ละว้า (ว้า)

ชื่อเรียกตนเอง : ละว้า, ลัวะ, ว้า

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ลัวะ, ปลัง, ว้าแดง

ภาษาพูด : ว้ากลาง

ภาษาเขียน : ลาติน

บทความฉบับเต็ม : ดาวน์โหลด

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 17 มิ.ย. 2566

323

กลุ่มชาติพันธุ์ “ละว้า”ในประเทศไทยมักเรียกแทนตนเองว่า “ละว้า” และ “ลัวะ” ไม่นิยมเรียกแทนตนเองว่า “ว้า” เพราะมักจะถูกเข้าใจว่าเป็น “ว้าแดง” ซึ่งถูกมองจากรัฐและสื่อไทยว่าเป็นสาเหตุสำคัญของยาเสพติดแพร่กระจายอยู่ในประเทศไทย การก่อตั้ง “สมาคมลัวะแห่งประเทศไทย” ของชาวละว้า ได้ใช้ชื่อกลางว่า “ลัวะ”ในขณะที่ในเชิงปฏิบัติการทางสังคมและพื้นที่การสื่อสารออนไลน์นั้น มักใช้สลับไปมาทั้งลัวะ และละว้า และเมื่อปฏิสัมพันธ์กับเครือข่ายชาวว้าในจีนและเมียนมา จะใช้ชื่อว้า ดังนั้น ชื่อเรียกของชาวละว้าในประเทศไทยจึงมีความลื่นไหล ตามการเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับแต่ละกลุ่ม ในงานชิ้นนี้จะใช้ชื่อเรียก “ละว้า”และ “ว้า”สลับกันไป

กลุ่มของชาวว้ามีถิ่นฐานจะกระจายตัวอยู่ในบริเวณพื้นที่ชายแดนประเทศจีน - เมียนมา “พื้นที่ชาวว้า” (The Wa land) หรือ “Wa region” ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองมัณฑะเลย์และเมืองล่าเสี้ยวด้านทิศเหนือของเมืองเชียงตุง รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ในช่วงอาณานิคมพื้นที่ของชาวว้าไม่ได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ภายหลังอาณานิคม เมื่อมีการสำรวจกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมาภายใต้การทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบพื้นที่ชายแดน ชาวว้าได้ส่งตัวแทนเข้ามาเพื่อพูดคุยเพื่อแสดงถึงความอิสระของกลุ่มชาติพันธุ์ว้า ในช่วงสงครามเย็นหลายองค์กรพยายามเข้ามาจัดการและมีอำนาจเหนือกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดน กระทั่งการเข้ามาของกองทหารจีนคณะชาติและพรรคคอมมิวนิสต์พม่า[1] เป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดการย้ายถิ่นฐานของชาวว้าเข้ามายังประเทศไทย การอพยพแบ่งออกเป็น 2 ระลอก ระลอกแรกเกิดขึ้นเมื่อประมาณช่วงพ.ศ. 2503 – 2523 โดยสัมพันธ์กับบริบทในช่วงสงครามเย็นและนโยบายของรัฐไทยที่มีการใช้กลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ในฐานะรัฐกันชน และระลอกที่สองนั้นเกิดขึ้นหลังพ.ศ. 2542มีการอพยพผู้คนกว่า 120,000 คนมายังบริเวณพื้นที่ชายแดนประเทศไทย-เมียนมา จนทำให้เกิดการเดินทางข้ามแดนเข้ามายังประเทศไทยได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันในประเทศไทย พบว่ามีชาวว้าอาศัยอยู่มากในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และนครปฐม

ชาวว้ามีการสร้างอัตลักษณ์ชาติพันธุ์จากการรวมกลุ่มกันทางสังคมในรูปแบบของสมาคมมีการทำงานหลักในสองประการ คือ หนึ่งกระบวนการสร้างความเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันระหว่างชาวว้าแต่ละหมู่บ้าน เช่น การบอกเล่าประวัติศาสตร์ การสอนภาษาว้า การเข้าโบสถ์ทางศาสนาคริสต์ การใช้สื่อและพื้นที่ออนไลน์สร้างสำนึกชาติพันธุ์ และสองการนำเสนอตัวตนใหม่ ผ่านการจัดงานประเพณีประดิษฐ์ที่ชาวว้าในไทยจัดขึ้น และงานประเพณีที่กลุ่มชาติพันธุ์ว้าไปเข้าร่วมทั้งสองกิจกรรมเป็นไปเพื่อการนำเสนอัตลักษณ์ร่วมของตนเองให้กับคนนอกยอมรับ ซึ่งตัวตนใหม่ที่ว่านั้นคือการเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ละว้าหรือลัวะที่หมายถึงการเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกยอมรับจากสังคมไทยในฐานะกลุ่มชนพื้นเมือง



[1] ผู้ศึกษาใช้คำว่าพรรคคอมมิวนิสต์พม่าตามชื่ออย่างเป็นทางการของพรรคนี้ในภาษาอังกฤษที่ใช้ชื่อว่า
Communist Party of Burma : CPB

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : ละว้า, ลัวะ, ว้า

ละว้า ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในส่วนข้อมูลภาพรวมของกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มชาติพันธุ์ว้าในประเทศไทยมักจะมีคำเรียกตนเองหลากหลายคำ ขึ้นอยู่กับว่าจะบอกเล่ากับใคร ไม่ว่าจะเป็น ว้า ลัวะ ละว้า หรือ ละเวือ โดยชื่อเรียกตนเองที่หลากหลายนี้ผู้ศึกษาคิดว่าเราควรเข้าใจในฐานะความพยายามในการปรับตัวเพื่อให้อยู่ร่วมกับสังคมไทยได้อย่างสะดวก โดยในส่วนของคำเรียกตนเองที่หลากหลายนี้อาจจะสามารถเรียกได้ว่าเป็นการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ของกลุ่มชาติพันธุ์ว้าในประเทศไทย

ลัวะ นักวิชาการบางท่านได้มองว่ากลุ่มชาติพันธุ์ชาวว้านั้นมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะหรือเลวอะในฐานะกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาในตระกูลเดียวกันโดย ชลธิรา สัตยาวัฒนา (1991) ได้เรียกลักษณะของกลุ่มนี้ว่าเป็น “super-group” โดยใช้ชื่อเรียกรวมๆ ว่า “ละว้า” (Lawa) อย่างไรก็ตามในงานศึกษาของ Peter Kunstadter (1966) ได้ศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในหมู่บ้านป่าแป๋ จังหวัดเชียงใหม่ เขาได้มีข้อเสนอที่แตกต่างออกไป เขาเสนอว่ากลุ่มชาติพันธุ์ลัวะที่จังหวัดเชียงใหม่ที่ถูกเข้าใจว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันกับกลุ่มชาติพันธุ์ว้าในประเทศเมียนมาและประเทศจีน ในความเห็นของเขานั้นมองว่าเป็นคนละกลุ่มชาติพันธุ์

ว้า ในเขตพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ชาวละว้าจะเรียกว่า “วะ” “ว้า” “ล้า”ตามสำนียงแต่ละถิ่น โดยพวกเขามีรัฐของตนเอง อยู่ติดกับพรมแดนมณฑลยูนนานของจีน ยังตั้งถิ่นฐานอยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน ล้ำเข้าไปในเขตจีนจนเกือบถึงแม่น้ำโขง ถิ่นนี้เองเป็นถิ่นที่ผู้คนเกรงกลัว เนื่องจากอยู่ในภูมิประเทศเป็นป่าลึก มีภูเขายอดสูงจำนวนมาก ยากต่อการเดินทางไปถึง

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ลัวะ, ปลัง, ว้าแดง

ลัวะ จากการทำงานของเครือข่ายทางสังคมของกลุ่มชาติพันธุ์ว้าในไทย ผู้ศึกษาพบว่ากลุ่มชาติพันธุ์ว้ามักจะถูกรับรู้จากเจ้าหน้าที่รัฐในฐานะกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะซึ่งถูกยอมรับจากรัฐบาลไทยว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมอย่างน้อยก็ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสัญชาติในงานของวิศรุต แสนคำ (2564)ระบุว่า กลุ่มชาวว้า หรือ ละว้า ได้หยิบฉวยเอาอัตลักษณ์และรากเหง้าร่วมในสถานะของ “กลุ่มชนพื้นมือง” นำเสนอตัวตนภายนอกลุ่มหรือการบอกเล่าเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ว้าเองสู่คนภายนอกกลุ่มอย่างตัวแทนของรัฐหรือนักท่องเที่ยวคือ “ลัวะ” การนำเสนอตัวตนนี้กระทำผ่านการจัดเทศกาลชาติพันธุ์อย่างเช่นงานงานชาติพันธุ์ลัวะแห่งประเทศไทยที่ทางสมาคมชาวว้าได้จัดขึ้น และแม้กระทั่งการเข้าร่วมงานประเพณีต่าง ๆ ที่ทางสมาคมของชาวว้าส่งตัวแทนเข้าร่วมในฐานะกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ อัตลักษณ์ใหม่ของกลุ่มชาติพันธุ์ว้านี้สอดคล้องกับการนิยามตนเองใหม่ในฐานะกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะหรือกลุ่มชนพื้นเมืองที่ได้รับการยอมรับจากสังคม (วิศรุต แสนคำ, 2564 : 125)

ปลังในพื้นที่สื่อกลุ่มชาติพันธุ์ว้าก็มะจะถูกเรียกว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะหรือปลัง นอกเหนือจากชื่อที่หลากหลายในพื้นที่สื่อและการรับรู้ของเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ในพื้นที่ของงานวิชาการกลุ่มชาติพันธุ์ว้าก็ได้ประโยชน์จากความสับสนในการจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ “ลัวะ”โดยในงานของฉวีวรรณ ประจวบเหมาะและคณะ (2555 : 35) ได้ระบุว่าเป็นชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่มีความสับสนมากที่สุดในงานวิชาการ และด้วยความสับสนในคำเรียกทางชาติพันธุ์นี้ช่วยให้กลุ่มชาติพันธุ์ว้าสามารถปรับตัวอยู่กับสังคมไทยได้

ข้อสังเกตเบื้องต้นว่าคำเรียก “ลัวะ” “ลเวอะ” “ละว้า” ที่ชาวว้าอพยพใช้เป็นคำเรียกตนเอง และเป็นคำหยิบยืมมาใช้จากความพยายามในการสร้างตัวตนใหม่ ในขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์ลัวะหรือละเวอะ ที่อยู่ในประเทศไทยดั้งเดิมนั้นไม่ได้มีส่วนในการประกอบสร้างตัวตนใหม่ในครั้งนี้ การดำรงอยู่ของชาวลัวะหรือลเวอะ นั้นเป็นเพียงจินตนาการ “ความเป็นชนพื้นเมือง” ที่ชาวว้าหยิบฉวยมาใช้เท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งสองกลุ่มไม่ได้มีพื้นที่ของการปะทะสัมพันธ์แต่อย่างใด เนื่องจากอาศัยอยู่คนละพื้นที่ กลุ่มชาติพันธุ์ลัวะส่วนใหญ่มักอยู่อาศัยกระจายตัวกันในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน ในขณะที่ชาวว้าที่อพยพเข้ามาใหม่ทั้งสองระลอกอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และจำนวนหนึ่งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดนครปฐม

ว้าแดง เป็นคำเรียกที่คุ้นเคยที่รัฐบาลและสื่อประเทศไทยใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์ว้าและคำว่าว้าแดงนี้ก็มีความหมายว่าเป็นกลุ่มว้าที่เคยเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ หรือบางครั้งก็เรียกว่า กองกำลังว้าแดง (นรเศรษฐ์ พิสิฐพันพร, 2552)หน่วยงานความมั่นคงของไทยมองว่ากลุ่มชาติพันธุ์ว้าแดงเป็นภัยต่อความมั่นคง โดยเรื่องว้าแดงกับยาเสพติดนี้ได้ถูกผลักดันให้เป็นเรื่องของความมั่นคงของประเทศผ่านการทำงานของฝ่ายทหาร (มติชน, 3 สิงหาคม 2542) กองทัพบกให้ความสำคัญเพิ่มกับชายแดนฝั่งตะวันตกมากขึ้นและจะมีการ “จัดระเบียบชายแดนใหม่” โดยเน้นถึงการแก้ปัญหาด้านยาเสพติดกับกลุ่มว้าแดง (มติชน, 11 สิงหาคม 2542) กลุ่มชาติพันธุ์ว้าเริ่มเป็นที่รับรู้ในสังคมไทยในฐานะผู้ค้ายาเสพติดที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐในช่วงปีพ.ศ. 2540 จากกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ค่อยเป็นที่รับรู้ในวงกว้างได้กลายเป็นกลุมที่เป็นภัยต่อความมั่นคง เห็นได้การจัดตั้งหน่วยงานของรัฐมาเป็นพิเศษเพื่อจัดการกับเรื่องการค้ายาเสพติดที่เกี่ยวพันกับกลุ่มชาติพันธุ์ว้าโดยเฉพาะ(วิศรุต แสนคำ, 2564 : 88-90)

ภาษา

ตระกูลภาษาย่อย : มอญ-เขมร

ภาษาของชาวว้านั้น จัดอยู่ในภาษาในตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขาย่อยมอญ-เขมร (Austroasiatic languages)กลุ่มปะหล่องอิก (Diffloth, G., 1980) ซึ่งเป็นกลุ่มตระกูลภาษาขนาดใหญ่ในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระจายไปจนถึงพื้นที่บางส่วนในประเทศอินเดีย บังคลาเทศ เนปาล และพื้นที่ทางใต้ของประเทศจีนติดประเทศเมียนมา

นักวิชาการบางท่านได้มองว่ากลุ่มชาติพันธุ์ชาวว้านั้นมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะหรือเลวอะในฐานะกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาในตระกูลเดียวกันโดย Satyawadhna, C. (1991) ได้เรียกลักษณะของกลุ่มนี้ว่าเป็น “super-group” โดยใช้ชื่อเรียกรวมๆ ว่า “ละว้า” (Lawa) อย่างไรก็ตามในงานศึกษาของ Peter Kunstadter (1966) ได้ศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในหมู่บ้านป่าแป๋ จังหวัดเชียงใหม่ เขาได้มีข้อเสนอที่แตกต่างออกไป เขาเสนอว่ากลุ่มชาติพันธุ์ลัวะที่จังหวัดเชียงใหม่ที่ถูกเข้าใจว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันกับกลุ่มชาติพันธุ์ว้าในประเทศเมียนมาและประเทศจีน ในความเห็นของเขานั้นมองว่าเป็นคนละกลุ่มชาติพันธุ์

ภาษาพูด : ว้ากลาง

บริเวณพื้นที่มีชาวว้าอยู่ก่อนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองช่วงสงครามเย็นมักจะถูกอธิบายว่าอยู่ในพื้นที่ “The Waic Corridor” (Diffloth, G.,1980) ซึ่งเป็นพื้นที่ ๆ ตั้งอยู่ในบริเวณแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน ปัจจุบันพื้นที่ the Waic Corridor คือส่วนหนึ่งของรัฐชาติสมัยใหม่ทั้งหมด 4 ประเทศที่ประกอบไปด้วยประเทศจีน ประเทศเมียนมา ประเทศลาว และประเทศไทย Diffolth ยังได้แบ่งแยกกลุ่มผู้คนพูดภาษาในตระกูลมอญ-เขมรที่อยู่ในพื้นที่ตามภาษาที่ใช้ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่พูดภาษาบูหลัง/ปูหลัง (Bulang) หรือที่ในประเทศไทยเรียกว่ากลุ่มชาติพันธุ์ปลัง โดยกลุ่มนี้จะอยู่ในบริเวณทางเหนือของเมืองเชียงตุง ประเทศเมียนมา จนถึงมณฑลยูนนานในประทศจีน อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่พูดภาษาละว้า (Lawa) ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในบริเวณภาพเหนือของประเทศไทย และกลุ่มสุดท้ายหรือกลุ่มที่พูดภาษาว้า (Wa/Paroak) ซึ่งจะอยู่พื้นที่ ๆ บริเวณทางเหนือของ The Waic Corridor ที่ปัจจุบันอยู่ในเขตรัฐฉานไปจนถึงมณฑลยูนนานในประเทศจีนอย่างไรก็ตามสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ว้าในประเทศไทยในปัจจุบันส่วนใหญ่สามารถที่จะพูดภาษาว้า ไทย และภาษาจีนได้ (วิศรุต แสนคำ, 2564 : 47)

ในเชิงปฏิบัติ ชาวว้าในประเทศไทย ใช้ “ภาษาว้ากลาง” หรือภาษาว้าในสำเนียงอ้ายซอย (Ai-Soi) ในการพูดและสอนเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ และมีการสอนภาษาว้าแก่กลุ่มเยาวชนชาติพันธุ์ว้าที่อยู่ในประเทศไทย (วิศรุต แสนคำ, 2564 : 113) ในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 เครือข่ายเยาวชนชาติพันธุ์ว้า (L.C.T.) ผ่านการสนับสนุนของสมาคมลัวะแห่งประเทศไทยได้ริเริ่มโครงการที่จะฟื้นฟูภาษาว้าให้กับกลุ่มชาวว้าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยทั้งเยาวชนและผู้ใหญ่ในหมู่บ้านช้วว้า ในเขตอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย หลังจากที่ผู้สูงอายุชาวว้าในหมู่บ้านได้ปรึกษากับทาง L.C.T เพื่อที่จะหาหนทางในการอนุรักษ์ไว้ซึ่งภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ว้าเนื่องจากพวกเขาเห็นว่าเยาวชนในหมู่บ้านเริ่มที่จะไม่สามารถใช้ภาษาว้าได้เพราะในหมู่บ้านได้มีการใช้ภาษาอื่น ๆ เช่น ภาษาจีนและภาษาไทยแทน การจัดตั้งโรงเรียนสอนภาษาว้าจึงได้เกิดขึ้นและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์ว้าในหมู่บ้าน เห็นจากได้การมีนักเรียนกว่า 20 คนที่เข้ามาเรียนชั้นเรียนที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ โดยในชั้นเรียนเน้นการสอนภาษาเขียนให้กับกลุ่มเยาวชนให้สามารถอ่านออกและเขียนได้ โดยได้มีการนำเอาเครื่องมือในการเรียนการสอนในรูแบบของแบบเรียนมาจากหลักสูตรของโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในรัฐว้า ประเทศเมียนมา แต่ผู้สอนคือชาวว้าที่เข้ามาอยู่ในไทยในระลอกแรก การจัดตั้งโรงเรียนการสอนนี้ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่าย L.C.T. สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้สอนและค่าตอบแทนเป็นเงิน 500 บาทต่อครั้ง แต่น่าเสียดายที่จัดการสอนไปได้เพียง 3 ครั้งก็เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้การเรียนการสอนต้องหยุดพักลง (วิศรุต แสนคำ, 2564 : 126)

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : ลาติน

ภาษาว้านั้นมีการพัฒนาตัวเขียนโดย มิชชั่นนารีชื่อ William Marcus Young ซึ่งเป็นมิชชั่นนารีที่มาจากรัฐเนแบรกา ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้พัฒนาร่วมกันชายชาวว้าที่ชื่อว่า Sara Yaw Shu Chin และตัวอักษรที่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมานี้ได้สร้างขึ้นมาผ่านภาษาลาติน โดยถูกเผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือรวมเพลงสวดมนต์ของศาสนาคริสต์ใน พ.ศ. 2476 และต่อมาในพ.ศ.2481 ในคัมภีร์ไบเบิลที่เป็นภาษาว้า ซึ่งมีการใช้อยู่ทั้งในประเทศไทยและประเทศเมียนมา ตัวอักษรนี้ได้ถูกนำเอามาใช้เป็นภาษาราชการของรัฐว้า หรือเขตปกครองพิเศษที่ 2ที่ตั้งอยู่บริเวณเมืองปางซางในประเทศเมียนมา

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง หรือชนชาวเขา

การตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวประชากร :

จังหวัด
อำเภอ
ตำบล

ปัจจุบันพื้นที่ที่ชาวว้าอาศัยอยู่ได้ถูกแบ่งโดยเส้นเขตแดนระหว่างประเทศเมียนมาและประเทศจีน กลายเป็นพื้นที่ทางตอนใต้ของจีนในเขตมณฑลยูนนานและเป็นพื้นที่ทางตอนเหนือของเมียนมาในเขตรัฐฉาน ชาวว้ามีที่อยู่ประมาณ 1,000,000 คนจึงได้ถูกแบ่งออกไปอยู่ในพื้นที่ของทั้งสองประเทศ ประมาณ 320,000 คนได้อาศัยอยู่ในเขตมณฑลยูนนานทางใต้ติดชายแดนเมียนมาและประมาณ 520,000 คนอยู่ในบริเวณรัฐฉานของประเทศเมียนมาติดชายแดนจีน ชาวว้าที่อยู่ในประเทศเมียนมานั้นจะอยู่ในบริเวณเขตสหภาพรัฐว้า (Wa Special Region 2) ที่แบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่คือรัฐว้าทางเหนือ (Northern Wa State) อยู่บริเวณชายแดนจีน-เมียนมา โดยมีชาวว้าอยู่ประมาณ 320,000 คน และอีกประมาณ 200,000 คนที่อาศัยอยู่ในรัฐว้าทางใต้ (Southern Wa State) ที่ติดชายแดนไทยบริเวณจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย (Kramer, T., 2007)

ผู้ศึกษาพบว่ามีชาวว้าเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนานมากกว่า 60 ปีแล้วซึ่งสอดคล้องกับงานของ นรเศรษฐ์ พิสิฐพันพร (2552) ที่ได้ศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ว้าที่เข้ามาในประเทศไทยพร้อม ๆ กับกองกำลังทหารก๊กมินตั๋งหรือจีนคณะชาติดังนั้นชาวว้าในประเทศไทยสามารถแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ 1) กลุ่มที่เข้ามาประเทศไทยในช่วง พ.ศ. 2516 – 2523 และ 2) กลุ่มชาวว้าที่เข้ามาในไทยหลังการเกิดขึ้นของ “รัฐว้าทางใต้” ใน พ.ศ.2542ชาวว้ากลุ่มแรกนั้นเป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์และไม่ยินยอมเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์พม่า สมาชิกของกลุ่มนี้ยังเคยเข้าร่วมกองกำลังอาสาสมัครให้กับรัฐบาลไทยในการสู้รบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในช่วงประมาณ พ.ศ.2516 (คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, 2548) (วิศรุต แสนคำ, 2564) ปัจจุบันชาวว้าบางส่วนจากกลุ่มนี้ได้กระจายกันไปอยู่ในหมู่บ้านต่าง ๆ ทางภาคเหนือ

ในขณะที่ชาวว้าอพยพรุ่นแรกอพยพเข้ามาในประเทศไทยจากเหตุผลทางการเมืองและความแตกต่างทางอุดมการณ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารมาก่อนและครอบครัวได้อพยพเข้ามาในภายหลัง ชาวว้ากลุ่มที่สองอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยหลังช่วง พ.ศ. 2542 ด้วยเหตุผลส่วนตัวและส่วนใหญ่อพยพแบบปัจเจกบุคคล โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดการอพยพของชาวว้ากลุ่มที่สองมีสาเหตุหลักมาจากการบังคับอพยพมายังรัฐว้าทางใต้ (Southern Wa State) โดยสหพรรครัฐว้า (United Wa State Party) หรือรัฐบาลของชาวว้าที่ได้ให้เหตุผลว่าการอพยพว่าเพื่อเป็นลดการปลูกฝิ่น และเพราะพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศเมียนมาที่เป็นที่อยู่เดิมนั้นเป็นพื้นที่แห้งแล้งและไม่เหมาะแก่การปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น อย่างไรก็ตามการถูกบังคับย้ายถิ่นส่งผลให้ชาวว้าที่ถูกเคลื่อนย้ายมาต้องประสบกับความยากลำบากในการประกอบอาชีพในพื้นที่ใหม่ ทำให้ชาวว้าหลายคนตัดสินใจอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ทั้งในฐานะแรงงานหรือเข้ามาเพื่อการศึกษา การรักษาพยาบาล หรือบางคนเข้ามาเพื่อต้องการหลีกหนีจากการถูกกดขี่จากรัฐบาลว้า

ชาวว้าที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยทั้งสองระลอกอาศัยอยู่หลายแห่ง โดยส่วนใหญ่จะกระจายกันอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย แต่ผู้ศึกษายังพบว่ามีชาวว้าจำนวนหนึ่งอาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานครและนครปฐมอีกด้วย จำนวนของชาวว้าในประเทศไทยนั้นยังไม่ได้มีการสำรวจอย่างเป็นทางการจึงไม่มีตัวเลขจำนวนที่ชัดเจนที่ได้รับการยอมรับ แต่มีรายงานจากโครงการ Joshua Project [1] ของ Frontier Ventures ที่เป็นองค์กรศาสนา ได้บันทึกไว้ว่ามีชาวว้าอยู่ในประเทศไทยประมาณ 5,000 คน และผู้ศึกษาพบว่าในตัวเมืองอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายนั้นมีชาวว้าอย่างน้อย 100 คน กระจัดกระจายกันอยู่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ และมาเข้าโบสถ์ในทุก ๆ วันอาทิตย์ต้นเดือนเพื่อทำกิจกรรมทางศาสนาและพบปะชาวว้าด้วยกันเอง โดยสรุปแล้วกลุ่มชาติพันธุ์ว้ามีการเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเกินกว่า 60 ปีแล้ว และส่วนใหญ่จะกระจายกันอยู่ในบริเวณภาคเหนือของประเทศไทย โดยพบหมู่บ้านช้าวว้าในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน



[1] เว็บไซต์ขององค์กร www.joshuaproject.net

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

วิศรุต แสนคำ นักวิจัยอิสระ

เอกสารอ้างอิง :

Chin, K.-L. (2009). the golden triangle inside southeast asia's drug trade. Cornell: Cornell University Press.

Diffloth, G. (1980). The Wa languages. Linguistics of the Tibeto-Burma Area. New York: Oxford University Press.

Fiskesjö, M. (2000). The Fate of Sacrifice and Making of Wa History. Illinois: Bell & Howell information and Learning Company.

Fiskesjo, M. (2008). [the emergence of the early historic states of Southeast Asia] the question of the Farmer Fortress: On the ethnoarchaeology of fortified settlements in the northern part of Mainland Southeast Asia. Bulletin of the Indo-Pacific Prehistory Association, 21. https://doi.org/10.7152/bippa.v21i0.11771

Fiskesjö, M. (2013). The Project Muse Introduction to Wa Studies.

Kramer, T. (2007). The United Wa State Party: Narcro-Army or Ethinc Nationalist Party. Singapore: Seng Lee Press Pte Ltd.

Lintner, B. (1999). Burma in Revolt Opium and Insurgency Since 1948. Bangkok: O.S. Printing House.

Lintner, B., & Black, M. (2009). Merchants of Madness: The Methamphetamine Explosion in the Golden Triangle. Chiang Mai: Silkworm Books.

Kunstadter, P. (1966, July). Thailand's Gentle Lua. National Geographic, 130(1).

Project, J. (2564, June 26). The Wa people group is reported in 3 countries. Retrieved June 26, 2564, from https://www.joshuaproject.ne: https://www.joshuaproject.net/people_groups/15759

Renard, R. D. (2013). The Wa Authority and Good Governance1989-2007. Journal of Burma Studies.

Satyawadhna, C. (1991). The Dispossessed : An Anthropological Reconstruction of Lawa Ethnohistory in the Light of their Relationship with the Tai. Canberra : the Australian National University.

Smith, M. (1991). Burma Insurgency and the Politics of Ethnicity. London: Zed Books.

The Frontier Areas Committee Of Enquiry. (1947, April 11). Retrieved march 2021, 10, fromburmalibrary:https://www.burmalibrary.org/docs14/Frontier_Areas...

The Lahu National Development Organisation. (2002). Unsettling Moves:The Wa forced resettlement program in Eastern Shan State (1999-2001). Chiang Mai: The Lahu National Development Organisation. Retrieved from https://www.lndoess.org/wp-content/uploads/2016/10/The-Wa-forced-resettlement-program-in-eastern-Shan-State.pdf

Young, H. M., & Chase, D. Y. (2014). Burma headhunters: The history and culture of the ancient wa, a mountain tribal people. Google Books. Xlibris Corp. Retrieved August 2, 2022, from https://books.google.co.th/books?id=ncbgBQAAQBAJ&hl=th&num=16.

ภาษาไทย

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ. (2548). รายงานการศึกษาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของกลุ่มชาติพันธุ์กรณีศึกษา “สบยอน”. กรุงเทพฯ: ศูนย์ชาติพันธุ์ศึกษา.

ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ และคณะ. (2555). ปริศนาวงศาคณาญาติ“ลัวะ”. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร.

นรเศรษฐ์ พิสิฐพันพร. (2552). สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย "ว้า". กรุงเทพมหานคร:

เอกพิมพ์ไทย.

วิศรุต แสนคำ. (2564). การกลายเป็นละว้าของกลุ่มชาวว้าอพยพในภาคเหนือของประเทศไทย. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

องค์กรคริสตจักรสัมพันธ์ในประเทศไทย. (1 มกรคม 2564). องค์กรคริสตจักรสัมพันธ์ในประเทศไทย. เข้าถึงเมื่อ 26 มิถุนายน 2564 จาก องค์กรคริสตจักรสัมพันธ์ในประเทศไทย: https://www.actthai.org/?page_id=57

ข่าว จากสื่อต่าง ๆ

มติชน. (3 สิงหาคม 2542). เข้าถึงเมื่อ 2564 เมษายน 12 จาก Matichon Information Center: www.matichonelibrary.com

มติชน. (11 สิงหาคม 2542). ทบ.เปิดเกมรุกขบวนการยาเสพติดแนวชายแดนว้าแดง. เข้าถึงเมื่อ 11 สิงหาคม 2564 จาก Matichon Information Center: https://www.matichonelibrary.com/news/site/index?N...


สัมภาษณ์ :

ดานี,อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย, วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560, วิศรุต แสนคำ ผู้สัมภาษณ์

ต๊ะ ก๊ก, อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย, วันที่ 15 ธันวาคม 2562, วิศรุต แสนคำ ผู้สัมภาษณ์.

ต๊ะ ละทวย, อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน, วันที่15 พฤษภาคม 2563, วิศรุต แสนคำ ผู้สัมภาษณ์.

ต๊ะ แก้วไส, อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย, วันที่ 10 เมษายน 2562, วิศรุต แสนคำ ผู้สัมภาษณ์.

ต๊ะ เจ็ด, อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่, วันที่12 พฤศจิกายน 2562, วิศรุต แสนคำ ผู้สัมภาษณ์.

ยี่ ทาง, จังหวัดกรุงเทพมหานคร, วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561, วิศรุต แสนคำ ผู้สัมภาษณ์.

ยี่ นง, อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย, วันที่12 พฤศจิกายน 2563 , วิศรุต แสนคำ ผู้สัมภาษณ์.

รักไทย อามา, อำเภอแม่สายจังหวัดเชียงราย, วันที่ 24 ตุลาคม 2560 , วิศรุต แสนคำ ผู้สัมภาษณ์.

สำราญ สร้างสติปัญญา , อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย, วันที่ 24 พฤศจิกายน 2560, วิศรุต แสนคำ ผู้สัมภาษณ์.

สาม ตาโบ, จังหวัดกรุงเทพมหานคร, วันที่ 27 พฤศจิกายน 2561, วิศรุต แสนคำ ผู้สัมภาษณ์.

สีทาง รอรอ , อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย, วันที่ 2 ธันวาคม 2562 , วิศรุต แสนคำ ผู้สัมภาษณ์.

อ๊ก วะ, อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย, วันที่ 5 ธันวาคม 2562, วิศรุต แสนคำ ผู้สัมภาษณ์.

อ๊ก เหว่ยเจีย, อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย, วันที่ 15 เมษายน2562, วิศรุต แสนคำ ผู้สัมภาษณ์.

ชินกร ก้าววิทยาคม, อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย, วันที่ 23 ตุลาคม 2560, วิศรุต แสนคำ ผู้สัมภาษณ์