ลาวเวียง

ชื่อเรียกตนเอง : ลาวเวียง, ลาวกลาง

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ลาวเวียง, ลาวกลาง

ตระกูลภาษา : ไท

ภาษาพูด : ลาวเวียง

ภาษาเขียน : สันสกฤต

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 17 มิ.ย. 2566

1,372

“ลาวเวียง” เป็นชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง เนื่องจากชนกลุ่มนี้เป็นชาวลาวมีการย้ายถิ่นฐานจากเมืองเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จึงเรียกตัวเองว่าลาวเวียง หรือลาวกลาง อันหมายถึงถิ่นที่จากมานั่นคือเมืองเวียงจันทน์ ขณะเดียวกันด้วยสำเสียงของชาวลาวเวียงมักจะลงท้ายด้วยคำว่า ตี้ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งคือลาวตี้ และเมื่อลูกหลานชาวลาวเวียงอาศัยอยู่ในประเทศไทยจนเป็นส่วนหนึ่งของรับชาติ มีความเป็นชาวไทย ไม่ใช่ชาวลาวเช่นบรรพบุรุษรุ่นแรก จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งคือ ไทยเวียง บริบทของสังคมสมัยใหม่ ส่งผลให้การเรียกชื่อเปลี่ยนแปลงไปยึดโยงกับถิ่นที่อยู่ในปัจจุบันมากขึ้น จึงเกิดชื่อของพื้นที่ต่อท้ายชื่อเรียกตนเอง เช่น ลาวเวียงโคราช ลาวเวียงมหาสารคาม

ลาวเวียง เคลื่อนย้ายเข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี และมีการโยกย้ายครั้งใหญ่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากการก่อกบฏของเจ้าอนุวงศ์ ใน พ.ศ. 2369 เมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลงและกรุงเทพฯ ได้รับชัยชนะ จึงนำผู้คนจากเมืองเวียงจันทน์และหัวเมืองลาวใกล้เคียงกลับมามากที่สุด ชาวลาวที่ย้ายถิ่นเข้ามา ถูกส่งไปยังเมืองต่าง ๆ ในเขตหัวเมืองชั้นใน ในพื้นที่ที่มีลักษณะภูมิประเทศเหมือนกับบ้านเกิด โดยอยู่รวมกลุ่มกับชาวลาวที่มาอยู่ก่อน เพื่อง่ายต่อการควบคุมดูแล อีกทั้งหัวเมืองเหล่านี้ยังอยู่ไกลจากแหล่งที่อยู่อาศัยเดิม ทำให้การหลบหนีเป็นไปด้วยความยากลำบาก นอกจากนี้หัวเมืองชั้นในยังเป็นเมืองหน้าด่าน ดังนั้น เมื่อข้าศึกยกทัพมากลุ่มชนเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการสกัดกั้นไม่ให้ข้าศึกเข้าถึงราชธานีได้อย่างรวดเร็ว พื้นที่หลักที่มีความหนาแน่นของกลุ่มลาวเวียง คือ บริเวณลุ่มน้ำภาคกลาง ได้แก่ ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำแม่กลอง และลุ่มน้ำเพชรบุรี โดยกระจายอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม เพชรบุรีและราชบุรี ต่อมามีชาวลาวบางส่วนเคลื่อนย้ายตามมาภายหลัง และตั้งถิ่นฐานกระจัดกระจายออกไปในจังหวัดกาญจนบุรี อุตรดิตถ์ อุทัยธานี นครราชสีมา ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม

ชาวลาวเวียงมีอัตลักษณ์วัฒนธรรมของตนเองที่สำคัญคือความเชื่อในพุทธศาสนาและเรื่องเหนือธรรมชาติควบคู่กัน อาจพบทั้งสองความเชื่อปรากฏร่วมกันในบางประเพณีพิธีกรรม อัตลักษณ์สำคัญของชาวลาวเวียงคือ “ผ้าซิ่นตีนจก” นับเป็นงานหัตถกรรมที่มีความโดดเด่น ทั้งทักษะ ลวดลายและความหมายที่ได้ถักทอลงบนผืนผ้า ประกอบกับความนิยมใช้สีแดง ส่งผลให้ผ้าซิ่นมีความโดดเด่นและทรงคุณค่า และมีมูลค่าสูง ชุมชนลาวเวียงหลายชุมชนที่ยังคงมีองค์ความรู้เหล่านี้พยายามรักษาอัตลักษณ์โดยการจัดตั้งกลุ่มทอผ้า พัฒนาลวดลาย เทคนิค และทักษะการทอผ้าสืบต่อจากคนรุ่นเก่า รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหลากหลายกลุ่มที่เข้ามาสืบทอดอัตลักษณ์ผ้าทอตีนจกของชาวลาวเวียง ซึ่งนอกจากสืบทอดคุรค่ามรดกภูมิปัญญาของบรพบุรุษแล้วยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : ลาวเวียง, ลาวกลาง

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ลาวเวียง, ลาวกลาง

ภาษา

ตระกูลภาษา : ไท

ตระกูลภาษาย่อย : ไต-ไต

ภาษาพูด : ลาวเวียง

ชาวลาวเวียงใช้ภาษาลาวเวียงพูดสื่อสารกันในครอบครัว ชุมชน และผู้ที่พูดภาษาลาวเวียง แต่ใช้ภาษาไทยกลาง (ไทยมาตรฐาน) ในโรงเรียนและในสถานที่ราชการ ทั้งนี้ไม่พบว่ามีการใช้ภาษาเขียนในการติดต่อสื่อสาร สันนิษฐานว่าเมื่ออพยพมาอยู่ในประเทศไทย ชาวลาวเวียงใช้การสื่อสารด้วยการพูดเป็นหลักจึงไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรหลงเหลืออยู่ (วรรณพร บุญญาสถิตย์ และคณะ, 2559, หน้า 54)

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : สันสกฤต

แต่เดิมตัวอักษรลาวได้รับรูปแบบมาจากตัวอักษรสันสกฤต (ตั้งแต่ พ.ศ. 600 เศษ) ต่อมาเมื่อย้ายมาอยู่ในอาณาเขตที่เป็นอาณาจักรลาวจึงได้รับเอาอักษรธรรม ซึ่งเป็นอักษรบาลีหรืออักษรอินเดียอีกประเภทหนึ่งจากมอญและพม่า ผ่านทางล้านนา คือ เชียงใหม่ในสมัยของพระโพธิสารราชเจ้า (ในพ.ศ. 2066) ทำให้อาณาจักรลาวล้านช้างมีอักษรใช้ 2 แบบ คือ ตัวลาวที่ได้มาจากตัวสันสกฤตและตัวธรรมที่ได้ต้นแบบมาจากตัวบาลี สำหรับตัวลาวจะใช้ในราชการบ้านเมือง ส่วนตัวธรรมใช้ในทางพระพุทธศาสนา ทั้งนี้พงศาวดารล้านช้างฉบับดั้งเดิม บันทึกด้วยตัวอักษรลาวหรือที่เรียกกันว่า อักษรไทยน้อย (สิลา วีระวงส์, 2526, หน้า 9)

มีการค้นพบภาษาเขียนของลาวเวียง จารในสมุดข่อยและใบลานด้วยอักษรไทยน้อย ณ วัดหนองแหน ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา นอกจากนี้ยังพบอักษรธรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สันนิษฐานว่า เมื่อเข้ามาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินในตอนแรก ๆ คงไม่มีผู้รู้หนังสือไทย จนกระทั่งมีวัดเป็นศูนย์รวมชุมชน ผู้มีความรู้ความสามารถในการอ่านเขียนจึงได้จารหนังสือขึ้นด้วยตัวอักษรลาวเวียง เพื่อใช้เทศน์และอ่านให้ฟังในโอกาสต่าง ๆ (วรรณา รัตนประเสริฐ, 2528, หน้า 28) เอกสารโบราณเหล่านั้นเป็นเรื่องในวรรณคดีที่รู้จักกันโดยทั่วไป เช่น มหาชาติ สุทธนู และเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนา ได้แก่ การฉลองต่าง ๆ เช่น ฉลองศพ ฉลองกฐิน ฉลองดอกไม้ ฉลองบวช ฯลฯ เห็นได้ว่าการศึกษาเรื่องคำในภาษาลาวเวียงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอ่านเอกสารโบราณของลาวเวียงเป็นอย่างยิ่ง (วรรณา รัตนประเสริฐ, 2528, หน้า 3) อย่างไรก็ตาม เมื่อชาวลาวเวียงได้ศึกษาเล่าเรียนในสภาพแวดล้อมที่ใช้อักษรไทยเป็นหลัก จึงทำให้ในปัจจุบันการสื่อสารผ่านการเขียนของชาวลาวเวียงมีเพียงอักษรไทยเท่านั้น

ภาษาลาวเวียงเป็นภาษาในตระกูลไท-กะได ซึ่งเป็นตระกูลภาษาที่มีความสำคัญมากตระกูลหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใช้สื่อสารครอบคลุมพื้นที่บริเวณประเทศไทย ลาว เมียนมาร์ แคว้นอัสสัมทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย เวียดนามเหนือ และทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน มีการเรียกขานต่างกันไปตามชื่อเผ่าพันธุ์ หรือตามที่ชาติอื่นใช้เรียก เช่น ภาษาชาน (Shan) ในเมียนมาร์ ภาษาไทย (Thai) ในประเทศไทย และภาษาลาว (Laos) ในประเทศลาว ภาษาถิ่นตระกูลไทย ที่ใช้พูดในประเทศไทย นอกจากภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาราชการแล้ว ยังมีภาษาไทยถิ่นอื่นอีกมามาย อันมีกลุ่มที่สำคัญกลุ่มหนึ่ง ได้แก่ ภาษาลาว (Laos) ที่ใช้กันมากในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของไทย และที่กระจายอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ในภาคกลางและภาคตะวันออก เช่น จังหวัดลพบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม นครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี และฉะเชิงเทรา เป็นต้น (วรรณา รัตนประเสริฐ, 2528, หน้า 1-2)

ระบบเสียงและลักษณะภาษาของลาวเวียง เป็นดังนี้

- เสียงพยัญชนะมี 20 หน่วย

- เสียงสระมี 21 หน่วยเสียง

- เสียงวรรณยุกต์มี 7 หน่วยเสียง

เมื่อเปรียบเทียบกับภาษาไทยมาตรฐานพบว่า เสียงพยัญชนะ 20 หน่วยเสียง ส่วนมากเป็นเสียงที่ตรงกับภาษาไทย เสียงที่ภาษาไทยกลางแตกต่างจากภาษาลาวเวียงมีอยู่ 3 หน่วยเสียง คือ หน่วยเสียง (ช,ฉ) หน่วยเสียง (ห,ฮ) และหน่วยเสียง (ร) ส่วนหน่วยเสียงที่ภาษาลาวเวียงมีใช้แต่ภาษาไทยกลางไม่มี มีอยู่สองหน่วยเสียง คือ หน่วยเสียง (ญ : ขึ้นจมูก) และเสียง (ห: ขึ้นจมูก) เสียงที่แตกต่างกันในภาษาถิ่นในตระกูลเดียวกัน (วรรณพร บุญญาสถิตย์ และคณะ, 2559, p. 54)

การเปรียบเทียบคำลาวเวียงกับคำไทยมาตรฐาน

ระบบคำของภาษาลาวเวียงมีคำส่วนมากคล้ายกันกับระบบคำในภาษาไทยมาตรฐาน มีที่ต่างกันอยู่ 3 ประเภท คือ คำลงท้าย คำบุรุษสรรพนาม และคำประสม ดังนี้

คำลงท้ายในภาษาลาวเวียงมีจำนวนน้อยกว่าในภาษาไทยมาตรฐานเพียง 10 คำ ตามการใช้ดังนี้

คำลงท้ายที่ใช้กับประโยคบอกเล่า มี 6 คำ คือ ซิ นะ เสีย ละ บ้าง เออ ค่ะ ครับ คำลงท้ายที่ใช้กับประโยคปฏิเสธ มี 1 คำ คือ ดอกหรือหรอก คำลงท้ายที่ใช้กับประโยคคำถาม มี 3 คำ คือ ไหม ใช่ไหม ใด การใช้คำลงท้ายในภาษาลาวเวียงส่วนมากไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสังคมและวัฒนธรรมเช่นคำในภาษาไทยมาตรฐาน หากแต่มีเพียงบางคำเท่านั้นที่ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมแก่บุคคล เช่น ค่ะ/ครับ จะใช้เฉพาะพระเท่านั้น ส่วนคำอื่น ๆ ใช้ได้ทั่วไป

คำบุรุษสรรพนาม มีจำนวนคำใช้น้อยกว่าคำในภาษาไทยมาตรฐาน ไม่มีคำที่ถือว่าไม่สุภาพ การใช้คำบุรุษสรรพนามต้องคำนึงถึง 3 ประการ คือ ความสนิทสนม ฐานะทางสังคม และความมีอาวุโสมากน้อย เช่นเดียวกับการใช้คำสรรพนามในภาษาไทยมาตรฐาน แตกต่างกันในการใช้คำที่เป็นคำเดียวกันให้สัมพันธ์กัน 3 ประการ ดังกล่าว เช่น “เรา,ฉัน” ในภาษาลาวเวียงใช้แทนผู้พูดที่อ่อนอาวุโสกว่า พูดกับผู้ใหญ่ทั้งที่คุ้นเคยและไม่คุ้นเคยและใช้เป็นคำสุภาพ ส่วนคำว่า “เรา” ในภาษาไทยมาตรฐานใช้แทนผู้พูดที่มีอำนาจหรือผู้ใหญ่พูดกับผู้น้อย เป็นต้น

คำประสมในภาษาลาวเวียง มีคำประสมทั้งที่เหมือนกันและต่างกันกับคำประสมในภาษาไทยมาตรฐาน เปรียบเทียบได้เป็น 3 ประการ คือ

คำประสมที่ประกอบด้วยคำที่เป็นคำเดียวกันและเรียงคำเหมือนกัน เช่น ข้าวเหนียว

คำประสมที่ประกอบด้วยคำที่เป็นคำเดียวกันแต่เรียงคำต่างกัน เช่น “ตำส้ม” กับ “ส้มตำ”

คำประสมที่ประกอบด้วยคำต่างกันและใช้ในความหมายเดียวกัน เช่น “แมงบ่อ” กับ “ลูกน้ำ” (วรรณา รัตนประเสริฐ, 2528, หน้า 173-174)

ภาษาลาวเวียงที่ยังคงใช้ในปัจจุบันนี้ เช่น ตาเว็น (ดวงอาทิตย์) โซ่น (ตา,ยาย) แข้ว (ฟัน) โถงยาง (ถุงพลาสติก) ผ้าโต่ง (ผ้าถุง) เกิบ (รองเท้า) โส่ง (กางเกง) หางกะเตี่ยว (โจงกระเบน) บักเขียบ (น้อยหน่า)บักสีดา (ฝรั่ง) เข่าแลง (ข้าวเย็น) มื้อสวย (มื้อกลางวัน) ตาหล่าง (ใต้ถุนบ้าน) เบิ่ง (มอง,ดู) เว่า (พูด) เว่าขวน (นินทา) ขี้ดัง (ขี้มูก) ขี้แล่ (รักแร้) แอว (เอว) เหี่ย (เหงื่อ) ขี้หมิ่นหม้อ (ดินหม้อ) กะแหล่ง (ถังตักน้ำ) ฟอย (ไม้กวาด) อู่ (เปล) จี่เจี้ยม (จิ้งจก) มื้อนี้ (วันนี้) มื้ออื่น (วันพรุ่ง) มือฮือ (วันมะรืน) จั่งว่า (เอ ยังไงไม่รู้สินะ) สิไปไส (จะไปไหน) เซาเหนื่อยหรือเซามีแฮง (หยุดพักให้หายเหนื่อย) บ่แม่น (ไม่ใช่) บั้นนึง (เมื่อกี้) เฮ็ดหยัง (ทำอะไร) บักหุ่ง (มะละกอ) บักลอย (บวบ) บักบั้งน้ำ (น้ำเต้า) อีตู่ไทย (ใบกะเพรา) อีตู่ลาว (ใบแมงลัก) สาด (เสื่อ) ขี่สีก (น้ำคลำ) เสี่ย (เสื้อ) ก้องแขน (กำไล) กา (ตรา,ยี่ห้อ) นัว (รสชาติดีพอ) แซ่บ (อร่อย) เส้นแกงร่อน (วุ้นเส้น) หนหวย (รำคาญ) งัว (วัว) ผักขา (ชะอม) ฯลฯ (วรรณพร บุญญาสถิตย์ และคณะ, 2559, หน้า 54-55)

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ

ลาวเวียง เป็นชื่อเรียกกลุ่มชนที่มีการย้ายถิ่นฐานจากเมืองเวียงจันทน์ เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น จำแนกได้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกอพยพเข้ามาเอง ตั้งถิ่นฐานอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มที่สองถูกกวาดต้อนเข้ามาในฐานะเชลยศึก กลุ่มหลังนี้ถูกส่งไปอยู่บริเวณภาคกลางของประเทศ หรืออดีตหัวเมืองชั้นในต่าง ๆ ได้แก่ ลพบุรี สุพรรณบุรี สระบุรี อยุธยา ราชบุรี นครปฐม มีการกำหนดให้อยู่กันเป็นกลุ่มเฉพาะของเชื้อชาติ โดยตั้งสลับไปกับหมู่บ้านของคนไทย ทั้งนี้การเลือกพื้นที่มักให้มีลักษณะใกล้เคียงกับถิ่นฐานเดิม อย่างไรก็ตาม การตั้งถิ่นฐานของชาวลาวเวียงได้ถูกกำหนดให้ตั้งเป็นหลักแหล่งไม่โยกย้ายไปที่อื่น เพื่อประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ การปกครอง และที่สำคัญคือป้องกันการหนีกลับ เนื่องจากเมืองเหล่านี้อยู่ไกลจากบ้านเมืองลาว และเป็นหน้าด่านป้องกันข้าศึกจึงมีผลต่อการสร้างความมั่นคงโดยรวมของไทย แต่เมื่อประชากรของชาวลาวเวียงเพิ่มมากขึ้น ที่ทำกินไม่พอเพียง ชาวลาวเวียงจึงจำเป็นต้องขยายชุมชนออกไปในพื้นที่ใกล้เคียง การขยายถิ่นเพื่อแสวงหาที่ทำกินใหม่เพิ่มเติมเริ่มทำได้คล่องตัวในปี พ.ศ. 2417 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงโปรดให้ยกเลิกระบบไพร่ ทำให้ชาวลาวเวียงมีอิสระในการตั้งบ้านเรือนและทำมาหากิน

ชาวลาวเวียงตั้งถิ่นฐานในเขตพื้นที่ภาคกลางมายาวนานกว่า 200 ปี เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ภาษาลาวในการสื่อสารภายในกลุ่มญาติและเพื่อนพ้อง และประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก จนสังคมเกิดการพัฒนาชาวลาวเวียงจึงต้องปรับตัวตามไปด้วย จากอาชีพทำนาผันเปลี่ยนมาเป็นอาชีพรับจ้าง รับราชการ ค้าขาย เกิดการปรับตัวของชาวลาวเวียง แบ่งเป็น

การปรับตัวเนื่องจากปัจจัยภายใน

ยังไม่สามารถเห็นได้เด่นชัดนัก เนื่องจากชาวลาวเวียงส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เริ่มกลายเป็นชุมชนเมือง ใกล้ศูนย์กลางความเจริญทางวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมสากลที่เข้ามามีบบทบาทในสังคม อย่างไรก็ตามลักษณะเด่นของกลุ่มชนคือ การไม่นิยมขยายตัวออกไปห่างไกล พอใจขยายตัวออกไปรอบ ๆ พื้นที่เดิม ส่งผลให้ลักษณะสังคมและกิจกรรมต่าง ๆ ยังคงไว้ได้บางส่วนและมีความพอใจในความเป็นลาวเวียง

การปรับตัวจากปัจจัยภายนอก

ประเด็นแรก การเปลี่ยนแปลงทางนิเวศของลาวเวียงภาคกลาง ส่วนใหญ่เป็นผลจากการพัฒนาของภาครัฐ เพราะอาชีพดั้งเดิม คือ การทำนา ทำไร่ ทำสวน และเลี้ยงสัตว์ จนกระทั่งเกิดการพัฒนาสาธารณูปโภคหลักของรัฐ คือ การตัดถนนเพชรเกษมหรือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 ช่วงประมาณ พ.ศ. 2493 ทำให้ชุมชนลาวเวียงมีบทบาทมากขึ้นทางการค้าขายและการคมนาคม ทางหลวงแผ่นดินกลายเป็นอุปสรรคต่อการทำนาในพื้นที่ที่ถูกถนนตัดผ่าน เพราะส่งผลต่อวัวควายซึ่งเป็นแรงงานหลัก และถนนยังกลายเป็นคันกันน้ำขนาดใหญ่กลายเป็นอุปสรรคต่อการทำนา ทำให้การทำนาลดลง แม้ว่าจะมีโครงการจัดการน้ำชลประทานของกรมชลประทานมาเสริมใน พ.ศ. 2517 ก็ยังไม่สามารถกระตุ้นการทำนาให้เกิดขึ้นได้

ประเด็นที่สอง การเปลี่ยนแปลงของชาวลาวเวียงในลุ่มน้ำภาคกลาง โดยเฉพาะลาวเวียงในจังหวัดราชบุรี คือ นโยบายการพัฒนาประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ในยุคนายกรัฐมนตรีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ (พ.ศ. 2531-2534) โดยเฉพาะในช่วงภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตก (พ.ศ. 2532 - 2533) มีนายทุนมากว้านซื้อที่ดินในตำบลล้านเลือกและตำบลใกล้เคียง ราคาที่ดินขยับตัวสูงขึ้น ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงเทขายที่ดินให้แก่นายทุน มีเพียงชาวบ้านส่วนน้อยที่ยังเก็บที่นาเอาไว้ ซึ่งที่นาบางส่วนที่เก็บไว้บ้างก็ทิ้งว่าง บ้างก็ให้เช่าทำนา

เมื่อการทำนาน้อยลง และที่ดินถูกเปลี่ยน อาชีพทางการเกษตรเปลี่ยนแปลงจากการทำนาเป็นการปลูกข้าวโพดพันธุ์พื้นเมือง และเลี้ยงสัตว์ประเภทโคนม สุกรและไก่ และเกิดอาชีพใหม่คือ รับจ้างทั่วไป นอกจากนี้ยังมีอาชีพรอง คือ รับราชการ เป็นลูกจ้างตามโรงงานอุตสาหกรรม หรือประกอบธุรกิจส่วนตัว

การพัฒนาอุตสาหกรรมและการสาธารณูโภคเพื่อการคมนาคมขนส่งของภาคอุตสาหกรรมได้ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อระบบนิเวศ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจากเกษตรกรเข้าสู่ภาคบริการและการค้า ส่งผลย้อนกลับไปยัง การปรับเปลี่ยนผังขององค์ประกอบผังชุมชน และหมู่บ้านเพื่อสนองความต้องการของกิจกรรมและการใช้สอยใหม่ ดังเช่น พื้นที่บ้านเลือก อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี

เมื่อลักษณะของสภาพแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลง ชาวลาวเวียงส่วนใหญ่เลิกทำนา ทำให้ความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมข้าวจางหายไป ประกอบกับเงื่อนไขของสภาพแวดล้อมและสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้ประเพณีบางอย่างแปรเปลี่ยนในขณะที่บางอย่างสูญหายไป เช่น ประเพณีการเกิด การตายแบบดั้งเดิมจากหายไปจนหมดสิ้น แต่ยังมีประเพณีเก่าแก่และยังคงได้รับการสืบทอดอยู่ เช่น บุญข้าวจี่ สงกรานต์ สารทลาว และออกพรรษา ทางด้านภาษาพูดของชาวลาวเวียงในปัจจุบัน มีการสื่อสารกันเฉพาะในครอบครัวและกลุ่มผู้สูงวัย

ประเด็นที่สาม การเปลี่ยนแปลงของเรือนและสภาพแวดล้อม มีการเปลี่ยนแปลงรูปทรงภายนอกตามกาลเวลา แต่ลักษณะทางสถาปัตยกรรมยังคงสืบทอดต่อกันมา ซึ่งหากนำไปเทียบกับบ้านเรือนในเขตพระนครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นเขตเมืองที่เจริญมากของ สปป.ลาว เรือนดั้งเดิมสูญหายไปเกือบหมดสิ้น กลายเป็นรูปเรือนสมัยใหม่แบบเรือนบังกะโล พบเพียงที่บ้านหาดทรายฟอง และบ้านดอนนูนที่ทางรัฐบาลลาวเก็บพื้นที่ไว้เป็นการอนุรักษ์เกษตรกรรม ทำให้เรือนพื้นถิ่นที่ยังก่อสร้างด้วยไม้ และท่วงทีของผังเรือนยังคงเค้าโครงของเรือนเวียงจันทน์ดั้งเดิม สำหรับเรือนลาวเวียงในประเทศไทยมีความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น โดยพบว่าเรือนที่มีอายุเกิน 100 ปีส่วนใหญ่เป็นหลังคาจั่วแฝด ส่วนเรือนอายุต่ำกว่า 60 ปี พบความหลากหลายในรูปทรงและรายละเอียดของอาคาร ผังเรือนของเรือนเก่าเกิน 100 ปี มีความคล้ายคลึงกับเรือนไทยภาคกลาง ในขณะที่ผังเรือนกลุ่มอายุน้อย แม้มีการปรับเปลี่ยนแต่ยังคงมีการรักษาแบบแผนดั้งเดิมของชุมชน และมีบางองค์ประกอบเช่น หลังคาจั่วแฝดที่มีการลดหลั่นโครงสร้าง ระเบียงคลุมด้วยหลังคาปีกนกเอียงด้านหน้าอาคาร และหิ้งพระซึ่งสอดคล้องกับเรือนพื้นถิ่นในเขตพระนครหลวงเวียงจันทน์ อย่างไรก็บางองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่สืบทอดมาจากเวียงจันทน์มีแนวโน้มว่าจะเลือนหายไปในอนาคต (อรศิริ ปาณินท์, 2554, หน้า 212-215)

พื้นที่หลักที่มีความหนาแน่นของกลุ่มลาวเวียง คือ บริเวณลุ่มน้ำภาคกลาง ได้แก่ ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำแม่กลอง และลุ่มน้ำเพชรบุรี โดยกระจายอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม เพชรบุรีและราชบุรี

บริเวณลุ่มน้ำท่าจีน ในจังหวัดสุพรรณบุรี พบชาวลาวเวียงตั้งถิ่นฐานแถบตำบลพิหารแดง อำเภอเมือง บ้านขาม ตำบลพลับพลาชัย บ้านจร้าเก่า ตำบลบ้านโข้ง อำเภออู่ทอง จังหวัดนครปฐม บริเวณวัดคูเวียง ตำบลสัมปทาน อำเภอนครชัยศรี

บริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง จังหวัดราชบุรี พบชาวลาวเวียงตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณตำบลเขาแร้ง อำเภอเมือง ตำบลบ้านฆ้อง ตำบลบ้านสิงห์ ตำบลบ้านเลือก ตำบลดอนทราย อำเภอโพธาราม ตำบลกรับใหญ่ ตำบลหนองกบ ตำบลปากแรด ตำบลหนองอ้อ ตำบลท่าผา อำเภอบ้านโป่ง ตำบลจอมบึง ตำบลปากช่อง อำเภอจอมบึง

บริเวณลุ่มน้ำเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ชาวลาวเวียงตั้งถิ่นฐานบริเวณตำบลสระพัง อำเภอเขาย้อย (วันดี พินิจวรสิน, 2555, หน้า 97)

นอกจากนี้ยังพบว่าชุมชนลาวเวียงตั้งบ้านเรือนกระจายอยูอีกหลายแห่งในภาคกลาง ภาคเหนือและภาคตะวันตก เช่น เช่น บ้านอรัญญิกในจังหวัดอยุธยา ในอำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ตำบลทัพหลวง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี อำเภอพนมทวน, อำเภอบ่อพลอย และอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอพนมสารคาม, อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา (วลัยลักษณ์ ทรงศิริ 2559)

แหล่งข้อมูล

เอกสารอ้างอิง :

กิตติภัต นันท์ธนะวานิช. (2545). การศึกษามานุษยวิทยาวัฒนธรรมของชุมชนลาวเวียง กรณีศึกษา หมู่บ้านหาดสองแคว ตำบลหาดสองแคว อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์. นครปฐม: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล.

ขจร สุขพานิช. (2513). ถิ่นกำเนิดและแนวอพยพของไทย. กรุงเทพฯ: สยามสมาคม.
จตุพล อังศุเวช. (2555). เข้านอก...ออกใน...เรือนไท-ลาว : การปรับตัวของการใช้ที่ว่างภายในเรือนพื้นถิ่นไทยลาว. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัด บี.บี. การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์.
จารุวรรณ เชาว์นวม. (2542). นิทานเมืองลาว : ลักษณะเด่นและวความสัมพันธ์กับสังคม. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
จิตร ภูมิศักดิ์. (2535). ความเป็นมาของคำ สยาม ลาวและขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ. กรุงเทพฯ: ดวงกมล.
เจ้าพระยาทิพากรวงศ์. (2506). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม 2. กรุงเทพฯ: คลังวิทยา.
ชนิดา ตั้งถาวรสิริกุล. (2541). สื่อสัญลักษณ์ผ้าลาวเวียงจันทน์. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ณัฐพจน์ โพธิ์เจริญ. (2558). การสืบทอดและอนุรักษ์ดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวเวียง ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี . มหาสารคาม: มหาวิทยามหาสารคาม.
นิตินันท์ พันทวี. (2544). การศึกษาพิธีกรรมท้องถิ่นในฐานะทุนวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาชุมชน: กรณีศึกษาพิธีกรรมบายศรีสูขวัญอีสาน. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย .
บังอร ปิยะพันธุ์. (2541). ลาวในกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
พรรษา สินสวัสดิ์. (2521). ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพฯกับหัวเมืองเวียงจันทน์ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว(พ.ศ.2367-2370). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.
ภีรนัย โชติกันตะ. (2531). นิยายปรัมปราเรื่องแถน : วิเคราะห์ความเชื่อตามพงศวดารล้านช้าง. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
มนตรี ตราโมท. (2524). ดนตรีไทยสมัยอยุธยา ชุมนุมดนตรีไทย. กรุงเทพฯ: สยามการพิมพ์.
มานะชัย วงศ์ประชา. (2556). พาขวัญ พานบายศรี. กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.
รัชฎา สุขแสงสุวรรณ. (2547). ผ้าไทคั่ง ไทเวียง. กรุงเทพฯ: ภูมิปัญญา.
วรรณพร บุญญาสถิตย์ และคณะ. (2559). พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวเวียง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี . กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร.
วรรณา รัตนประเสริฐ. (2528). คำและลักษณะคำในภาษาลาวเวียงในจังหวัดฉะเชิงเทรา. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.
วรรณา วุฒฑะกุล และ ยุรารัตน์ พันธุ์ยุรา. (2536). ผ้าทอกับวิถีชีวิตชาวไทย. กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.
วลัยลักษณ์ ทรงศิริ. (2559). ลาวในเมืองไทย กลุ่มชาติพันธุ์ที่คลุมเครือ. ออนไลน์ เข้าถึงได้จาก https://lek-prapai.org/home/view.php?id=790 เข้าถึงเมื่อ 29 กรกฏาคม2565.
วัฒนา อ่วมเนตร.(2564). ตลาดท่าลาว วิถีวัฒนธรรมลาวเวียงบ้านเลือก ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ภายใต้งานวิจัยการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนอย่างมีส่วนร่วมของภาคี. ออนไลน์. เข้าถึงได้จาก https://www.mcru.ac.th/index.php/actnews/actnewsmc... เข้าถึงเมื่อวันที่ 29กรกฏาคม 2565
วันดี พินิจวรสิน. (2555). ลาวเวียง. ใน อรศิริ ปาณินท์ และคณะ, รายงานสรุปผลการวิจัย ตั้งแต่ พ.ศ. 2552-2555 โครงการวิจัย "การศึกษาแบบองค์รวมของการปรับตัวในบริบทที่ใหญ่ที่แตกต่างของกลุ่มชาติพันธุ์ ไท-ลาว ในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคยกลางของประเทศไทย" (หน้า 95-135). กรุงเทพฯ : หจก.มาสเตอร์เพรส.
วันดี พินิจวรสิน. (2555). สองสถาน...บ้าน-เรือนลาวเวียง. กรุงเทพฯ: อุษาคเนย์.
ศรีศักร วัลลิโภดม. (2538). แอ่งอารยธรรมอีสาน แฉหลักฐานโบราณคดีพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.
ศิราพร ณ ถลาง. (2539). การวิเคราะห์ตำนานสร้างโลกของคนไท. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. (2505). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม 2. กรุงเทพฯ: คลังวิทยา.
สัจจา ไกรศรรัตน์. (2555). โครงการศึกษา แนวทางการนำวัฒนธรรม 8 ชาติพันธุ์จังหวัดราชบุรีมาใช้เพื่อส่งเริมการท่องเที่ยว. ราชบุรี: มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง.
สิลา วีระวงส์. (2526). ประวัติหนังสือลาว. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม.
สิลา วีระวงส์. (2539). ประวัติศาสตร์ลาว. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.
สุชาวดี โหมกลาง. (2554). การศึกษาแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ปลาร้าจากภูมิปัญญาพื้นบ้านของชุมชนลุ่มน้ำมูลเพื่อเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
สุวิทย์ ธีรศาศวัต. (2541). ประวัติศาสตร์ลาว 1779-1975. ขอนแก่น: ภาควิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น .
อรศิริ ปาณินท์. (2554). การปรับตัวในบริบทใหญ่ที่แตกต่างของกลุ่มชาติพันธุ์ไท-ลาว ในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลาง. หน้าจั่ว: ว่าด้วยสถาปัตยกรรม การออกแบบ และสภาพแวดล้อม, หน้า 201-223.
อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย. (2551). ซ่อนไว้ในสิม ก-อ ในชีวิตีสาน. ฮ.เฮือน, 223-231.
การุณย์ ศุภมิตรโยธิน. (2562). เรือนของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวเวียงในอีสาน: การยึดแบบแผนดั้งเดิมการปรับตัว และการผสมผสานทางวัฒนธรรม. สิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างวินิจฉัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2(18).
จิตร ภูมิศักดิ์. (2535). ความเป็นมาของคำ สยาม ลาวและขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ. กรุงเทพฯ: ดวงกมล.

วศิน โต๊ะสิงห์และคณะ. (ม.ป.ป.). คุณค่าและภูมิปัญญาประเพณีบุญกลางบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ลาวเวียง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี. เข้าถึงได้จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ambj/article...

สัมภาษณ์ :

วลัยภรณ์ บุญศรีสุทธิ. ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี. โสภา ศรีสำราญ ผู้สัมภาษณ์. สัมภาษณ์เมื่อ พ.ศ. 2563

พลวัต แก้วพงศา. บ้านดอนคา ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี. โสภา ศรีสำราญ ผู้สัมภาษณ์. สัมภาษณ์เมื่อ พ.ศ. 2563

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์: ลาวเวียง

ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร