( 2553 ). การสื่อสารเพื่อสร้าง ธำรงรักษา และต่อรองอัตลักษณ์ความเป็นมอญของกลุ่มชาวมอญพลัดถิ่นในประเทศไทยท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญานิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สุจริตลักษณ์ ดีผดุง, วิจิตร เกิดวิสิษฐ์, สุเอ็ด คชเสนีย์ และ อรรถจินดา ดีผดุง (2542). มอญ : บทบาทด้านสังคม วัฒนธรรม ความเป็นมาและความเปลี่ยนแปลงในรอบ 200 ปีของกรุงรัตนโกสินทร์. สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล
  • สุจริตลักษณ์ ดีผดุง. (2542) สารานุกรมชาติพันธุ์มอญ. นครปฐม : สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท, หน้า 7 – 9
  • สุภรณ์ โอเจริญ (2541). มอญในเมืองไทย. โครงการหนังสือชุด “ประเทศเพื่อนบ้านของไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.”. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 1
  • สุภาวดี มิตรสมหวัง, ผศ.ดร. ( 2544 ). สถาบันครอบครัวของกลุ่มชาติพันธุ์ในเขตกรุงเทพมหานคร : ศึกษากรณีกลุ่มชาติพันธุ์ซิกข์ มอญ เขมร และไทย. รายงานวิจัย. ภาคสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สุวรณะ เย็นสุข ( 2544 ) การรักษาพยาบาลแบบพื้นบ้านชาวมอญในประเทศไทยเปรียบเทียบระหว่างชาวมอญภาคกลางกับภาคเหนือ. วิทยานิพนธ์ สาขาวิชาไทยศึกษา ศิลปศาสตรบัณฑิต. มหาวิทยาลัยรามคำแหง
  • สุเอ็ด คชเสนี ( 2527 ). วัฒนธรรมประเพณีมอญ.เมืองโบราณ, 10 (3), 50 - 63
  • สุเอ็ด คชเสนี (2547) “วัฒนธรรมประเพณีมอญ” ใน 80 ปี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สุเอ็ด คชเสนี : 88 ปี สมาคมไทยรามัญ, หน้า 80 – 83. โสภณ นิไชยโยค, บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ : เท็คโปรโมชั่น แอนด์ แอดเวอร์ไทซซิ่ง, 2547
  • โสภณ นิไชยโยค. (บรรณาธิการ) ( 2547 ). 80 ปี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สุเอ็ด คชเสนี: 48 ปี สมาคมไทยรามัญ. กรุงเทพฯ : บริษัท เท็คโปรโมชั่น แอนด์ แอ็ดเวอร์ไทซซิ่ง จำกัด
  • องค์ บรรจุน (2549). ต้นทางจากมะละแหม่ง. กรุงเทพฯ : อัมรินทร์ พริ้นติ้งกรุ๊ป
  • องค์ บรรจุน (2549). มอญขวาง. ใน ศิลปวัฒนธรรม. กุมภาพันธ์, 2549. 27 (4), หน้า 50 – 53
  • องค์ บรรจุน (2550) สตรีมอญในราชสำนักสยามสมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ.2325 – 2475. ปริญญานิพนธ์ สาขาประวัติศาสตร์ไทย หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  • องค์ บรรจุน (2052). “ ประเพณีการสร้างเสาหงส์ –ธงตะขาบ”. สืบค้นจาก www.monstudies,com อ้างถึงใน http://www.openbase.in.th/node/10038.
  • องค์ บรรจุน (2052). “อาหารมอญ – ข้าวทิพย์มอญ” สืบค้นจาก http://www.openbase.in.th/node/10059?fbclid=IwAR2gxyh9xapeV__UwzO1CFfrnq5iDqN-PztXNoU8N9qrOivl_ADYjARyono
  • องค์ บรรจุน (2558). “สะบ้า : เกมกีฬาของมอญ เขมร และอื่น ๆ” ใน นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤศจิกายน 2558 อ้างถึงใน https://www.silpa-mag.com/culture/article_10854 (เผยแพร่วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2563)
  • องค์ บรรจุน. (2559). “เมียนมาร์ ต้นหว้า และศรัทธา” ใน ศิลปวัฒนธรรม. ฉ.10. (สิงหาคม 2559), หน้า 54
  • องค์ บรรจุน (2559). “บ้านทุ่งเข็น” : ชุมชนชาติพันธุ์มอญร่วมสมัยแห่งสุพรณบุรี. ดุษฎีนิพนธ์หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ( สหวิทยาการ ) วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • อิมธิรา อ่อนคำ (2560). มอญ ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี : วิถีและพลัง. ดุษฎีนิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยบูรพา
  • อิมธิรา อ่อนคำ (2562). ประเพณีงานศพของชาวมอญกับความเชื่อที่สืบทอดอย่างเข้มแข็งในสังคมไทยใน วารสารบริหารธุรกิจและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปีที่ 2 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2562

สัมภาษณ์ :

นายจิรศักดิ์ กาสรศิริ (อายุ 29 ปี) ชาวไทยเชื้อสายมอญ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ ; มอญ

ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร