ลัวะ (ละเวือะ)

ชื่อเรียกตนเอง : ลเวือะ, อเวือะ, เลอเวือะ, ลวะ, ละว้า

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ลัวะ, ละว้า, ถิ่น,

ตระกูลภาษา : ออสโตรเอเชียติก

ภาษาพูด : ลัวะ

ภาษาเขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

บทความฉบับเต็ม : ดาวน์โหลด

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 23 พ.ย. 2566

786

ในอดีตการเรียกชื่อ “ลัวะ” นั้นเป็นชื่อที่กลุมคนท้องถิ่นเรียกคนที่อาศัยอยู่ในป่าในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เป็นเชิงการเรียกแบบเหมารวม อย่างไรก็ตามหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ยอมรับได้เงื่อนไขการเรียกชื่อ “ลัวะ” ทั้งที่ชื่อนั้นไม่ใช่ชื่อเรียกของตนเอง อีกทั้งเมื่อหน่วยงานรัฐมีการสำรวจกลุ่มนบนพื้นที่สูง ชื่อของลัวะ จึงมีจำนวนมาก และกระจัดกระจายในหลายถิ่นที่ และหลายกลุ่ม หลายพื้นที่มีระบบสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน การยอมรับยอมรับคำว่า “ลัวะ” เพื่อมาใช้แทนชื่อเรียกตนเองก่อให้เกิดความสับสนทั้งในเชิงของการให้นิยามและการนับจำนวนกลุ่มชาติพันธุ์ ลัวะในแต่ละบริบทพื้นที่ต่างก็มีชื่อเฉพาะที่ใช้เรียกตัวเองที่แตกต่างกันทั้งในมิติสำเนียงภาษา รวมทั้งมิติการสร้างตัวตนและให้นิยามความหมายใหม่ ส่งผลให้การ “เรียกชื่อ” ของกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า ลัวะ ในแต่ละชุมชนแตกต่างกันออกไป

ชนชาติลัวะกระจายตัวอยู่ใน6 ประเทศ คือ จีน พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา และไทย (บุญช่วย, 2506, น.138) ในพงศาวดาร เล่าว่า ในลวรัฐ ก่อนขอมเข้ามามีอำนาจ สมัยพระนางจามเทวี เคยทำสงครามกับชาวลัวะ ปฐมพงศาวดารเมืองเงิน ยางเชียงแสน กล่าวว่ามีชาวลัวะอยู่บริเวณดอยตุง และตำนานพระธาตุภาคเหนือ กล่าวถึง ชนชาติลัวะก่อนชนชาติไทยและขอม พงศาวดารเชียงตุง เขียนว่าคนทั้งหลายออกมาจากน้ำเต้าใบเดียวกัน ลัวะ ออกมาเป็นกลุ่มแรก กะเหรี่ยงออกมาเป็นกลุ่มที่สอง ต่อมาเป็นคนไทย (บุญช่วย 2506, น.138-139) อาณาจักรของลัวะ จึงครอบคลุมบริเวณแหลมสุวรรณภูมิ และเขตมณฑลยูนนานตอนใต้ เมื่อถูกขอม เขมร ไทย ลาว จาม และเวียดนามรุกรานก็พากันแตกพ่ายไปอยู่ตามป่าเขาห่างไกล (บุญช่วย 2506, น.141) ลัวะจึงถือเป็นชนกลุ่มดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในอาณาจักรล้านนามาก่อนการตั้งเมืองเชียงใหม่ อาณาจักรลัวะ ถึงกาลล่มสลายประมาณปี พ.ศ. 1200 ในสมัยของขุนหลวงวิรังคะ ผู้นำคนสุดท้ายของชาวลัวะ ปัจจุบันพบชาวลัวะในจังหวัด คือ ลำปาง อุทัยธานี สุพรรณบุรี เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน และแม่ฮ่องสอน หมู่บ้านลัวะที่ใหญ่ที่สุด อยู่ที่บ้านบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ชนเผ่าลัวะอาศัยอยู่ใน 9 จังหวัด 21 อำเภอ 71 หมู่บ้าน จำนวน 3,322 หลังคาเรือน ประชากรรวม 17,637 คน (ทำเนียบชุมชนฯ, 2540, น.50)

ชาวลัวะในประเทศไทยมีวิถีการดำรงชีพที่ให้ความสำคัญกับระบบความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงผีเพื่อความอุดมสมบูรณ์และการมีชีวิตอยู่อย่างปกติสุข อาจกล่าวได้ว่าประเพณีการเลี้ยงผีของชาวลัวะมีมากที่สุดในกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมดในประเทศไทย โดยลัวะในแถบเชียงใหม่ -แม่ฮ่องสอนจะเลี้ยงผีและสืบทอดตระกูลททางฝ่ายพ่อ ส่วนกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในจังหวัดน่าน สืบผีทางตระกูลทางฝ่ายแม่ พิธีเลี้ยงผีที่สำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ แบ่งตามระดับของผีที่เกี่ยวข้องกับชุมชนเป็น 3 ระดับ คือ หนึ่ง การเลี้ยงผีในระดับครอบครัว เป็นการเลี้ยงผีเรือนเพื่อปกป้องคุ้มครองลูกหลาน สอง การเลี้ยงผีในระดับตระกูลหรือการเลี้ยงผีบรรพบุรุษ ในพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ เป็นหน้าที่ของ “สะมาง” หรือตระกูลขุนเป็นผู้นำในการเลี้ยงผี และสาม การเลี้ยงผีในระดับหมู่บ้าน เพื่อปกป้องดูแลหมู่บ้าน และพื้นที่เกษตรกรรม การเลี้ยงผี จึงเปรียบเสมือนหลักปฏิบัติในการดำเนินวิถีชีวิตของชาวลัวะ ถือเป็นแบบแผนและจารีตในการปกครองบ้านและชุมชน

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : ลเวือะ, อเวือะ, เลอเวือะ, ลวะ, ละว้า

ลเวือะ เป็นชื่อที่เรียกตนเองของชาวลเวือะในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแม่ฮ่องสอน (ปิชญา ตะนอย 2563.สัมภาษณ์; ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ และคณะ, 2555: 35; ชุติมา มอแลกู่ และคณะ, 2562: 54)

อเวือะ เป็นคำเรียกตัวเองของชาวลเวือะ ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม (บ้านเฮาะ บ้านมืดหลอง บ้านกอกน้อย) คำนี้เพี้ยนมาจากคำว่า “ลเวือะ” (ปิชญา ตะนอย .2563. สัมภาษณ์)

เลอเวือะ เป็นคำเดียวกับ “ลเวือะ” แต่ออกเสียงเพี้ยนไป ในภาษาลเวือะจะไม่ออกเสียงชัดเจนที่พยางค์ “เลอ” (พิพัฒน์ กระแจะจันทร์, 2556, ปิชญา ตะนอย .2563. สัมภาษณ์) )

ในส่วนของความหมายชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ “เลอเวือะ” ในภาษาเลอเวือะบ้านป่าแป๋นั้นแปลว่า “ประตู” ในขณะที่ลัวะบ้านมืดหลอง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ให้ความหมายคำว่า “ลัวะ” หมายถึง “ละ”

จากคำว่าละทิ้งจากวัดละทิ้งจากเมือง (เชียงใหม่) ทั้งนี้ ไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนเนื่องจากกลุ่มเลอเวือะในแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่จะออกเสียงว่า “เลอเวือะ” อย่างชัดเจน ซึ่งไม่ใกล้เคียงกับคำว่า “ละ”(พิพัฒน์ กระแจะจันทร์, 2563)

ลวะ เป็นคำเรียกตัวเองของกลุ่มชาวลวะหรือลัวะในบริเวณลุ่มน้ำปิงของจังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะเขตอำเภอหางดงกับอำเภอสันป่าตอง (ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ และคณะ, 2555: 35)

ละว้า เป็นคำเรียกตัวเองของกลุ่มชาวละว้า ซึ่งสัมพันธ์กับชาวละว้าในรัฐฉาน ประเทศพม่า คำนี้นิยมใช้กันเฉพาะกลุ่มละว้าคริสเตียนในอำเภอสันทรายและอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และกลุ่มชาวละว้าในจังหวัดเชียงราย (คริสตจักรละว้าเชียงใหม่. ออนไลน์)

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ลัวะ, ละว้า, ถิ่น,

ลัวะ เป็นคำที่คนไทยวน (คนเมือง หรือคนพื้นราบทางภาคเหนือ) คนไทยภาคกลาง และคนอื่นๆ เรียกชาวลเวือะ (กฤษณา เจริญวงศ์ และเพชรา ประจนปัจจนึก, 2530; กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ, 2555; Kunstadter, 1966) ในขณะที่งานศึกษาของชลธิรา สัตยาวัฒนา (2530) ในหนังสือ “ลัวะเมืองน่าน” ระบุว่า “ลัวะ” เป็นคำที่คนอื่นใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่อยู่บนพื้นที่สูงในเขตรอยต่อจังหวัดน่านกับแขวงไซยะบุรีของประเทศลาว

ละว้า เป็นคำที่คนอื่นเรียก (ถิ่น รัติกนก, 2512; ไกรศรี นิมมานเหมินทร์, 2524; Kerr, 1924) จากการลงสำรวจพื้นที่ในบริเวณตำบลบ่อหลวงซึ่งเป็นชุมชนละว้า/ละเวือะ ที่ใหญ่ที่สุดประเทศไทยได้รับการบอกเล่าว่าคนทั่วไปมักจะเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ของตัวเองว่า “ละว้า” สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์แล้วชื่อดังกล่าวค่อนข้างมีความหมายในเชิงลบ ซึ่งใกล้เคียงกับคำที่เรียกชาวปกากะญอว่า “ยาง” ทำให้ในอดีต ชาวชุมชนไม่มีความกล้าแสดงออกว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เพราะรู้สึกละอายและต่ำต้อย อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี ฐานะทางเศรษฐกิจ สังคมดีขึ้น ประกอบกับการเปิดกว้างทางการรับรู้เรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ ชุมชนจึงกล้าที่ยอมรับและเปิดเผยตัวตนว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างไรก็ตามภายใต้บริบทของการยอมรับชื่อเรียกว่า ละว้า ชาวบ้านยังต้องการให้คนภายนอกเรียกตนเองให้ถูกต้องตามภาษาดั้งเดิมคือ “ละเวือะ” ข้อมูลข้างต้นสอดคล้องกับ พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ (2563) ที่ได้ระบุว่า กระแสการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์กลายเป็นประเด็นสำคัญในพื้นที่อื่นๆ เช่น คนในชุมชนเลอเวือะที่บ้านป่าแป๋มีการเรียกตนเองว่า “เลอเวือะ” นับตั้งแต่การเริ่มทำงานวิจัยท้องถิ่นของตนเองและมีการเข้าใจระบบภาษาไทยในการใช้เรียกชื่อท้องถิ่นของตน

ส่วนในกรณีของคำว่า “ว้า” นั้นจะถูกเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันที่อาศัยอยู่ภายในประเทศเมียนมา โดยมีรากศัพท์ทางภาษาและวัฒนธรรมเดียวกัน หากแต่การใช้สำเนียงหรือการออกเสียงภาษาจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ด้วยบริบททางการเมืองและความมั่นคงในขณะนั้นมีความเกี่ยวข้องกับชื่อเรียก “ว้าแดง” ซึ่งเป็นการเรียกชื่อกลุ่มที่มีถิ่นฐานอยู่บริเวณพื้นที่เมืองยองของรัฐฉาน และเป็นกลุ่มที่อพยพมาจากตอนเหนือของรัฐฉาน กลุ่มดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกำลังติดอาวุธและมีปัญหาทางด้านความมั่นคงโดยเฉพาะการเกี่ยวพันกับยาเสพติดและเป็นอดีตกลุ่มที่เป็นส่วนหนึ่งพรรคคอมมิวนิสต์พม่า จึงถูกใส่ชื่อเรียกคำว่า “แดง” เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์และเป็นชื่อเรียกที่บุคคลภายนอกใช้เรียกชื่อเฉพาะกลุ่มเท่านั้น

ดังที่กล่าวไปข้างต้น เมื่อพิจารณาจากสภาพภูมิศาสตร์การเมืองทำให้มีการเรียกชื่อ “ว้า” ในการเรียกชื่อกลุ่มที่อยู่ทางด้านตอนเหนือของรัฐฉานซึ่งเป็นพื้นที่เขตปกครองตนเองโดยมีเมืองหลักอยู่ที่ปางซางจะถูกเรียกว่า “ว้าเหนือ” ส่วนกลุ่มที่เพิ่งอพยพมาใหม่อยู่ในเมืองยองทางด้านใต้จะถูกเรียกว่า “ว้าใต้”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวจะค่อนข้างมีความแตกต่างในการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ของหน่วยงานด้านการพัฒนาของไทยพิพัฒน์ กระแจะจันทร์ ( 2563) ได้เคยระบุไว้ว่า “ทางการไทยได้มีการเรียกชาติพันธุ์เลอเวือะที่บ้านป่าแป๋และหมู่บ้านอื่น ๆ ว่า “ลัวะ” และถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการเมื่อมีการจัดตั้งสถาบันวิจัยชาวเขาขึ้นเพื่อสร้างความรู้ในการจัดกลุ่มชาวเขาให้ถูกต้อง คำว่า “ลัวะ” จึงถูกทางการไทยใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์เลอเวือะที่บ้านป่าแป๋รวมถึงในพื้นที่ต่าง ๆ เช่นกัน ซึ่งเลอเวือะในบ้านป่าแป๋ก็ยอมรับชื่อ “ลัวะ” ที่คนเมืองและทางราชการใช้เรียกเนื่องจากเป็นคำที่เข้าใจโดยทั่วกัน”

นอกจากนั้น ยังพบว่า คนภายนอกมักเรียกชาวเลอเวือะว่า “ลัวะ” (เช่น จันทรบูรณ์ สุทธิ และคณะ, 2532) และนักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ได้มีการใช้คำว่า “ลเวือะ” หรือ “ละเวือะ” เพราะการออกเสียงพยางค์หน้าที่เร็วและสั้น ในขณะที่ Peter Kunstadter (1966) ได้เรียกเลอเวือะบ้านป่าแป๋ว่า “ละว้า” (Lawa) ตามที่ชาวอังกฤษใช้เรียกละว้าในประเทศพม่า ทำให้เลอเวือะที่บ้านป่าแป๋และที่อื่น ๆ ในประเทศไทยถูกเรียกชื่อว่า "ละว้า" ในวงกว้าง

จะเห็นว่า “ละว้า” หรือ “ละวะ” ถูกใช้โดยนักวิชาการ แต่คนในชุมชนยังมองว่าไม่ถูกต้องและมีความคล้ายกับละว้ากินคนในพม่า ในขณะที่ชาวเลอเวือะในแม่ฮ่องสอนและใน อำเภอฮอด พื้นที่รอยต่อกับเชียงใหม่ ระบุว่าตนเอง คือ ชาว “เลอเวือะ” ไม่ใช่ “ละเวือะ” หรือ “ลัวะ”

นอกจากนี้ ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์นี้ยังได้ถูกระบุไว้ในสารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ ซึ่งจัดทำโดยสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท (ณัฐวี ทศรฐ และสุริยา รัตนกุล, 2539) ว่า “ละว้า” เป็นชื่อที่คนทั่วไปใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกตนเองว่า “ละเวือะ” มีคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า ละว้าและลัวะเป็นชนกลุ่มเดียวกัน แต่หากพิจารณาทางด้านภาษาแล้ว ภาษาละว้าคือ ละเวือะ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษามอญ-เขมร สาขาย่อย ปะหล่อง-ว้า ชนกลุ่มนี้มีภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง ส่วนลัวะ หมายถึง กลุ่มชนที่เรียกตนเองว่า มัล (Mal) และเรียกภาษาของเขาว่า เลอมัล (Lemal) ซึ่งเป็นภาษาที่จัดอยู่ในตระกูลภาษามอญ-เขมร สาขาย่อยขมุ (สุริยา รัตนกุล, 2532) มีภาษาและวัฒนธรรมของตนเองเช่นกัน แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงใช้คำว่าละว้าและลัวะปะปนในความหมายเดียวกัน

ในปี พ.ศ.2527 สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบทมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ ทำการสำรวจจำนวนประชากรของชาวละว้าที่ยังคงพูดภาษาละว้า ปรากฏว่าพบผู้พูดภาษาละว้านี้อยู่ใน 2 จังหวัด คือเชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน ส่วนในจังหวัดลำปาง เชียงราย และแพร่ตามที่มีปรากฏอยู่ในบทความของ E.W.Hutchinson (1934) นั้น การสำรวจครั้งนั้นไม่พบผู้พูดภาษาละว้าในถิ่นนี้แล้วเนื่องจากเปลี้ยนไปใช้ภาษาไทยหรือภาษาไทยเหนือ (สุริยา รัตนกุล, 2532)

ลัวะ (พะล็อก) คำนี้ปรากฏเป็นเนื้อหาบทหนึ่งในรายงานวิจัยของพิพัฒน์ กระแจะจันทร์ (2556) ข้อมูลจากการศึกษาภาคสนาม สะท้อนให้เห็นว่า ชาวบ้านบ้านเมืองก๊ะ เรียกตนเองว่า “ลัวะ” ไม่ใช่ “ลเวือะ” และคนนอก (คนไทยล้านนา) ก็เรียกคนในหมู่บ้านนี้ว่าเป็น “ลัวะ” แต่ภายหลังพบว่า คนในหมู่บ้านเรียกตนเองว่า “พะล็อก” ส่วนชื่อเรียกว่า “ลัวะ” เป็นชื่อที่คนภายนอกเรียก แต่คนรุ่นหลังก็ถือว่าตนเองเป็น “ลัวะ” ผู้ใหญ่บ้านเมืองก๊ะ นายไพศาล ไทยใหม่ ถือว่า “พะล็อกเป็นลัวะน้อย” (นายศรี ดอยคำ (อายุ 84 ปี) และนางนวล ดอยคำ (อายุ 83 ปี) นอกจากในเชียงใหม่แล้ว ในประเทศพม่า จะใช้ชื่อเรียกว่า “พะโลก” (Parauk) เป็นชื่อหนึ่งที่ทางการใช้เรียก “ว้า” (Wa) มีประชากรประมาณ 400,000 คน (ข้อมูลจากการสำรวจในปี 2000) อาศัยอยู่ในเขตตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออกของรัฐฉาน และทางตอนเหนือของแม่น้ำสาละวิน รัฐเชียงตุง โดยมีสำเนียงย่อยประมาณ 70 สำเนียง (Lewis, 2013) แสดงว่าอาจมีความสัมพันธ์กันบางอย่าง

ลัวะ มัล ปรัย ถิ่น กลุ่มลัวะ ในเขตจังหวัดน่าน และรอยต่อกับแขวงไซยบุรี ประเทศลาว

ถิ่น เป็นคำที่คนอื่น โดยเฉพาะคนพื้นราบและราชการไทยเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าว

(กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ, 2555; ชนัญ วงษ์วิภาค, 2530) David Filbeck มิชชันนารีและนักภาษาศาสตร์ที่ทำงานกับกลุ่มชาติพันธุ์ถิ่น/ลัวะในจังหวัดน่านมาตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ ให้ความเห็นว่า คำว่า “ถิ่น” เป็นคำไทยที่ใช้เรียกผู้คนที่เป็นคนพื้นถิ่นในบริเวณจังหวัดน่านและแขวงไซยะบุรีของประเทศลาว คำนี้หมายถึง คนท้องถิ่นหรือชนพื้นถิ่น ขณะที่คำว่า “ลัวะ” เป็นคำที่คนเมืองหรือพื้นราบในภาคเหนือเรียกกลุ่มคนทั้งที่อยู่ในจังหวัดน่าน กับที่อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ซึ่งบางเรียกว่าเป็น “ละว้า” แม้ว่าความเป็นจริงมีวัฒนธรรมและภาษาที่แตกต่างกัน กล่าวคือ คนลัวะที่น่านเป็นสังคมหญิงเป็นใหญ่ ขณะที่ลัวะทางเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอนสังคมชายเป็นใหญ่ ส่วนมิติภาษาทั้งสองกลุ่มไม่สามารถสื่อสารกันได้

“ไพ่” หรือ “ข่าไพ่” ในทัศนะของ David Filbeck ระบุว่า เป็นชื่อที่เพี้ยนมาจากคำว่า “ไพร่” และ “ข้า” ในระบบโครงสร้างแบบชนชั้นของสังคมไทย ที่นับกลุ่มชาติพันธุ์นี้ว่าเป็นข้าทาส เป็นชนชั้นล่างในสังคมไทยและลาว

“มัล” (Mal) และ “ไปร” (Prai) เป็นสองคำที่กลุ่มชาติพันธุ์ย่อยสองกลุ่มนี้ใช้เรียกตัวเอง ดังนั้น David Filbeck (1987: 137) จึงขอเสนอให้ใช้สองคำนี้ในการเรียกสองกลุ่มชาติพันธุ์ย่อยนี้แทน

อย่างไรก็ตาม อดีตนักวิจัยสถาบันวิจัยชาวเขา รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญชาวเขาเผ่าถิ่น ได้บันทึกไว้ว่า ชาวเขาเผ่าถิ่นแบ่งออกตามความแตกต่างของภาษาได้เป็นสามกลุ่มใหญ่ คือ ถิ่นไพร่ (Prai) ถิ่นมาด์ล (Madl) และถิ่นอะจูล ถิ่นไพร่นั้นจะเรียกตัวเองว่า “คลำไปร๊ท” (“คลำ” แปลว่า คน ส่วน “ไปร๊ท” แปลว่า ถิ่น) และเรียกถิ่นอีกกลุ่มหนึ่งว่า “คมาด์ล” ถิ่นทั้งสองกลุ่มนี้มีภาษาพูดที่แตกต่างกันอย่างมาก (กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ, 2555) ในขณะที่ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ และคณะ (2555) อธิบายว่า ลัวะในจังหวัดน่านอาจแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มย่อยตามภาษาที่พูด คือ “มัล” กับ “ปรัย” (ไปร, ไพ) อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามในบางหมู่บ้านที่ David Filbeck ยืนยันว่า พวกเขาเป็นคนไปร กลับพบว่าไม่มีใครรู้จักคำว่า “ปรัย” แต่รู้จักเพียงคำว่า “ลัวะ” เท่านั้น

ลัวะ ละว้า เลอเวอะ ละเวือะ อเวือะ ลวะ ถิ่น มัล ปรัย เป็นคำเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกนิยามและเรียกโดยรวมว่าเป็นกลุ่ม “ลัวะ” หากแต่ภายใต้การควบรวมนั้นมีรายละเอียดปลีกย่อยเรื่องของการเรียกชื่อ ที่สะท้อนถึงความลื่นไหลทางอัตลักษณ์ที่เกิดขึ้นภายใต้การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนแต่ละกลุ่ม

หากจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะตามการตั้งถิ่นฐานสามารถจัดแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่ 1 ลัวะในเมืองเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และกลุ่มที่ 2 ลัวะในเมืองน่าน ลัวะทั้ง 2 กลุ่มนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในด้านภาษา การสืบสายตระกูล และความแตกต่างทางพันธุกรรม นอกจากนี้ยังมีกลุ่มย่อยอื่น ๆ ที่เคลื่อนย้ายเข้ามาใหม่ และกลุ่มที่พึ่งมีการเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะในช่วงทศวรรษ 2540 เนื่องจากแนวทางด้านสิทธิมนุษยชนและชนเผ่าพื้นมือง ทั้งนี้ แม้ว่าในเอกสารและรายงานวิจัยที่นำมาใช้อ้างอิง ได้เรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะด้วยชื่อที่มีความลื่นไหลแตกต่างกันไปตามบริบท ทว่า เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในการจัดทำข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ที่คำนึงถึงเจ้าของวัฒนธรรม ในเอกสารนี้จะใช้ชื่อ “ลัวะ” ซึ่งเป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเองเป็นหลัก

ภาษา

ตระกูลภาษา : ออสโตรเอเชียติก

ตระกูลภาษาย่อย : มอญ-เขมร

นักวิชาการกล่าวว่า ภาษาลัวะเป็นภาษาในตระกูลออสโตรเอเชียติก (Austroasiatic) สายมอญ-เขมร (Mon Khmer) โดยอยู่ในสาขาย่อยปะหล่อง (Palaung) เช่นเดียวกับกระทรวงพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (2555) ที่ได้ระบุว่า ภาษาของลัวะจัดอยู่ในกลุ่ม Palaung-Wa และ Riang ของตระกูลภาษาออสโตร-เอเชียติก และได้รับอิทธิพลมาจากมอญด้วยนอกจากนี้งานศึกษาของฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ และคณะ ( 2555) ยังระบุว่า “ลัวะ” ถูกจัดให้อยู่ในภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติค ในสายมอญ-เขมรเหนือ กลุ่มย่อยภาษาปะหล่องอิก (Palaungic) เช่นเดียวกันกับพิพัฒน์ กระแจะจันทร์( 2563) ที่ระบุเพิ่มเติมว่า ตระกูลภาษาดังกล่าวเป็นกลุ่มตระกูลภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก (Austro-Asiatic) ในสาขาภาษาปะหล่อง (Palaunganic language) สายตะวันตก ในสาขาย่อยภาษาละว้า (Waic) สอดคล้องกับงานศึกษาของ สิริชัย ร้อยเที่ยง และ เกรียงไกร เกิดสิริ ( 2560) ที่ได้ระบุว่า ชาติพันธุ์ละเวือะมีการใช้ภาษาออสโตรเอเชียติก (Austro-Asiatic) กลุ่มภาษามอญ-ขแมร์เหนือ (North Mon-Khmer) ในกลุ่มภาษาย่อยปะล่องอิก (Palaungic)

การจัดแบ่งตระกูลภาษาตระกูลไว้อย่างชัดเจนว่า ภาษาลัวะเป็นภาษาที่อยู่ในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก สาขาภาษามอญ-เขมร การที่ภาษาละว้าไม่มีระบบเสียงวรรณยุกต์ ทำให้เด็กที่พึ่งเริ่มหัดเรียนภาษาไทยในระยะเรกประสบปัญหาในการออกเสียงวรรณยุกต์ ส่วนผู้ที่พูดภาษาไทยหากไปเรียนจะพบปัญหาในการออกเสียงสระและพยัญชนะซึ่งมีมากกว่าภาษาไทย กล่าวคือ มีหน่วยเสียงสระอยู่ 25 หน่วยเสียง ประกอบไปด้วยสระเดี่ยว 10 หน่วยเสียง ได้แก่ /i e ɛ ɨ w ə a u o ɔ / เสียงที่ออกยากสำหรับคนไทย คือ เสียงสระ w ซึ่งคล้ายเสียงสระอึของไทย แต่ลดระดับลิ้นลงมากกว่าเสียงสระอึ ส่วนเสียงสระประสมนั้นมีมากถึง 15 หน่วยเสียง ในขณะที่เสียงสระประสมในภาษาไทยมีเพียงเสียงสระ ia ia ua (ณัฐวี ทศรฐ และสุริยา รัตนกุล, 2539) เนื่องจากลัวะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเจริญมาตั้งแต่สมัยโบราณ ดังเห็นได้จากการที่กษัตริย์ลัวะชื่อ วิรังคะที่เคยยกทัพมาท้ารบกับพระนางจามเทวีที่เมืองลำพูน จึงมีมรดกทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่ถ่ายทอดมาจนถึงทุกวันนี้นั่นคือมีความเจริญทางภาษามากจนถึงขั้นสร้างวรรณคดีไว้เป็นวรรณกรรมมุขปาฐะ เป็นบทกวีที่ท่องสืบทอดกันมาปากต่อปากจากบรรพบุรุษลจนถึงลูกหลานในปัจจุบันนี้ เรียกวรรณกรรมมุขปาฐะว่า ละซอมแล (Ləsɔm ?Lɛ) (ณัฐวี ทศรฐ และสุริยา รัตนกุล, 2539; Suriya Ratanakul, 1956:1985)

ภาษาพูด : ลัวะ

ภาษาพูดของชาวลัวะมีความแตกต่างกันหลายกลุ่ม สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่

1) กลุ่ม Wa-Vu เป็นภาษาพูดที่ใช้ในกลุ่มลัวะในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง เช่น ลัวะบ้านบ่อหลวง

2) กลุ่ม Angku เป็นภาษาพูดที่ใช้ในพื้นที่ทางตะวันตกของภาคเหนือ เช่น ลัวะในอำเภอเเม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน แม้จะมีความแตกต่างด้านภาษาตามความห่างไกลของแต่ละหมู่บ้านแต่สามารถเข้าใจและสื่อสารกันได้ นอกจากนี้ ลัวะในปัจจุบันยังใช้ภาษาคำเมือง หรือภาษาเหนือของประเทศไทยและภาษาไทยได้อย่างดี แม้ว่าจะมีสำเนียงที่แตกต่างตามการตั้งถิ่นฐานในแต่ละพื้นที่ (กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ, 2555)

ภายใต้บริบทของความแตกต่างดังกล่าว พบว่า จากบทบันทึกซึ่งแจกจ่ายในงานฉลองการสร้างอนุสาวรีย์ขุนหลวงวิรังคะของเทศบาลตำบลบ่อหลวง ได้อธิบายคำศัพท์ในภาษาลัวะที่แตกต่างจากภาษาไทย เช่น กิน:จ่า,แมว;อั่งแมง, หมู:-ว่า, สุนัข:-ขื้อ, ไฟ:-มีท่อ, น้ำ:ลาง, ลูก:-อังย่ะ, เมีย:-ข่ามบ๊ะ, ผัว:-อังบลอง, อยู่ใกล้:อังดื้อ, อยู่ไกล:อังเวอ, บ้านท่านอยู่ที่ไหน:อาส่างข่องดิ่งแง, รับประทานอาหารกับอะไร:-ไม้เจ่อจ่าแอ, รับประทานข้าว:ห่างจ่า, ไปเที่ยวไหนมา:เกิงบ่แอ, ไปไหน:อาละเกิงแอ ฯลฯ ส่วนคำที่เรียกชื่อคน สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ จะใช้ภาษาเหนือเช่น บัวจั่น คำปัน พรหมมา ฯลฯ ซึ่ง เป็นชื่อเรียกที่พึ่งได้รับความนิยมตามแบบชาวเหนือในยุคหลัง ส่วนชื่อเครื่องใช้จะเรียกตามสมัยโบราณ ส่วนเครื่องใช้สมัยใหม่ เมื่อซื้อไปใช้งานจะเรียกชื่อตามที่ชาวเหนือการที่ชาวลัวะมีการตั้งถิ่นฐานใกล้เคียงกับชาวเหนือ ทำให้ขนบธรรมเนียมจึงคล้ายคลึงกับชาวเหนือ (เทศบาลตำบลบ่อหลวง 2555)

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

ในอดีตชาวลัวะไม่มีภาษาเขียน ทั้งนี้ ในปัจจุบันได้มีการสนับสนุนให้สร้างภาษาเขียนของตนเองโดยการอ้างอิงการออกเสียงแล้วนำอักษรไทยและภาษาอังกฤษมาใช้เลียนแบบ โดยเป็นการทำงานร่วมกันกับองค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศและชาวบ้านตำบลบ่อหลวง

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง หรือชนชาวเขา

จากข้อมูลของสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของขาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.) (2563) ระบุว่า ชาวลัวะอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ 6 ประเทศ คือ จีน พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา และไทย (บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ 2506, น.138) ปัจจุบันชาวลัวะในประเทศไทย ตั้งถิ่นฐานกระจายตัว 8 จังหวัดของประเทศไทย คือ ลำปาง อุทัยธานี สุพรรณบุรี เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน และแม่ฮ่องสอน หมู่บ้านลัวะที่ใหญ่ที่สุด อยู่ที่บ้านบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ลัวะอาศัยอยู่ใน 8 จังหวัด 21 อำเภอ 71 หมู่บ้าน จำนวน 3,322 หลังคาเรือน ประชากรรวม 17,637 คน (กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ, 2540, น.50) การตั้งถิ่นฐานของลัวะ ส่วนใหญ่มีตั้งถิ่นฐานแบบถาวร จากการสำรวจฐานข้อมูลในปัจจุบันยังไม่มีการจัดทำฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม จากการค้นคว้าในสารานุกรมชาติพันธุ์ในประเทศไทย: ละว้า (2539) พบว่า ชาวลัวะตั้งถิ่นฐานหนาแน่นอยู่ในบริเวณหุบเขาพื้นที่รอยต่อของจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน บางส่วนได้เคลื่อนย้ายลงมาอยู่ในบริเวณที่ราบกันมากขึ้น เช่น บ้านบ่อหลวงและบ้านกองลอย อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ สอดคล้องกับข้อมูลจากการลงภาคสนาม ที่พบว่า ชาวลัวะในเชียงใหม่ ส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านบ่อหลวง อำเภอฮอด อำเภอแม่แจ่ม และอำเภอสะเมิง ส่วนชาวลัวะในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่อำเภอแม่ลาน้อย และอำเภอแม่สะเรียง (ณัฐวี ทศรฐ และสุริยา รัตนกุล, 2539; Suriya Ratanakul, 1956:1985)

จากข้อมูลในงานศึกษาของประเสริฐ ชัยพิกุสิต (2542) ระบุว่า ลัวะได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่ 900 ปีที่แล้ว แต่มีชาวมอญที่อพยพมาจากลพบุรีได้มาสร้างเมืองลำพูนและลำปางได้เข้ามารุกรานที่อยู่อาศัยของชาวลัวะ จนต้องถอยร่นไปอาศัยอยู่บนเขากลายเป็นชาวเขา ปัจจุบันชาวลัวะส่วนใหญ่ตั้งบ้านเรือนอยู่บนภูเขา ในหมู่บ้านหนึ่งมักประกอบด้วย 20-100 หลังคาเรือน การสร้างบ้านเรือนนั้นมักตั้งอยู่บนสันเขาและมีพื้นที่รอบหมู่บ้านเป็นพื้นที่เพาะปลูก ในขณะเดียวกันก็มีชาวลัวะบางส่วนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ราบ ส่วนใหญ่กลุ่มนี้ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมไทยจนอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ถูกกลืนกลายไปเกือบทั้งหมด

ส่วนชาวลัวะในจังหวัดเชียงรายมีหมู่บ้านชาวลัวะ กระจายตัวครอบคลุม 5 พื้นที่ คือ อำเภอเมือง ในตำบลบัวสลี 1 หมู่บ้าน ตำบลแม่กรณ์ 1 หมู่บ้าน ในแต่ละแห่งมีครัวเรือนชาวลัวะประมาน 20 หลังคาเรือน อำเภอพาน 2 หมู่บ้าน อำเภอเวียงป่าเป้า 1 หมู่บ้าน และในเขตอำเภอเมืองจังหวัดเชียงราย (ไม่ระบุหมู่บ้าน)

ในส่วนของข้อมูลจำนวนของครัวเรือน ประชากร และสถานการณ์ด้านประชากรนั้น ยังไม่ได้มีการบันทึกอย่างชัดเจนและละเอียดมากนัก ทั้งนี้ จากการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารสามารถจำแนกข้อมูลการสำรวจจำนวนประชากรลัวะ ออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 ข้อมูลการสำรวจประชากรชาวเขา 9 เผ่า ในประเทศไทย ประมาณ พ.ศ. 2523 - 2527 พบว่า ชาวลัวะอาศัยกระจัดกระจายตาม 6 จังหวัด รวมเป็น 11,536 คน (ชลธิรา สัตยาวัฒนา, 2530) ดังนี้

1. จังหวัดเชียงใหม่ 6,952 คน

2. จังหวัดเชียงราย 150 คน

3. จังหวัดกาญจนบุรี 144 คน

4. จังหวัดแม่ฮ่องสอน 3,677 คน

5. จังหวัดสุพรรณบุรี 136 คน

6. จังหวัดอุทัยธานี 739 คน

ส่วนสถิติจำนวนประชากรชาวเขา 9 เผ่าที่อาศัยอยู่ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนในปี พ.ศ.2527 พบว่า จากเดิมเมื่อปี พ.ศ.2523 กลุ่มชาติพันธุ์นี้ถูกเรียกว่า ลัวะ ต่อมาปี พ.ศ.2527 ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเรียกเป็นละว้า ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน มีจำนวน 43 หมู่บ้าน 2,297 หลังคาเรือน รวมทั้งหมด 12,885 คน

ระยะที่ 2 ข้อมูลการสำรวจจำนวนประชากรชาวลัวะในประเทศไทย พ.ศ. 2542 พบว่า ชาวลัวตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย จำนวน 59 หมู่บ้าน 3,261 หลังคาเรือน มีประชากรทั้งหมด 17,216 คน คิดเป็นร้อยละ 2.28 ของประชากรชาวเขาในประเทศไทยทั้งหมด (ประเสริฐ ชัยพิกุสิต, 2542)

ระยะที่ 3 ข้อมูลการสำรวจจำนวนประชากรชาวลัวะในประเทศไทย พ.ศ. 2555 เป็นข้อมูลจากกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (2555) ระบุว่า กองสถาบันวิจัยชาวเขาได้รวบรวมจำนวนประชากรชาวลัวะในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง สุพรรณบุรี และอุทัยธานี ในช่วง พ.ศ.ปี 2530-2531 มีทั้งสิ้น 8,376 คน ต่อมาใน พ.ศ.2545 กองสงเคราะห์ชาวเขาได้สำรวจจำนวนลัวะมีจำนวนทั้งสิ้น 22,260 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากข้อมูลในอดีตช่วงปี พ.ศ. 2428 ที่ชาวลัวะมีประชากรประมาณ 9,000-10,000 คน จากนั้นในปี 2563 พิพิธภัณฑ์เรียนรู้ราษฎรบนพื้นที่สูง ได้ระบุว่า ประชากรลัวะในประเทศไทย มีจำนวน 58,803 คน โดยคิดเป็นร้อยละ 4.08 ของจำนวนประชากรของชาวเขาในประเทศไทยจะเห็นว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรชาวลัวะนั้นค่อนข้างน้อยเนื่องจากการแต่งงานที่ช้าลงประกอบกับการถูกผสมผสานเข้ากับความเป็นคนไทยจากการแต่งงานข้ามวัฒนธรรม

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

ผศ.ดร. ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ดร.สุวิภา จำปาวัลย์ สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เอกสารอ้างอิง :

กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ. (2555). ลัวะ. กรุงเทพฯ: สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก
คณะวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ วิทยาลัยครูเชียงใหม่ สหวิทยาลัยล้านนา. (2531). เอกสารสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง ลัวะในล้านนา 7-8 มีนาคม 2531. เชียงใหม่: วิทยาลัยครูเชียงใหม่ สหวิทยาลัยล้านนา.
คณะอนุกรรมการตรวจสอบและชำระตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่.(2538). ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับเชียงใหม่ 700 ปี. เชียงใหม่ : ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ สถาบันราชภัฏเชียงใหม่
คมเนตร เเชษฐพัฒนวนิช. ( 2544). ขึด ข้อห้ามในล้านนา. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
งามพิศ สัตย์สงวน. (2535). การวิจัยทางมานุษยวิทยา. กรุงเทพฯ: เจ้าพระยาการพิมพ์
จตุพร คำปวนสาย. (2561). พันธุศาสตร์กับการตามรอยบรรพชน: ดีเอ็นเอแห่งล้านนา. เชียงใหม่: ตองสามดีไซน์
จิตร ภูมิศักดิ์ .(2519). ความเป็นมา ของคำสยาม, ไทย ลาวและขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์ดวงดมล จำกัด.
ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ และคณะ. (2555). ปริศนาวงศาคณาญาติ "ลัวะ". กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน).
ชลธิรา สัตยาวัฒนา. (2546). สิทธิชุมชนลัวะในฐานะชุมชนพื้นเมืองดั้งเดิมล้านนา. ใน สิทธิชุมชนท้องถิ่นพื้นเมืองดั้งเดิมล้านนา. (กรุงเทพฯ: นิติธรรม, 2546), หน้า 185-300.
ชลธิรา สัตยาวัฒนา. (2530). ลัวะเมืองน่าน. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ
ชิตชยางค์ ยมาภัย. (2556). “หนึ่งชาติพันธุ์ สองถิ่นฐาน สามสภาพปรากฏ: โลกแห่งชีวิตของชาวละว้า (ละเวือะ) ณ จังหวัดเชียงใหม่.” วารสารภาษาและวัฒนธรรม. 32,1 (มกราคม - มิถุนายน 2556): 31-46.
เชียงใหม่ นิวส์. (2562). สืบทอดประเพณี! ชาวลั๊วะ ที่อ.ฮอด จัดพิธีกรรมเลี้ยงผีบรรพบุรุษ”ศาลเจ้าพ่อเหล็ก”
ณัฏฐวี ทศรฐ และสุริยา รัตนกุล. (2593). สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย: ละว้า = Lawa. นครปฐม : สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล
ณัฏฐวี ทศรฐ. (2540). ละว้า : พิธีกรรมและประเพณี. นครปฐม : สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล
ธรรมนูญ จิตตีบุตร. (2555). ดนตรีกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว. วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
บรีด้า บุคลี, นุสรา เตียงเกตุ และ อัครินทร์ พงษ์พันธ์เดชา. (2560). ลัวะ. เชียงใหม่: ดิบดีการพิมพ์
บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. (2557). 30 ชาติในเชียงราย. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ: สยามปริทัศน์
บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. (2545). ชาวเขาในไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ: พิฆเณศ พริ้นติ้ง
ประเสริฐ ชัยพิกุสิต. (2542). สิบสองชนเผ่าในประเทศไทย. เชียงใหม่: มูลนิธิวัดศรีโสดา
โพธิรังสี, พระ, แต่ง พระยาปริยัตธรรมาดา (แพ ตละลักษณ์) และพระญาณวิชิต (สิทธิ โลจนานนท์) แปล. (2554). จามเทวีวงศ์. กรุงเทพฯ: ศรีปัญญา,
ไพศาล ไทยใหม่. (2549). ประวัติศาสตร์ขุนหลวงวิลังคะกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนบ้านเมืองก๊ะ ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
เมธี ใจศรี (ปริวรรต).(มปป). ตำนานพระเกสส้อยเมืองพิง ฉบับวัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน. 10 หน้าลาน. ยังไม่ได้พิมพ์เผยแพร่.
รัศมี ชูทรงเดช และคณะ. (2559). โครงการการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์กับสิ่งแวดล้อม บนพื้นที่สูงในอําเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน (เล่มที่ 1: บูรณาการศาสตร์และภาพรวมของโครงการ). กรุงเทพฯ: สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ศิลปากร, กรม. (2516). ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 61. ธนบุรี: โรงพิมพ์ชวนพิมพ์
สงวน โชติสุขรัตน์. (2556). ประชุมตำนานล้านนาไทย. กรุงเทพฯ: ศรีปัญญา
สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของขาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.). (2563). ชนเผ่าลเวือะ
สรัสวดี อ๋องสกุล. (2559). พินิจหลักฐานประวัติศาสตร์ล้านนา. เชียงใหม่: ศูนย์ล้านนาศึกษา
สรัสวดี อ๋องสกุล. (2559). พื้นเมืองเชียงราย ใน พินิจหลักฐานประวัติศาสตร์ล้านนา. เชียงใหม่: วิทอินดีไซด์ จำกัด,
สรัสวดี อ๋องสกุล. (2534). หลักฐานประวัติศาสตร์ล้านนาจากเอกสารคัมภีร์ใบลานและพับหนังสา. เชียงใหม่: คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สำนักทะเบียนท้องถิ่น เทศบาลตำบลบ่อหลวง. (2560). ข้อมูลพื้นฐาน เอกสารอัดสำเนา
สิริชัย ร้อยเที่ยง และ เกรียงไกร เกิดศิริ. (2560). เรือนลเวือะแบบจารีต บ้านมืดหลอง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่. หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร
สุวิภา จําปาวัลย์ และ นเรนทร์ ปัญญาภู. (2560).“การรับรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ท้องถิ่น “พระนางจามเทวี” สู่แนวทางการพัฒนาในจังหวัดลําพูน.” วิจิตรศิลป์.8,2(กรกฎาคม - ธันวาคม 2560): 49-102.
อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และคณะ. (2546). สิทธิชุมชนท้องถิ่นพื้นเมืองดั้งเดิมล้านนา. กรุงเทพฯ : นิติธรรม
อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว.ปริวรรต. (มปป). ตำนานแม่ระมิงค์ ต้นฉบับวัดป่าตันหลวง ตำบลป่าตัน อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง. ยังไม่พิมพ์เผยแพร่.
อัครินทร์ พงษ์พันธ์เดชา. (2560). “กลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมแห่งประเทศไทย.” ใน ลัวะ. (เชียงใหม่: ดิบดีการพิมพ์), หน้า 216-226.
อานันท์ กาญจนพันธุ์. (2555). เจ้าที่และผีปู่ย่า พลวัตของความรู้ชาวบ้าน อำนาจและตัวตนของคนท้องถิ่น. เชียงใหม่: ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อาสา คำภา. (2012)“ปู่แสะย่าแสะ กับประเพณีเลี้ยงผีเมืองเชียงใหม่”. Suranaree Journal of Social Science Vol. 6(No. 2) December 2012, pp 99-122.
อุดร วงษ์ทับทิม. (2554). “พลวัตชุมชนละว้าลุ่มน้ำโขงและสาละวิน: การศึกษาตลอดชีวิตสู่โลกาภิวัตน์.” ใน การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 49: สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
อุษณีย์ ธงไชย. (2540). จารึกและตำนาน หลักฐานที่สร้างขึ้นภายใต้อิทธิพลของพุทธศาสนาลังกาวงศ์. เชียงใหม่: ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Aroonrut Wichienkeeo. (2002)“Lua Leading Dogs, Toting Chaek, Currying Chickens”: Some Comments. In Inter-Ethnic Relations in the Making of Mainland Southeast Asia and Southwestern Chaina. Bangkok: Amarin Printing, pp.1-22.
E.W.Hutchinson. (1935). “The Lawa in Northern Siam.” Journal of the Siam Society. Vol.27(pt.2). pp.158-183.
Flatz, Gebhard. (1970). The KHALÔ or Mae Rim LAWA, A Remnant of the LAWA Population of Northern Thailand. Journal of the Siam Society. Vol.58 (pt.2) .pp.87-104
Hans E. Kauffmann. (1972). “Some Social and Religious Institutions of the LAWA (NorthWestern Thailand): Part I”. Journal of the Siam Society. Vol.60 (pt.1). pp. 237-306.
Hans E. Kauffmann. (1977). “Some Social and Religious Institutions of the LAWA (NorthWestern Thailand): Part II”. Journal of the Siam Society. Vol.65 (pt.1). pp.181-226.
Hans E. Kauffmann. (1980).“Some Social and Religious Institutions of the LAWA (NorthWestern Thailand): Part III”. Journal of the Siam Society. Vol.68 (pt.1). pp.87-125.
Hutchinson, E. W. (1934). Phaulkon's House at Lopburi. Bangkok Times Press.
Kraisri Nimmanhaeminda. (1967). “The Lawa Guardian Spirits of Chiangmai.” . Journal of the Siam Society. Vol.55 (pt.2). pp. 185-225.
Suwipa Champawan and Krirk Akarachinores. (2017). “Political Issue Hidden in the Chiang Mai Chronicle in the 18th Century.” ASR: CMU Journal of Social Sciences and Humanities. 4,1 (January-June , 2017): 71-82.


สัมภาษณ์ :

กลวย ทองคำมากมี, นาง, บ้านห้วยรากไม้ ตำบลยางคราม อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่

เกริก อัครชิโนเรศ, นาย, ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
แก้ว ขุนแก้ว, นาง, อายุ 77 ปี บ้านบ่อหลวง ตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่, 2562, สุวิภา จำปาวัลย์ ผู้สัมภาษณ์
คำใจ คำมา, นาย, อายุ 65 ปี มัคคาทายกวัดหนองปึ๋ง ตำบลยุหว่า อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่, 2562, สุวิภา จำปาวัลย์ ผู้สัมภาษณ์
คำนาย ทองคำมากมี, นาย, บ้านห้วยรากไม้ ตำบลยางคราม อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่, 2562, สุวิภา จำปาวัลย์ ผู้สัมภาษณ์
เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยฮ้อม, บ้านห้วยห้อม, 31 กรกฏภาคม2563, ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร ผู้สัมภาษณ์
ชัชวาล ใหม่เฟย, นาย, อายุ 54 ปี บ้านเมืองก๊ะ ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่, 2562, สุวิภา จำปาวัลย์ ผู้สัมภาษณ์
ช่างทำเรื่องเงิน, บ้านบ่อหลวง, ตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่, 31 กรกฎาคม 2563, บุญยวงศ์วิวัชร ผู้สัมภาษณ์
ชาวบ้านท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้สูงอายุชาวละเวือะ. บ้านบ่อหลวง ตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่, 7 สิงหาคม 2563, บุญยวงศ์วิวัชร ผู้สัมภาษณ์
ดี เกตุรัตนสมบูรณ์, นาย, อายุ 56 ปี. บ้านมืดหลอง ตำบลบ้านทับ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่, 2562, สุวิภา จำปาวัลย์ ผู้สัมภาษณ์
เดชา เตียงเกตุ, นาย, บ้านไร่ใจสุข ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่, 2562, สุวิภา จำปาวัลย์ ผู้สัมภาษณ์
ตุ้ย สุนันตา, นาย, อายุ 76 ปี บ้านบ่อหลวง ตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่, 2562, สุวิภา จำปาวัลย์ ผู้สัมภาษณ์
เตา ตาเตอะ, นาย, อายุ 82 ปี บ้านบ่อหลวง ตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่, 2562, สุวิภา จำปาวัลย์ ผู้สัมภาษณ์
นริศ จันทะอินทร์, นาย, อายุ 36 ปี เทศบาลตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่, 2562, สุวิภา จำปาวัลย์ ผู้สัมภาษณ์
นวล ดอยคำ, นาง, อายุ 91 ปี บ้านเมืองก๊ะ ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่, 2562, สุวิภา จำปาวัลย์ ผู้สัมภาษณ์
บุญเพลิน ประชามีบุญ, นาง, อายุ 49 ปี บ้านมืดหลอง ตำบลทับ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่, 2562, สุวิภา จำปาวัลย์ ผู้สัมภาษณ์
ประเสริฐ สุขสบาย, นาย, อายุ 67 ปี บ้านเมืองก๊ะ ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่, 2562, สุวิภา จำปาวัลย์ ผู้สัมภาษณ์
ปรีชา คำมูล, นาย, อายุ 50 ปี บ้านบ่อหลวง ตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่, 2562, สุวิภา จำปาวัลย์ ผู้สัมภาษณ์
ปั๋น ขุนแก้ว, นาย, อายุ 78 ปี บ้านบ่อหลวง ตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่, 2562, สุวิภา จำปาวัลย์ ผู้สัมภาษณ์
ไพศาล ไทยใหม่, นาย, อายุ 45 ปี, ผู้ใหญ่บ้านเมืองก๊ะ หมู่ที่ 5 ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่, 2562, สุวิภา จำปาวัลย์ ผู้สัมภาษณ์
มูล สุนันตา, นาย, อายุ 83 ปี บ้านบ่อหลวง ตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่, 2562, สุวิภา จำปาวัลย์ ผู้สัมภาษณ์
สนทนากลุ่มครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านบ่อหลวง, ตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่, 1 สิงหาคม 2563, บุญยวงศ์วิวัชร ผู้สัมภาษณ์
สมาน จันจ๊ะสู้, 2 มีนาคม 2563, บุญยวงศ์วิวัชร ผู้สัมภาษณ์
สา, นาง, บ้านบ่อหลวง ตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่, 2 มีนาคม 2563, บุญยวงศ์วิวัชร ผู้สัมภาษณ์
สุสีลานุรักษ์, พระครู, อายุ 45 ปี เจ้าอาวาสวัดขุนคง ตำบลท่าขุนคง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ , 2562, สุวิภา จำปาวัลย์ ผู้สัมภาษณ์
หม่อม จูแวน, นาย, อายุ 80 ปี บ้านบ่อหลวง ตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่, 2562, สุวิภา จำปาวัลย์ ผู้สัมภาษณ์
หัวหน้ากลุ่มสตรี, 22 กรกฎาคม 2563, บุญยวงศ์วิวัชร ผู้สัมภาษณ์
อดีตกำนันตำบลบ่อหลวง, 3 มีนาคม 2563, บุญยวงศ์วิวัชร ผู้สัมภาษณ์
อดีตผู้บริหารระดับสูง, 25 กุมภาพันธ์ 2563, บุญยวงศ์วิวัชร ผู้สัมภาษณ์

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมุลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ : ลัวะ