ลาวครั่ง

ชื่อเรียกตนเอง : ลาวครั่ง

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ลาวครั่ง, ไทครั่ง, ลาวขี้ครั่ง, ลาวเต่าเหลือง, ลาวด่าน, ลาวโนนปอแดง

ตระกูลภาษา : ไท

ภาษาพูด : ลาวครั่ง

ภาษาเขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 17 มิ.ย. 2566

765

“ลาวครั่ง” เป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกแทนตนเอง แต่เดิมเรียกตนเองว่า “ลาวขี้คั่ง” ต่อมาได้ลดคำว่า ขี้ และเพิ่มตัวควบกล้ำ ร ที่คำว่า คั่ง เป็น “ครั่ง” เพื่อให้สอดคล้องกับภาษาไทยคำว่าครั่ง หมายถึง แมลงครั่ง เป็นแมลงที่ชาวท้องถิ่นลุ่มน้ำโขงและชาวตระกูลไท นิยมนำรังของแมลงครั่งมาย้อมด้ายย้อมไหม บางพื้นที่พบว่ามีชาวบ้านพูดสำเนียงเช่นเดียวกับชาวลาวครั่ง เรียกตนเองว่า “ลาวเวียงจันทร์” สำหรับภาษาราชการเรียกชนกลุ่มนี้ว่า “ลาวครั่ง” โดยมีข้อสันนิษฐานว่าชื่อกลุ่มชาติพันธุ์อาจมีที่มาสามประการ กล่าวคือ ประการแรก บรรพบุรุษของชนกลุ่มนี้เคยอาศัยอยู่ที่ภูคัง จึงได้ชื่อว่า ลาวคัง ประการที่สอง กลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาเป็นเชลยศึกทำหน้าที่เป็นคนเลี้ยงครั่ง เพื่อส่งส่วยให้คลังหลวงของสยาม จึงได้รับชื่อว่าลาวขี้คั่งและลาวครั่ง ประการที่สามอาจมาจากคำว่า ลาวค้าง เพราะเป็นกลุ่มชนที่สยามต้อนเข้ามาและไม่ได้เดินทางกลับสู่ประเทศลาว จากนั้นทุกชื่อได้ถูกกร่อนเสียงเป็นคำว่า ลาวครั่ง ทั้งนี้กลุ่มชาติพันธุ์พอใจที่จะถูกเรียกว่าลาวครั่ง มากกว่าชื่อลาวขี้คั่งหรือชื่ออื่น

ชาวลาวครั่ง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาอยู่ในตระกูลภาษาไท (Tai Language Family) อาศัยอยู่หลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวลาวครั่งแต่เดิมอาศัยอยู่ในประเทศลาว มีวัฒนธรรมพื้นฐานด้านภาษาและวัฒนธรรมอื่นๆ ใกล้เคียงกับวัฒนธรรมลาวในแผ่นดินประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) มีประวัติอพยพเข้ามาดำรงชีวิตเป็นประชากรของอาณาจักรสยามเมื่อต้นรัตนโกสินทร์ เพราะเหตุของการสงครามระหว่างสยามและลาว ประกอบกับเป็นช่วงที่กองทัพสยามได้กวาดต้อนเชลยศึกชาวลาวหลายกลุ่มเข้ามาอยู่ในแผ่นดินสยาม ชาวลาวเข้ามาเป็นเชลยศึกโดยถูก “เทครัว” คือการกวาดต้อนผู้คนในชุมชนมาทั้งหมดทุกคน โดยขณะที่อพยพด้วยความยากลำบากจากการเดินทาง มีชาวลาวล้มตายไปจำนวนมาก และเหลือรอดเพียงจำนวนหนึ่งที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน โดยหากไม่จำแนกเชื้อชาติหรือสัญชาติ แต่จำแนกจากผู้ที่พูดภาษาลาวครั่งเพียงเท่านั้น ในปัจจุบันพบว่ามีชาวลาวครั่งอาศัยอยู่ในประเทศไทย จำนวนประมาณ 90,000 คน อาศัยกระจายอยู่ในจังหวัดเลย นครปฐม สุพรรณบุรี อุทัยธานี ชัยนาท กำแพงเพชร นครสวรรค์ และอุตรดิตถ์

ชาวลาวครั่งมีแกนหลักทางวัฒนธรรมอันเป็นที่สังเกตได้ คือภาษาลาวครั่ง มีลักษณะพิเศษทางด้านเสียงวรรณยุกต์แตกต่างจากภาษาลาวถิ่นอื่น ๆ ภาษาลาวครั่งในปัจจุบันได้นำเอาศัพท์ภาษาไทยภาคกลางร่วมใช้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอาศัยใกล้เมืองหลวง ต่างกับกลุ่มที่ห่างไกลเมืองหลวงที่ยังมีความเข้มข้นทางภาษามากกว่า ผ้าทอผ้าทอพื้นของชาวลาวครั่งถือเป็นศิลปะบนผืนผ้าที่ดงามและทรงคุณค่า รวมถึงมีมูลค่าสูง นิยมใช้สีแดง หรือสีเหลือบแดง เพื่อสอดรับกับนิยามและคำเรียกขานว่า ครั่ง อันเป็นวัตถุธรรมชาติท้องถิ่นที่นำมาย้อมด้ายหรือไหมให้เป็นสีแดง ปัจจุบันความเข้มข้นทางภาษาและวัฒนธรรมมีแนวโน้มที่จะลดน้อยเบาบางลง เนื่องจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ เรียนรู้วิถีชีวิตใหม่ การงานอาชีพ ประกอบกับสภาพสังคมแวดล้อมที่เคยสอดรับกับวิถีชีวิตดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงไป

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : ลาวครั่ง

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ลาวครั่ง, ไทครั่ง, ลาวขี้ครั่ง, ลาวเต่าเหลือง, ลาวด่าน, ลาวโนนปอแดง

ภาษา

ตระกูลภาษา : ไท

ภาษาลาวครั่ง อยู่ในตระกูลภาษาไท (Tai Language Family) ซึ่งนักภาษาศาสตร์ได้ค้นพบว่า มีผู้พูดภาษาตระกูลไทอยู่ในหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแต่ละท้องที่มีลักษณะที่เกาะเกี่ยว สามารถโยงใยถึงความเป็นรากภาษา (cognate) เดียวกันได้

อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่า ภาษาลาวครั่ง ไม่ปรากฏมีชื่อเรียกขานในบรรดาชื่อภาษาตระกูลไทที่อยู่ทั้งในประเทศไทย และในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมาก่อน กล่าวคือ ในช่วงประมาณ ปี พ.ศ. 2450 เรื่อยมา มีนักภาษาศาสตร์ชาวต่างประเทศหลายคนที่สนใจศึกษาภาษาตระกูลไท ถึงขั้นสืบสร้าง (reconstruct) ภาษาไทดั้งเดิม (Proto-Tai) ว่ามีหน่วยเสียง ศัพท์และความหมายเป็นอย่างไร บอกถึงความเชื่อมโยง การแตกแขนง และการกร่อนเสียงของคำศัพท์ที่เคยใช้ร่วมกัน

การได้มาซึ่งข้อสรุปตามหลักการดังกล่าวนี้ มีความจำเป็นที่จะต้องนำเอาภาษาถิ่นต่างๆ ที่อยู่ในสาแหรกตระกูลเดียวกันมาร่วมพิจารณาเปรียบเทียบ ซึ่งภาษาย่อยในประเทศไทยที่นักภาษาศาสตร์นำมากล่าวเป็นข้อมูลเพื่อการเปรียบเทียบ เช่นภาษา พวน ผู้ไท แสก ได้รับการกล่าวถึงบ่อยครั้ง แต่ไม่มีภาษาลาวครั่ง

ข้อสังเกตนี้ ต้องการชี้ให้เห็นว่า ภาษาลาวครั่ง หรือการเรียกขานว่า คนลาวครั่ง / ลาวขี้ครั่ง ไม่เป็นที่รับรู้ในสายตาของนักภาษาศาสตร์สายตระกูลไท และอาจเป็นไปได้ว่า การสถาปนาความเป็นคนลาวครั่ง และภาษาลาวครั่ง เพิ่งจะมาเป็นที่เฟื่องฟูรู้เห็นในระยะประมาณ 50 ปีย้อนหลังนี้เท่านั้น หรืออาจเป็นเพราะถูกปกปิดหรืออำพรางด้วยกรอบนโยบายการบริหารประเทศในอดีตที่ผ่านมาก็เป็นได้

ภาษาพูด : ลาวครั่ง

สำเนียงพูดภาษาลาวครั่งนับว่ามีความโดดเด่นและแตกต่างกว่าภาษาถิ่นลาวทั้งหลาย ความโดดเด่นดังกล่าวนี้ อยู่ที่คำเป็น อักษรสูง หรือชุดคำที่เป็นอักษร ห นำอักษรต่ำ และไม่มีเครื่องหมายวรรณยุกต์ เช่นคำว่า ขา แขน หัว ผี หาว หลาม ฯลฯ ภาษาลาวครั่งจะออกเป็นเสียงสะบัด เปรียบให้เห็นความต่างนี้ คล้ายกับภาษาไทยถิ่นสุพรรณบุรีที่ต่างไปจากภาษาไทยถิ่นกรุงเทพ นอกจากนี้จะมีเสียงสูงแหลมในหมู่คำตาย สระเสียงยาว เช่น แปด บาท หาบ ดอก จอก จะออกเสียงว่า [แป๊ด บ๊าด ฮ้าบ ด๊อก จ๊อก] ตามลำดับ

หน่วยเสียงพยัญชนะดังที่แสดงไว้นี้ เมื่อเทียบกับภาษาไทยถิ่นกรุงเทพ จะเห็นได้ว่า ไม่มีหน่วยเสียง คำว่า “ไล่ไก่” กล่าวคือ ไม่มีเสียง ฉ ฉิ่ง หรือ ช ช้าง อีกประการหนึ่ง ในภาษาลาวครั่ง มีเสียง ญ* นาสิก คือการออกเสียงคล้ายกับ ย แต่มีการแบ่งลมออกไปทางจมูก ซึ่งหน่วยเสียงนี้ในภาษาไทยถิ่นกรุงเทพไม่มี หน่วยเสียงพยัญชนะควบกล้ำในภาษาลาวครั่ง มีเฉพาะหน่วยเสียง /w/ หรือ ตัว ว ซึ่งเป็นพยัญชนะตัวที่สอง ไปควบกับพยัญชนะตัวหน้า แล้วเกิดปรากฏการณ์ผันเปลี่ยนหรือแปรสภาพไปเป็นเสียงสระ เช่น

รูปคำกล้ำ ออกเสียงไม่กล้ำ ความหมาย

กวาด กวด กวาด

กวาง ก๋วง กวาง

กว้าง ก๊วง กว้าง

ขวา ขัว ขวา (ตรงข้ามซ้าย)

งวาก ง้วก เปลี่ยนทิศทาง หันหน้า

ขว้าม ข้วม (ออกว่า ค้วม) ข้าม

ควาย ควย* ควาย

รูปคำกล้ำในภาษาลาวครั่ง เมื่อออกเสียงแล้ว ตัว ว จะสถาปนาตัวเองเป็นเสียงสระ และมีผลไปกลบเกลื่อนเสียงสระเดิม ส่วนคำว่า ควาย ลาวครั่งที่สุพรรณบุรีออกเสียงว่า ควย ตามหลักการกล้ำแล้วกร่อนเสียง แต่ลาวครั่งที่โพรงมะเดื่อ (อ.เมือง จ. นครปฐม) ออกเสียงยังคงมีเสียงกล้ำ ค กับ ว เสียงกล้ำพอให้ได้รับรู้ว่าเป็นเสียงกล้ำ สันนิษฐานว่า เพราะชาวลาวครั่งโพรงมะเดื่อห้อมล้อมด้วยสังคมวัฒนธรรมไทย และภาษาไทยถิ่นกรุงเทพ ซึ่งภาษาไทยถิ่นกรุงเทพ หากออกเสียงว่า /ควย/ จะสื่อความหมายที่ไม่ดี ข้อตระหนักนี้จึงอาจมีผลต่อการเปล่งเสียงของชาวลาวครั่ง ดังนั้นจึงอาจแปลความได้ว่า ลาวครั่งถิ่นตำบลโพรงมะเดื่อรับเอาภาษาไทยถิ่นกรุงเทพเข้ามาใช้ในระบบ จึงมีความต่างไปจากภาษาลาวครั่งถิ่นสุพรรณบุรี หรือถิ่นอื่นๆ

ภาษาลาวครั่งนี้ แม้จะดูเป็นภาษาที่มีเอกลักษณ์ แต่ก็มีความคาบเกี่ยวกับภาษาอื่น กล่าวคือ มีคนพูดภาษาสำเนียงเดียวกันนี้อีกหลายแห่งในประเทศไทย แต่พวกเขากลับไม่เรียกตนเองว่า ลาวครั่ง หรือคนแวดล้อมไม่เรียกคนเหล่านั้นว่า ลาวครั่ง เช่น ภาษาของคนอำเภอหล่มสัก หล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ภาษาของชาวบ้านในหลายหมู่บ้านตำบลบ้านฝาย อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ คนเหล่านี้ไม่เรียกตัวเองและภาษาที่พูดว่าลาวครั่ง

สถานภาพการใช้ภาษาลาวครั่งในปัจจุบันพบว่า มีการใช้ภายในครอบครัว ระหว่างผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่ หรือผู้ใหญ่ต่างครอบครัวที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน นอกจากนี้ ผู้ใหญ่บางครอบครัวพยายามสื่อสารกับบุตรหลานซึ่งเป็นเยาวชน แต่บุตรหลานกลับตอบเป็นภาษาไทยถิ่นกรุงเทพ ก็มี

ปรากฏการณ์อีกอย่างคือ ชาวลาวครั่งที่อยู่ในภาคกลาง ส่วนใหญ่สื่อสารโดยใช้ภาษาไทยกรุงเทพกับคนนอกชุมชนได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่เหลือร่องรอยหรือสำเนียงลาว ทั้งนี้น่าจะเป็นผลสืบเนื่องจากการที่ชุมชนชาวลาวครั่งในท้องที่ภาคกลาง อยู่ท่ามกลางหรือแวดล้อมไปด้วยผู้คนที่พูดภาษาไทยถิ่นกรุงเทพ (ถิ่นภาคกลาง) มาหลายชั่วอายุคนแล้ว จึงทำให้การซึมซับเอาสำเนียงภาคกลางไว้ด้วย เกิดเป็นสังคมทวิภาษา (bilingual Society) ไปโดยปริยาย

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

ภาษาลาวครั่ง ไม่มีอักษรและไม่มีระบบการเขียนเป็นการเฉพาะ หมายความว่า ไม่มีระบบตัวเขียนที่บ่งบอกว่าเป็นตัวหนังสือลาวครั่ง แต่ทั้งนี้ได้ร่วมใช้อักษรลาวกับกลุ่มลาวอื่นๆ ดังเดียวกันกับอักษรจีน เมื่อคนต่างมณฑลนำไปเขียน ได้มีการอ่านออกเสียงสำเนียงจีนที่แตกต่างกัน กรณีของภาษาลาวครั่ง ได้ใช้อักษรลาวร่วมกันกับกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอื่นๆ ซึ่งอักษรดังกล่าวนี้ จำแนกออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ อักษรลาวเดิม กับอักษรล้านช้าง

อักษรลาวเดิม หมายถึงชุดอักขระ หรือกลุ่มอักษรที่คิดค้นแล้วใช้กันในหมู่ชาววัฒนธรรมลาว ใช้บันทึกเรื่องราวต่างๆ เช่น พื้นเวียง (ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น) นิทาน ตำนาน ตำรายา ตำราโหราศาสตร์ ซึ่งอักษรนี้ นักวิชาการไทยมักเรียกว่า อักษรไทยน้อย

อักษรล้านช้าง หมายถึง อักษรที่ราชอาณาจักรล้านช้างได้แบบอย่างไปจากอักษรล้านนา กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2066 พระเจ้าโพธิสารราชแห่งอาณาจักรล้านช้าง พระองค์ได้แต่งราชทูตไปขอพระไตรปิฎกและพระสงฆ์จากนครเชียงใหม่ พระเมืองแก้ว พระเจ้าแผ่นดินเชียงใหม่ ทรงแต่งให้พระเทพมงคลเถระ กับพระสงฆ์บริวาร อัญเชิญคัมภีร์พระไตรปิฎก 60 คัมภีร์ มายังนครศรีสัตนาคนหุต สืบพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง (สิลา วีระวงส์ หน้า 63) ซึ่งคัมภีร์จากอาณาจักรเชียงใหม่สันนิษฐานว่าเป็นอักษรล้านนา ครั้นเมื่อคัมภีร์นี้มาเผยแผ่ในล้านช้าง พระสงฆ์จึงได้อาศัยเรียนรู้จากอักษรนี้ มีการคัดลอกและแพร่สะพัดไปในท้องถิ่นราชอาณาเขต ยิ่งในรัชกาลต่อมา คือในสมัยของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าโพธิสารราชกับพระราชมารดาซึ่งเป็นเจ้าหญิงจากนครเชียงใหม่ อีกทั้งพระองค์ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ทำให้น่าเชื่อได้ว่า อักษรที่มีต้นเค้าจากล้านนา ได้แพร่สะพัดไปทั่วราชอาณาจักรล้านช้างทั้งสองฟากฝั่งโขง

การสะพัดของอักษรนี้ ยังผลให้เกิดการใช้รูปแบบอักษรทั้ง 2 อย่างในราชอาณาจักรล้านช้าง คนเชื้อสายวัฒนธรรมลาว (หมายถึงกลุ่มคนที่พูดภาษาลาว ซึ่งอาจนิยามตนเองเป็นคนญ้อ คนโญ้ย คนพวน คนผู้ไท) ต่างก็มีส่วนร่วมใช้อักษรนี้ด้วยกัน นักวิชาการไทยเรียกอักษรชุดนี้ว่า อักษรธรรมอีสาน

อย่างไรก็ดี ในชุมชนชาวลาวครั่ง ยังปรากฏมีเอกสารใบลานที่จารึกด้วยอักษรทั้ง 2 รูปแบบนี้ อยู่ประปราย และผู้ที่ชำนาญในการอ่านหรือจารใบลานได้ นับวันน้อยลงไปมาก ซึ่งบางชุมชนไม่มีผู้สามารถอ่านเอกสารจารึกใบลานได้เลย หรือบางชุมชนไม่เหลือหลักฐานด้านเอกสารจารึกใบลานอักษรลาว

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ

การตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวประชากร :

ในการสำมะโนประชากร ประเทศไทยมิได้กำหนดลักษณะทางชาติพันธุ์อย่างเด่นชัด เพราะมีแนวคิดการหลอมรวมความเป็นไทย ตามนโยบายจากอดีต การระบุชื่อชาติพันธุ์จึงไม่เคร่งครัดนัก กล่าวคือ ทางการไทยไม่มุ่งเน้นแยกหาว่า เป็นชนเผ่าใดหรือชาติพันธุ์ใด และมิได้นำมาย้ำแยก ในการสำรวจแม้จะมีการให้ระบุเชื้อชาติ (race) กับสัญชาติ (nationality) แต่คนไทยมักจะระบุว่าตนเป็น คนเชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ไปโดยปริยาย ยกเว้นผู้มีประวัติว่าเป็นชาวต่างชาติจริงแล้วเพิ่งย้ายตัวมาอยู่ในประเทศไทย เช่น เชื้อชาติอินเดีย สัญชาติไทย, เชื้อชาติจีน สัญชาติไทย แต่ถ้าบุพการีเป็นชาวต่างชาติ แต่ตนเกิดที่ประเทศไทย เช่น ลูก หลาน หรือเหลนของคนมอญ คนอินเดีย คนอิหร่าน คนจีน ที่เกิดในไทย เขาย่อมมีสิทธิแสดงตนว่าเป็นคนเชื้อชาติไทย สัญชาติไทย

ดังนั้น ในการสำรวจประชากรไทย จึงไม่พบข้อมูลที่เป็นเอกเทศแน่ชัดว่า มีชาวลาวครั่ง (และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ) เป็นจำนวนเท่าใด เพราะชาวลาวครั่งในปัจจุบัน ล้วนเกิดในประเทศไทย จึงไม่จำเป็นต้องระบุว่าตนมีเชื้อชาติลาวครั่ง เพราะคำว่า เชื้อชาติ เป็นคำทางการ แต่คำว่า เชื้อสาย เป็นคำที่ไม่เป็นทางการ ด้วยเหตุนี้ จึงพบเห็นคนไทยจำนวนมากที่มักเผยตัวว่าเป็นคน เชื้อสายจีน เชื้อสายมอญ เชื้อสายลาว แต่ไม่บอกว่าตนเป็นคนเชื้อชาติจีน เชื้อชาติมอญ หรือเชื้อชาติลาว

งานวิจัยโครงการแผนที่ภาษากลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งใช้ภาษา เป็นตัวกำหนดผู้คน กล่าวคือ ไม่มุ่งเน้นถามถึงเชื้อชาติหรือสัญชาติ แต่ถามถึงภาษาที่พูดหรือชื่อที่เรียกขานภาษา พบว่า มีผู้คนที่พูดภาษาลาวครั่ง เป็นจำนวนประมาณ 90,000 คน มีกระจายอยู่ในจังหวัดเลย นครปฐม สุพรรณบุรี อุทัยธานี ชัยนาท กำแพงเพชร นครสวรรค์ (สุวิไล เปรมศรีรัตน์ 2547) อย่างไรก็ดี สถานภาพการใช้ภาษาของชาวลาวครั่ง มีความเข้มข้น-เบาบางไปตามท้องที่

ตามหลักการนั้น นับจากปี พ.ศ. 2544 (อันเป็นปีที่เสร็จสิ้นการวิจัยโครงการแผนที่ภาษาฯ) จนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2563) นานนับได้ 19 ปี จำนวนประชากรลาวครั่งควรจะเพิ่มขึ้นตามอัตราการเกิดของประชากร แต่ตามพฤติการณ์มิอาจคาดการณ์เช่นนั้นได้ เนื่องจากสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คนที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวลาวครั่ง แต่คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับวัฒนธรรมสังคมไทยสมัยใหม่ เขาหรือเธออาจจะไม่ได้อยู่อาศัยในชุมชนจนเกิดความซาบซึ้งหรือรับรู้รากเหง้าทางวัฒนธรรมของบรรพบุรุษ บ้างก็ออกจากชุมชนดั้งเดิมเพื่อการศึกษาและทำงาน มีครอบครัว และรวมถึงไม่สามารถพูดภาษาลาวครั่งได้ สภาวะการณ์เช่นนี้ จึงไม่อาจเรียกได้ว่า กลุ่มคนดังกล่าวยังคงความเป็นประชากรลาวครั่ง สามารถกล่าวได้แต่เพียงว่า มีเชื้อสายลาวครั่งเท่านั้น ยังผลไปสู่การไม่สามารถระบุจำนวนตัวเลขประชากรลาวครั่งได้อย่างชัดเจน

ความเป็นชาติพันธุ์ มิได้เกิด หรือมีขึ้นเพียงเพราะมีสายสายแหรก หรือมีบรรพบุรุษ แต่ยังหมายรวมถึงการยินยอมพร้อมใจที่จะเรียกตนเป็นชาติพันธุ์ การเข้าร่วมกิจกรรมทางชาติพันธุ์ (ร่วมพิธีกรรม ประเพณี การแต่งกาย ความเชื่อ การดำรงชีวิต การแสดงออก) หรือกล่าวอีกอย่างว่า ต้องมีส่วนร่วมทั้งทางประวัติศาสตร์ กาย ใจ กับหมู่กลุ่มนั้น จึงจะนับว่าเป็นชาติพันธุ์โดยแท้

การศึกษาเรื่อง “ความเป็นลาวครั่ง” นี้ เมื่อลงลึกสู่รายละเอียดของชุมชนใดชุมชนหนึ่งแล้ว มักพบประเด็นที่คล้ายกันคือ ปัจจุบันชาวลาวครั่งมีความกลมกลืนกับชาวไทยในภาพรวม โดยมิได้บ่งบอกทางกายภาพที่แน่ชัด ประกอบกับมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม วัฒนธรรม การศึกษา การสื่อสาร อาชีพ และวิทยาการแผนใหม่ ทำให้ผู้คนเกิดการเลียนแบบและเอาอย่างกันได้อย่างเสรี การจำแนกว่า ใคร คือลาวครั่ง จึงหาเส้นแบ่งที่ชัดเจนได้ยาก

ตัวอย่าง หญิงคนหนึ่งเกิดจากพ่อแม่ที่เรียกตนเองว่าเป็นลาวครั่ง ครั้นเมื่อถึงชั้นมัธยมเธอออกจากหมู่บ้านเพื่อไปศึกษาในตัวเมืองและพักอาศัยอยู่กับญาติ ปิดภาคการศึกษาหนึ่งครั้งจึงเดินทางกลับหมู่บ้าน ต่อมาได้ศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่เมืองหลวง เมื่อจบการศึกษา ทำงาน แล้วแต่งงาน สามีเป็นชาวภาคใต้ เธอยังคงมีชื่อเป็นคนในหมู่บ้านที่เป็นลาวครั่ง แต่เธอพูดภาษาลาวครั่งไม่ชัดและหลงลืมคำศัพท์ไปมาก นอกจากนี้ เธอยังไม่มีโอกาสได้ไปร่วมงานพิธีกรรมทางความเชื่อกับคนในหมู่บ้าน เธอไม่จำเป็นต้องดำรงชีวิตเหมือนพ่อแม่ เนื่องจากเธอมีอาชีพที่แตกต่างจากชาวบ้าน มีเงินเดือน ฯลฯ ปรากฏการณ์เช่นนี้มีความก้ำกึ่งว่า ควรจะนับเธอเป็นชาวลาวครั่งหรือไม่ อีกทั้งลูกหรือหลานของเธอควรจะนับด้วยหรือไม่

ลักษณะปลีกย่อยคล้ายๆ กันนี้ ปรากฏอยู่ในทุกชุมชนลาวครั่ง ขณะเดียวกัน คนสูงวัยที่เคยรู้เห็นเรื่องราวต่างๆ ในชุมชน เคยประพฤติทางประเพณีพิธีกรรมอันเป็นวัฒนธรรมลาวครั่ง นับวันยิ่งลดจำนวนลง ถึงแม้ว่า ในแต่ละปีจะมีจำนวนประชากรในประเทศเพิ่มขึ้น และประชากรในหมู่บ้านลาวครั่งก็เพิ่มขึ้น แต่ไม่อาจระบุจำนวนประชากรที่แน่ชัดได้ว่า ลูก หลาน เหลนที่เกิดขึ้นใหม่นี้ จะควรนับว่าเป็นลาวครั่งด้วยหรือไม่ เพราะมีการแต่งงานข้ามชุมชน ข้ามวัฒนธรรม อีกทั้งบางครัวเรือนก็ไม่ได้ร่วมกิจกรรมกับชุมชนลาวครั่งเหมือนเมื่อครั้งอดีต

สถานการณ์ด้านวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงด้านประชากรคือ ตามหมู่บ้านหรือชุมชนที่ถือตนว่าเป็นลาวครั่ง เมื่อคราวที่มีการแสดงทางวัฒนธรรม เช่น การแสดงเพื่อต้อนรับแขก การฟ้อนรำ การแต่งกาย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มีความมุ่งหมายใคร่เสนอเรื่องราวทางวัฒนธรรมของตนเอง แต่เยาวชนมีบทบาทน้อย ทำให้เห็นแนวโน้มว่า จำนวนประชากรลาวครั่งที่พร้อมจะถือตนว่าเป็นคนลาวครั่ง มีจำนวนลดลงโดยสภาพ

แหล่งข้อมูล

เอกสารอ้างอิง :

งานศิลปะหัตถรรมประเภท ผ้าทอลาวครั่ง. (ม.ป.ป.). กรุงเทพฯ: ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน).

จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จ พระ. (2548). ประชุมประกาศ ร. 4. (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ-หัวหน้าบรรณาธิการ) พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ชนิดา ตั้งถาวรสิริกุล. (2541). สื่อสัญลักษณ์ผ้าลาวเวียงจันท์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ชอบ ดีสวนโคก , สุเทพสารคุณ พระครู และสายฝน ศรีชุมพล. (2540). ของเก่าบ่เล่ามันลืม เฮียนธรรมนำคำโบฮานอีสาน. ขอนแก่น: คลังนานาวิทยา.
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (บรรณาธิการ). (2551). สยามหรือไทย : นามนั้นสำคัญฉะนี้หรือ?. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระ. (2545). นิทานโบราณคดี. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ดอกหญ้า.
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระ. (2545). เทศาภิบาล. กรุงเทพฯ: พิฆเณศ พริ้นท์ติ้ง เซ็นเตอร์.
เดเนียล แมคกิลวารี ดีดี. (จิตราภรณ์ รัตนกุล - แปล). (ม.ป.ป.). กึ่งศตวรรษในหมู่คนไทยและคนลาว. กรุงเทพฯ : ภาพพิมพ์.
ถาวร สิกขโกศล. (2558). เสภาเรื่องขุนช้าง-ขุนแผน เล่ม 1 กรุงเทพฯ: บริษัท ตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด.
ทรงยศ วีระทวีมาส นพดล ตั้งสกุล และ วีละ อาโนลัก. (2552). เรือนพื้นถิ่นผู้ไทในประเทศลาว. ขอนแก่น: คลังนานาวิทยา.
ธวัช ปุณโณทก. (ม.ป.ป.). ศิลาจารึกอีสานสมัยไทย-ลาว. กรุงเทพฯ: คุณพินอักษรกิจ.
เนชั่นนัล จีโอกราฟฟิก. (ม.ป.ป.). สยามและเพื่อนบ้าน ภาพและรายงานพิเศษจากอดีด. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง.
บังอร ปิยะพันธุ์. (2541). ลาวในกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. (2557). ราชอาณาจักรลาว. กรุงเทพฯ: สยามปริทัศน์.
ประสงค์ สุขุม. (2543). จากยมราชถึงสุขุมวิท เหตุการณณ์ใน 4 รัชกาล. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ปริศนา ศิรินาม. (2516). ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและประเทศราชในหัวเมืองลานนาไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). บัณฑิตวิทยาลัยการศึกษาประสานมิตร.
พุฒินันท์ รังสิโย, พระ. (2562). การวิเคราะห์อัตลักษณ์ของชุมชนลาวครั่งตามหลักพระพุทธศาสนาในจังหวัดนครปฐม. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์. (2558). สยามผ่านมุมกล้อง จอห์น ทอมสัน 2408-2409 รวมทั้งนครวัดและเมืองชายฝั่งประเทศจีน. กรุงเทพฯ: ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้น.
มงเซเญอร์ ปาลเลกัวซ์ (สันต์ ท. โกมลบุตร - แปล). (2549). เล่าเรื่องกรุงสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: สามลดาการพิมพ์.
มยุรี ถาวรพัฒน์ และ เอมอร เชาว์สวน. (2548). สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ลาวครั่ง. กรุงเทพฯ: เอกพิมพ์ไท.
มยุรี ถาวรพัฒน์. (2548). สารานุกรมกลุ่มชาติพันธ์ในประเทศไทยลาวครั่ง. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัย ภาษา และวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล.
มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์. (สันต์ ท. โกมลบุตร - แปล). (2548). จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โสภณการพิมพ์.
แมคคาร์ธี เจมส์ ฟิตซรอย. (สุมาลี วีระวงศ์ - แปล). (2533). บันทึกการสำรวจและบุกเบิกในแดนสยาม. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรมแผนที่ทหาร.
เรืองเดช ปันเขื่อนขัติย์. (2531). ภาษาถิ่นตระกูลไทย. ม.ป.ท. : ม.ป.พ.
วันเพ็ญ แสงทองพินิจ และ เอมวดี เกียรติสิริ. (ม.ป.ป.). อาหารลาวครั่ง ชุมชนห้วยด้วน อ.ดอนตูม จ.นครปฐม. ม.ป.ท. : เพชรเกษมพริ้นติ้ง.
ศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา, หม่อม. (2550). อัตชีวประวัติ หม่อมศรีพรหมา กฤดากร. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สารคดี.
ศิลปากร, กรม (2548). พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 1. นครปฐม: นครปฐมการพิมพ์.
ศิลปากร, กรม. (2534). นิทรรศการข้อมูลทางมานุษยวิทยาของไทย เรื่อง ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊พ.
ศิลปากร, กรม. (2548). พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2. นครปฐม: นครปฐมการพิมพ์.
สมทรง บุรุษพัฒน์ และคณะ. (2554). การใช้ภาษาและทัศนคติต่อภาษาและการท่องเที่ยวเชิงชาติพันธุ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในภูมิภาคตะวันตกของประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สร้างสื่อจำกัด.
สุนี โชติดิลก, วิชัย แหวนเพชร , ทิวัฒน์ มณีโชติ, เพียงพบ มนต์นวลปราง และ เกษม ช่วยพนัง. (2562).การพัฒนาหนังสือความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วม ใน วารสารวิจัยราชภัฏพระนคร สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่14 ฉบับที่1 (มกราคม-มิถุนายน 2562) หน้า320-338
สุรักษ์ ศิวรักษ์. (2550). ประวัติเจ้าศรีพรหมา. ใน อัตชีวประวัติ หม่อมศรีพรหมา กฤดากร. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. หน้า 20-55.
สุริยา รัตนกุล, คุณหญิง. (2543). นานาภาษาในเอเชียอาคเนย์ ภาคที่ 1. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: สหธรรมมิก.
สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ. (2547). แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาพลาดพร้าว.
อัญชลี สิงห์น้อย วงศ์วัฒนา. (2559). ชาติพันธุ์ “ไทครั่ง” ภูมิภาคเหนือตอนล่าง : อัตลักษณ์และความหลากหลาย. Journal of Community Development Research, 2(10), หน้า 107-110.
เอนก นาวิกมูล. (2547). การแต่งกายสมัยรัตนโกสินทร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์.

ກະຊວງຖະແຫຼງຂ່າວ ແລະ ວັດທະນະທຳ. (2000). ປະຫວັດສາດລາ ເດຶກດຳບັນ-ປະຈຸບັນ. ວຽງຈັນ: ໂຮງພິມແຫ່ງລັດ.

ຄະນະຄົ້ນຄວ້າ ພາກວິຊາພາສາລາວ. (2004). ພື້ນວຽງ ສະໄໝເຈົ້າອະນຸ. ວຽງຈັນ: ວິສາຫກິດໂຮງພິມສຶກສາ.
ສິລາ ວີຣະວົງສ໌. (2001). ພົງສາວະດານລາວ ແຕ່ບູຮານ ເຖີງ 1946. ພິມຄັ້ງທີ 3. ວຽງຈັນ: ນັນທາຕຸລາດ.

Joachim Schleisinger. (2000). Ethnic Groups of Thailand Non-Tai-Speaking Peoples. Bangkok: White Lotus.

Kingsada Thongpheth. (2003). Langueges and Ethnic classification in the Lao PDR. Language and Life Journal. Vientien: Laochalern. 24-39.

สัมภาษณ์ :

กมนพรรธน์ บ่อแก้ว, นาย, บ้านนา หมู่ที่ 1 ตำบลโพรงมะเดื่ออำเภอเมืองจังหวัดนครปฐม, วันที่ 8 กันยายน 2563

แขวง โชติหา, นาย, บ้านนา หมู่ที่ 1 ตำบลโพรงมะเดื่ออำเภอเมืองจังหวัดนครปฐม, วันที่8 กันยายน 2563
แขวง โชติหา, นาย, (ครั้งที่ 2) บ้านนา หมู่ที่ 1 ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมืองจังหวัดนครปฐม, วันที่ 13 ตุลาคม 2563
ชาวบ้านทับคล้าย, ตำบลทับหลวงอำเภอบ้านไร่จังหวัดอุทัยธานี, วันที่ 24 ตุลาคม 2563
ซ้อง จบศรี, นาง, บ้านกุดจอกตำบลกุดจอกอำเภอหนองมะโมงจังหวัดชัยนาท, วันที่ 26 กันยายน 2563
ณัฐวุฒิ สังข์อูบ, นาย, บ้านหนองสังข์ตำบลทุ่งขวางอำเภอกำแพงแสนจังหวัดนครปฐม, วันที่ 24 ตุลาคม 2563
นิวัฒนากร ศรีพรมมา, นาย, บ้านกุดจอกตำบลกุดจอกอำเภอหนองมะโมงจังหวัดชัยนาท, วันที่ 26 กันยายน 2563
มาลี บ่อแก้ว, นาง, บ้านนา หมู่ที่ 1ตำบลโพรงมะเดื่ออำเภอเมืองจังหวัดนครปฐม, วันที่ 8 กันยายน 2563


งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ : ลาวครั่ง

ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร