ลาหู่

ชื่อเรียกตนเอง : ลาหู่, ละหู่, ลาฮู

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : หล่อเหย, ล่อเฮ, ข่าเลาะ, มูเซอ, ลาฮู, โลไฮ

ตระกูลภาษา : จีน-ธิเบต

ภาษาพูด : ลาหู่

ภาษาเขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

บทความฉบับเต็ม : ดาวน์โหลด

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 17 มิ.ย. 2566

4,732

“ลาหู่” เป็นชื่อที่คนในกลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง แปลว่า คน บางพื้นที่อาจเรียกว่า ลาฮู ลาฟู ฯลฯ ส่วนชื่อที่คนกลุ่มอื่นมักใช้เรียกคือ เมอเซอ มูเซ มกโซ หลอเหย ล่อเฮ ข่าเลาะ ฯลฯ ชาวไทใหญ่ในรัฐฉานเรียกว่า “มูเซอ” แปลว่า พรานป่า สันนิษฐานว่าเป็นคำภาษาไทใหญ่ที่ยืมมาจากภาษาพม่า เนื่องจากชาวพม่ามักออกเสียงเรียกนายพรานว่า มกโซ หรือ มูเซ คนไทใหญ่ที่เรียกชนกลุ่มนี้ตามคนพม่าจะออกเสียงว่า มูเซอ ใกล้เคียงกับชาวโลโลในมณฑลยูนนานที่เรียก มูซู หรือ มุสซู และคนไทยในภาคเหนือรู้จักชนกลุ่มนี้ในชื่อ มูเซอ เช่นกัน

ชาวลาหู่มีเชื้อสายมาจากชาวโลโล แต่เดิมตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่บริเวณที่ราบสูงทิเบต-ชิงไห่ ต่อมา

คนไทใหญ่และจีนได้เข้าครอบครองพื้นที่ ชาวลาหู่จึงอพยพลงมาทางมณฑลยูนนานบริเวณแม่น้ำสาละวินกับแม่น้ำโขง มีการตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น จีน เมียนมาร์ ไทย ลาว เวียดนาม รวมทั้งอพยพไปยังประเทศที่สาม เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ สถานภาพของชาวลาหู่ในแต่ละพื้นที่จึงแตกต่างกันออกไป กล่าวคือ ประเทศจีนมีประชากรชาวลาหู่จำนวนมากอยู่ในเขตปกครองตนเองหลานชาง มีบทบาทและอำนาจหน้าที่ในการจัดการตนเองภายใต้กำกับของรัฐ ในขณะที่ชาวลาหู่ในประเทศไทย เมียนมาร์ สปป.ลาว และเวียดนาม มีสถานะเป็นเพียงกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยในประเทศนั้นๆ เท่านั้น ทั้งนี้ ในประเทศไทยพบชาวลาหู่กลุ่มที่ใหญ่ที่สุด คือ ลาหู่แดง ตั้งถิ่นฐานบริเวณชายแดนจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร ลำปาง น่าน และ เพชรบูรณ์ จำนวน 800 หมู่บ้าน ส่วนใหญ่มักอาศัยปะปนกับชาติพันธุ์อื่น

กลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยอีกหลายกลุ่ม เช่น ลาหู่นะ (ดำ) ลาหู่ญี (แดง) ลาหู่ชี (เหลือง) ลาหู่ขาว ลาหู่เฌเล ลาหู่บาหลา ลาหู่บาเกียว ฯลฯ ซึ่งมีภาษา เครื่องแต่งกาย และวัฒนธรรมประเพณี ที่แตกต่างกันเล็กน้อย อย่างไรก็ดี ชาวลาหู่ในแต่ละพื้นที่ล้วนมีประวัติศาสตร์ความทรงจำร่วมกันเกี่ยวกับตำนานการกำเนิดชาติพันธุ์ลาหู่ ตำนานความเชื่อที่สะท้อนอยู่ในประเพณี พิธีกรรม และแบบแผนปฏิบัติที่สืบทอดกันมา ทำให้สามารถสืบทอดสำนึกความเป็นชาติพันธุ์เดียวกันได้ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับบริบทความเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมแวดล้อมที่แตกต่างกันก็ตามสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ที่ทำให้ชาวลาหู่ในแต่ละประเทศต้องปรับตัวในการดำรงชีพให้สอดคล้องกับนโยบายของแต่ละประเทศ จึงไม่พบอัตลักษณ์ในด้าน เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย สภาพหมู่บ้าน ภาษา วัฒนธรรมประเพณี ที่บ่งบอกถึงความเป็นชาติพันธุ์ลาหู่ได้อย่างชัดเจนนัก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชาวลาหู่ในแต่ละกลุ่มที่มีทั้งการนับถือแบบแผนวัฒนธรรมตามความเชื่อดั้งเดิม หรือเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ ทว่า ชาวลาหู่ยังคงมีความทรงจำทางสังคม มีวิถีความเชื่อ และสำนึกทางชาติพันธุ์ความเป็นลาหู่ร่วมกัน

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : ลาหู่, ละหู่, ลาฮู

ลาหู่, ละหู่, ลาฮู (Lahu) เป็นชื่อที่ชนกลุ่มนี้เรียกตนเอง ซึ่งแปลว่า “คน” ชาวลาหู่มีเชื้อสายมาจากชาวโลโลซึ่งเคยมีความเจริญรุ่งเรือง และเคยตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่บริเวณที่ราบสูงทิเบต-ชิงไห่ ได้รับการยอมรับจากจีนให้จัดการปกครองตนเองได้อย่างอิสระบริเวณตอนกลางและตอนใต้ของมณฑลยูนนาน ก่อนที่ชนชาติไทใหญ่และจีนจะเข้าไปครอบครอง ต่อมาจึงได้อพยพเคลื่อนย้ายถิ่นที่อยู่ตลอดเวลาในแถบประเทศจีน เมียนมาร์ ลาว และไทย (ศรินทิพย์ สถีรศิลปิน 2529, อภิชาต ภัทรธรรม. 2552, ปนัดดา บุณยสาระนัย, หมี่ยุ้ม เชอมือ 2549)

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : หล่อเหย, ล่อเฮ, ข่าเลาะ, มูเซอ, ลาฮู, โลไฮ

ชื่อที่ชนกลุ่มอื่นใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ มีคำเรียกหลายชื่อซึ่งได้ผู้มีกล่าวถึงไว้ด้วยข้อสันนิษฐานต่างๆ กันออกไป

หลอเหย ล่อเฮ เป็นชื่อที่ตนนจีนในมณฑลยูนนานเรียกกลุ่มลาหู่

ข่าเลาะ เป็นชื่อที่ชาวไทลื้อในสิบสองปันนาเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่

มูเซอ ในอดีตเอกสารของไทยมักใช้เมื่อกล่าวถึงกลุ่มชนนี้ Frank M. Lebar (อ้างใน ถาวร 2543, โสฬส, 2539) สันนิษฐานว่าเป็นคำที่มาจากภาษาไทใหญ่ในรัฐฉาน เป็นภาษาพม่า หมายถึง นายพราน ขณะที่จิตร ภูมิศักดิ์ (2529) อธิบายไว้ว่า

“...อันที่จริงคำว่า มูเซอ ที่แปลว่า นายพรานป่า นั้นมิใช่ภาษาไทใหญ่ หากเป็นคำที่ไทใหญ่ยืมมาจากภาษาพม่า ซึ่งเรียกนายพรานว่า มกโซ สอดคล้องกับ โสฬส (2539) กล่าวว่าได้สัมภาษณ์ผู้รู้ชาวพม่า และได้รับคำอธิบายว่า คำว่า พราน ในภาษาพม่าเขียนว่า มุฉุยะ และอ่านออกเสียงได้ว่า มกโซ แต่ในวิถีชีวิตจริงเมื่อคนพม่าพูดถึงนายพรานจะออกเสียงว่า มูเซ เมื่อคนไทใหญ่เรียกชื่อ ชนกลุ่มนี้ตามอย่างชาวพม่า จึงอาจจะออกเสียงเป็น มูเซอ ซึ่งใกล้เคียงกับชาวโลโลบางกลุ่มในมณฑลยูนนานก็เรียก มูซู หรือ มูสซู ภายหลังเพี้ยนมาเป็น มูเซอ ชาวพม่าบางคนเรียก มูซา ชาวไทยในภาคเหนือรู้จักชนกลุ่มนี้ในชื่อ มูเซอ ชาวลาหู่กลุ่มที่อยู่ในเชียงตุงสามารถพูดภาษาไทยเขินได้ มักถูกชาวไทยใหญ่เรียกว่า ลาหู่หลวง หรือ มูเซอหลวง...”

แต่เดิมนั้น คนทั่วไปรู้จักชาวลาหู่ในชื่อ มูเซอ เนื่องจากเป็นชื่อที่หน่วยงานราชการบัญญัติไว้ อย่างไรก็ตาม ชื่อเรียกมูเซออนั้นไม่ได้มีนัยยะอคติเหมือนบางกลุ่มชาติพันธุ์ หากแต่เป็นชื่อในภาษาอื่นที่ใช้เรียกชาวลาหู่ จนแพร่หลายและถูกรู้จักในชื่อมูเซอมากกว่า ในขณะที่เจ้าของวัฒนธรรมจะยินดีกว่าหากเรียกขานพวกเขาด้วยชื่อที่แท้จริงที่พวกเขาใช้เรียกตัวเอง

ลาฮู คำนี้คนไทยถอดเสียงจากรูปคำในภาษาอังกฤษ “La’hu” ที่นักวิชาการตะวันตกสมัยอาณานิคมใช้เขียนถึงคนลาหู่ คำว่า “ลาฮู” ปรากฏอยู่ในงานเขียนข้าราชการนักศึกษารุ่นที่ 18 โรงเรียนสงครามจิตวิทยา กรมยุทธการทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด (สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการปฏิบัติการจิตวิทยาแห่งชาติ, 2518: 7)

โลไฮ เป็นคำที่ปรากฏอยู่ในงานของข้าราชการนักศึกษารุ่นที่ 18 โรงเรียนสงครามจิตวิทยา กรมยุทธการทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด ชื่อ “ชาวเขาเผ่ามูเซอ” คำนี้ถอดคำมาจากคำว่า “Lo-Heir” ในภาษาอังกฤษที่ใช้โดย James A. Matisoff (สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการปฏิบัติการจิตวิทยาแห่งชาติ, 2518: 6) นอกจากคำนี้แล้ว ยังมีอีกสองคำที่อ่านออกเสียงใกล้เคียงกัน แต่สะกดแตกต่างกันคือ คำว่า “หล่อเฮย” (จิตร ภูมิศักดิ์, 2562: 399) หรือ “หล่อเห่อ” (อาริยา เศวตามร์, 2559: 17) ประการสำคัญ คือ ในภาษาอังกฤษมีการสะกดคำดังกล่าวแตกต่างกันด้วย เช่น “Leheirh” (Scott and Hardiman, 1900: 579 อ้างใน Walker,1974: 257) หรือ Lo-hei (Ruey Yih-fu, 1937: 1 อ้างใน Walker, 1974 : 257) สำหรับความหมายของในงานของนักมานุษยวิทยาจีนชื่อ ชี้ให้เห็นว่า คำดังกล่าวมีความหมายที่เชื่อมโยงกับ “blackness” ตามที่ในภาษาจีนนั้น คือคำว่า “hei” แปลว่า ดำ คำเรียกชื่อดังกล่าวจึงอาจเป็นคำเชิงดูถูกดูแคลน อย่างไรก็ตามชื่อนี้ไม่ได้เป็นชื่อทางการที่รัฐบาลจีน หลังการปฏิวัติปี ค.ศ. 1949 ใช้ในการเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ในจีน แม้โดยภาพรวมในอดีตจะเคยเป็นคำที่ชาวจีนใช้ในการเรียกคนกลุ่มชาติพันธุ์นี้โดยรวมก็ตาม (SCMP, 1953 อ้างใน Walker, 1974: 257)

ทั้งนี้ เนื่องจากภายในกลุ่มลาหู่นั้น มีกลุ่มย่อยอยู่หลายกลุ่ม และแต่ละกลุ่มต่างมีชื่อเรียกตนเองเฉพาะเพื่อจำแนกความต่างระหว่างกัน จึงปรากฏชื่อที่ใช้เรียกกันเองภายในกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่อีกหลายชื่อ ได้แก่

ลาหู่หงี (Lahu Nyi) หรือเรียกกันในภาษาไทย ลาหู่แดง (Red Lahu) ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยภายในกลุ่มใหญ่ของลาหู่ (อริยา เศวตามร์, 2559) คำว่า หงี ในภาษาลาหู่ แปลว่า แดง ซึ่งสันนิษฐานว่า หมายถึง แถบผ้าสีแดงที่ติดอยู่ที่เสื้อของผู้หญิงลาหู่

ลาหู่นา/ลาหู่นะ (Lahu Na) เป็นกลุ่มที่คนไทยเรียกว่า ลาหู่ดำ (Black Lahu) ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยภายในกลุ่มใหญ่ของลาหู่ โดยคำว่า นะหรือนา เป็นภาษาลาหู่แปลว่าดำ (Walker, 1974: 264) สันนิษฐานว่ามาจากการใช้ชุดเสื้อของหญิงลาหู่ซึ่งมีสีดำเป็นสิ่งที่บ่งบอกความแตกต่างจากลาหู่กลุ่มอื่น

ลาหู่เซเล (Lahu Sheleh) เป็นคำที่กลุ่มลาหู่ที่เรียกตนเองว่า ลาหู่หงี ในไทยใช้เรียกใช้เรียกกลุ่มที่เรียกตนเองว่าลาหู่นาในไทย หรือ คนไทยเรียก “มูเซอดำ”

ลาหู่ปาลิ (Lahu Pa Li) เป็นชื่อที่กลุ่มลาหู่เซเล ใช้เรียกกลุ่มลาหู่หงี

ลาหู่แดง เป็นคำที่คนอื่นเรียกคนที่เรียกกลุ่มลาหู่ที่เรียกตนเองว่าลาหู่หงี

ลาหู่ดำ เป็นคำที่คนอื่นเรียกกลุ่มลาหู่ที่เรียกตนเองว่าลาหู่นะ/ลาหู่นา

ภาษา

ตระกูลภาษา : จีน-ธิเบต

ตระกูลภาษาย่อย : ทิเบต-พม่า

นักภาษาศาสตร์ได้ศึกษาข้อมูลทางภาษาแล้วระบุว่า ภาษาลาหู่เป็นภาษาหนึ่งในภาษาตระกูลจีน-ทิเบต (Sino-Tibetan) สาขาทิเบต-พม่า กลุ่มภาษาโลโลดั้งเดิม (Proto-Lolo) และแยกสาขาย่อยลงมาในกลุ่มพม่า-โลโล สาขาโลโลกลาง (Central Lolo) ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับภาษาลีซูและภาษาอ่าข่า

ภาษาพูด : ลาหู่

พูดของชาวลาหู่ มีหลายสำเนียง ชาวลาหู่ในเขตประเทศไทย เมียนมาร์ และ สปป.ลาว ส่วนใหญ่จะใช้ภาษาพูดสำเนียงของกลุ่มลาหู่ฌี หรือ ลาหู่แดง เป็นภาษากลาง (lingua franca) ที่ชาวลาหู่แต่ละกลุ่มใช้ติดต่อสื่อสารร่วมกัน ขณะที่ภาษาและวัฒนธรรมของชาวลาหู่ในเขตปกครองหลานชาง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นสำเนียงภาษาพูดของกลุ่มลาหู่นะ ซึ่งเป็นประชากรชาวลาหู่กลุ่มใหญ่ที่สุดและเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในด้านต่างๆ มากที่สุด

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

ภาษาลาหู่เป็นภาษาที่ไม่มีตัวอักษรเขียนหรือระบบการเขียนต่อมาภายหลังมีมิชชันนารีสอนศาสนาจากโลกตะวันตกได้ใช้อักษรโรมันสร้างระบบการเขียนภาษาลาหู่ขึ้น ภาษาลาหู่เป็นภาษาที่มีระบบการเรียงคำแตกต่างจากภาษาไทย แต่มีความเหมือนกับภาษาพม่า เนื่องจากเป็นภาษาในตระกูลเดียวกัน โครงสร้างการเรียงคำในประโยคจะอยู่ในรูปแบบ ประธาน-กรรม-กริยา (ขณะที่ภาษาไทยมีการเรียงคำแบบ ประธาน-กริยา-กรรม) เช่น ประโยคที่คนไทยพูดว่า ฉัน-กิน-ข้าว คนลาหู่จะพูดว่า หง่า-อ่อ-จ้า-เว (หง่า=ฉัน, อ่อ=ข้าว, จ้า=กิน, เว=คำลงท้าย) เป็นต้นการที่ภาษาลาหู่ไม่มีเสียงพยัญชนะท้าย ทำให้คนลาหู่ที่เริ่มหัดพูดภาษาไทยมักประสบความยุ่งยากในการออกเสียงตัวสะกดในภาษาไทย จึงมักจะทำเสียงตัวสะกดของภาษาไทยหายไป เช่น คำว่า หมด กบ ตก ก็จะออกเสียงเป็น โหมะ โกะ โตะ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การรู้จักธรรมชาติการออกเสียงภาษาไทยของชาวลาหู่ นับว่ามีประโยชน์อย่างมากในการสืบสาวร่องรอยอิทธิพลทางวัฒนธรรมของชนชาติไทที่มีต่อวัฒนธรรมลาหู่ เช่น การศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาของลาหู่ ทำให้ทราบข้อเท็จจริงว่ากลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ได้รับอิทธิพลของศาสนาพุทธ นิกายเถรวาทจากวัฒนธรรมไทยเป็นส่วนใหญ่ เช่น คำว่า โตโบ ซึ่งเป็นผู้นำศาสนาสูงสุดในชุมชน น่าจะมาจากคำว่า ตนบุญ ในภาษาไทยทางภาคเหนือรวมทั้งคำว่า ปู่จอง ซึ่งอาจแปลว่า มัคทายก ในภาษาไทย (จอง ในภาษาไทใหญ่ แปลว่า วัด) (โสฬส ศิริไสย์ 2539, บุณยสาระนัย, หมี่ยุ้ม เชอมือ 2549)

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง หรือชนชาวเขา

การตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวประชากร :

ลาหู่ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่ง ที่มีการกระจายตัวอาศัยอยู่ในหลายประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น จีน เมียนมาร์ ไทย ลาว เวียดนาม และมีการอพยพไปยังประเทศโลกที่สาม เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ ฯลฯ

ในประเทศ สปป.ลาว จากการสำรวจเมื่อปี 2015 พบว่า มีจำนวนผู้พูดภาษาลาหู่ประมาณ 19,200 คน กระจายตัวอยู่ในเมืองห้วยทราย เมืองผึ้ง เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว และเมืองลอง แขวงหลวงน้ำทา(Bradley, 2012. ethnologue.com)

ในประเทศเมียนมาร์ พบว่า มีจำนวนผู้พูดภาษาลาหู่ประมาณ 200,000 คน กระจายตัวอยู่ในเขตเมืองเชียงตุง รัฐฉาน (Bradley, 2012. ethnologue.com)

ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จากการสำรวจเมื่อปี 2010 พบว่า มีจำนวนผู้พูดภาษาลาหู่ประมาณ 280,000 คน กระจายตัวอยู่ในเขตปกครองตนเองชาวไต ว้า และลาหู่ ในเขตเมืองซือเหมา และเมืองหลานชาง มณฑลยูนนาน (Bradley, 2012. ethnologue.com)

ในประเทศเวียดนาม จากการสำรวจเมื่อปี 2009 พบว่า มีจำนวนผู้พูดภาษาลาหู่ประมาณ 9,650 คน กระจายตัวอยู่ในจังหวัดลายโจว บริเวณชายแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือติดต่อกับประเทศ สปป.ลาว และประเทศจีน (Bradley, 2012. ethnologue.com)

ในประเทศไทย ชาวลาหู่แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยได้หลายกลุ่ม เช่น ลาหู่ญี ลาหู่นะ ลาหู่เฌเล ลาหู่ชี ฯลฯ จากการรวบรวมข้อมูลประชากร โดยกองกิจการนิคมสร้างตนเองและพัฒนาชาวเขา กลุ่มกิจการชาวเขา กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (2559) ระบุว่ากลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ในประเทศไทยมีประชากรทั้งสิ้น 116,126 คน แบ่งเป็นชาย 57,941 คน หญิง 58,185 คน มีจำนวน 452 กลุ่มบ้าน 23,167 หลังคาเรือน และ 24,250 ครอบครัว มีการกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ 8 จังหวัด คือ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร ลำปาง น่าน และ เพชรบูรณ์

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

ผศ.ดร.ปนัดดา บุณยสาระนัย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เอกสารอ้างอิง :

กัญญา สมบูรณ์. (2560). การศึกษาผลการใช้รูปแบบการเสริมสร้างทักษะทางสังคมของเยาวชนชนเผ่ามูเซอแดง ในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น, 11 (4). หน้า 160-170.

กัลยา พรหมวัชรานนท์. (2554). การแพทย์พื้นบ้านของชาวเขาเผ่าจีนฮ่อ มูเซอดำ ปะหล่อง และไทยใหญ่: กรณีศึกษาศูนย์พัฒนาโครงการหลวงดอยอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่.
กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม. 2543. ผ้าชาวเขา. กรุงเทพฯ: บริษัท รำไพเพลส จำกัด.
กองกิจการนิคมสร้างตนเองและพัฒนาชาวเขา กลุ่มกิจการชาวเขา กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. 2559. ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง ครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัด ของประเทศไทย ประจำปี 2559. กรุงเทพฯ: กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ขจัดภัย บุรุษพัฒน์. (2528) ชาวเขา. กรุงเทพฯ: แพร่พิทยา.
ขจัดภัย บุรุษพัฒน์. (2518). ชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: แพร่พิทยา.
โครงการเสริมสร้างสุขภาวะเด็กและชุมชนคนต้นน้ำ พื้นที่จังหวัดเชียงราย มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.).(2560). เมนูถูกใจเด็กใกล้ฟ้า 30 เมนูโปรดของเด็กๆ 9 ชาติพันธุ์. สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). เชียงใหม่: นพบุรีการพิมพ์
จันทกร จันดี. (2560). การจัดการขยะในชุมชนชาวลาหู่ กรณีศึกษา บ้านแม่ปูนล่าง หมู่ที่ 9 ตำบลเวียง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย. การวิจัยเฉพาะเรื่องตามหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาบัณฑิตอาสาสมัคร วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ชูชาติ อินทพงษ์. (2550). วัฒนธรรมดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ล่าหู่ หมู่บ้านส้มป่อย ตำบลด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยดุริยางควิทยา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ฐิติพร พรหมศร. (2555). พฤติกรรมการรักษาสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุชนเผ่า (จีนยูนนาน, มูเซอ, ไทใหญ่) ในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลหนองบัว อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่. รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ครั้งที่ 9, หน้า 2128-2136.
ถาวร ฟูเฟื่อง. (2542). ชาวเขา ตำนานชนเผ่าต่างวัฒนธรรม. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยชาวเขา
นิรามัย อิศรางกูร ณ อยุธยา. 2511. ประเพณีการแต่งกายของชาวเขาบางเผ่าทางภาคเหนือของประเทศไทย. ปริญญานิพนธ์ปริญญาศิลปบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.
นิรุตร์ แก้วหล้า. (2558). การศึกษาเครื่องดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ในเขตพื้นที่โครงการหลวงอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่. วารสารวิจัยราชภัฏเชียงใหม่, 16 (1). หน้า 43-55.
เนติวัฒน์ แก้วเทพ และเชาวลิต สัยเจริญ. (2561). การเปลี่ยนแปลงของเรือนพื้นถิ่นลาหู่เพื่อการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ในอำเภอเมืองและอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย. วารสารวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 7 (1). หน้า 23-42.
บรรพต วีระสัย. (2517). สังคมวิทยา-มานุษยวิทยา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. (2545). ชาวเขาในไทย. กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรม.
ปฏิพัทธ์ พัฒนะกายา. (2534). ศึกษาประวัติคริสตจักรลาหู่แบ๊บติสท์ในประเทศไทย. วิทยานิพนธ์ปริญญาศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยพายัพ.
ปนัดดา บุณยสาระนัย, หมี่ยุ้ม เชอมือ. (2549). ลาหู่ หลากหลายชีวิตจากขุนเขาสู่เมือง. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
พอล และ อีเลน ลูวิส. (2528). ลาหู่ ใน หกเผ่าชาวดอย. เชียงใหม่: ศูนย์หัตถกรรมชาวเขา.

พลวัฒน์ ประพัฒน์ทอง. (2556). การทำนายชีวิตด้วยกระดูกไก่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในจังหวัดเชียงราย. วารสาร MFU CONNEXION, 2 (1). หน้า 1-24.

พินิจนันท์ พรหมารัตน์. (2562). สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของกลุ่มชาติพันธุ์: กรณีศึกษากลุ่มลาหู่ในตำบลแม่นาเติง อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน. วารสารพื้นถิ่น โขง ชี มูล, 5 (2).
ภิรมย์ แก้วมณี. (2555). การพัฒนาผ้าคลุมไหล่จากผ้าทอมือกะเหรี่ยง กรณีศึกษาหมู่บ้านกะเหรี่ยง-ตะเพินคี่ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญาคหกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี.
มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ).(มปป.). ครัวหลังเขา คุณค่าอาหารพื้นบ้าน 15 ชาติพันธุ์. สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เชียงใหม่: วนิดาการพิมพ์.
ยิ่งยง เทาประเสริฐ และธารา อ่อนชมจันทร์ (บรรณาธิการ). (2536). ชาติพันธุ์กับความสามารถในการดูแลรักษาสุขภาพแบบพื้นบ้าน. เชียงราย: สถาบันราชภัฏเชียงรายและโรงพยาบาลเม็งราย.
รุจพร ประชาเดชสุวัฒน์ และนุสรา เตียงเกตุ, (2552). คู่มือการทอผ้าชนเผ่าลาหู่เชเละหรือมูเซอดำ. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง.
ลลิตา จรัสกร และวิฑูรย์ เหลียวรุ่งเรือง. (2558). อัตลักษณ์และความเปลี่ยนแปลงของเรือนลาหู่ กรณีศึกษา: หมู่บ้านขอบด้ง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และหมู่บ้านห้วยน้ำริน อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย. วารสารวิชาการคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล., 20 (1). หน้า 27-38.
ลาเคละ จะทอ. (2548). การต่อสู้เรื่องสัญชาติของผู้หญิงชนเผ่า : กรณีศึกษาชีวิตจริงของผู้หญิงลาหู่คนหนึ่ง. วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สตรีศึกษา) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย เชียงใหม่.
วัชรินทร์ จินต์วุฒิ. (2558). คติความเชื่อ: แกนหลักในการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเรือนพื้นถิ่น กลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ กรณีศึกษาดอยมูเซอ จังหวัดตาก. วารสารหน้าจั่ว, (29). หน้า 177-189.
ธนพชร นุตสาระ. (2560). หน่อซื่อแหละ เครื่องดนตรีลาหู่. วารสารวิจัยราชภัฏเชียงใหม่ (18), 2. หน้า 30.
วัชรินทร์ จินต์วุฒิ และ ศุภกิจ ยิ้มสรวล. (2558). สถาปัตยกรรมเรือนพื้นถิ่นกลุ่มชาติพันธุ์ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง: กรณีศึกษาเรือนลาหู่ เรือนลาวโซ่ง และเรือนไทยสุโขทัย. วารสารวิชาการ AJNU ศิลปะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร, 6 (1). หน้า 26-38.
วัลลภ นามวงศ์พรหม. (2549). การเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาเผ่ามูเซอแดง (ลาหู่ณี) ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงในโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ บ้านนาศิริ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้.
วิฑูรย์ เหลียวรุ่งเรือง และ ลลิตา จรัสกร. (2561). พลวัตสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นลาหู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย. วารสารวิชาการ การออกแบบสภาพแวดล้อม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 5 (1). หน้า 45-59.
ศูนย์วิจัยข้าวแพร่ กลุ่มศูนย์วิจัยข้าวภาคเหนือตอนบน สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว กระทรงเกษตรและสหกรณ์. (2553). เทคโนโลยีการทำนาขั้นบันไดบนพื้นที่สูง. เชียงราย: เอ.พี.คอม, หน้า 3-4.
ศรินทิพย์ สถีรศิลปิน. (2529). คำลักษณนามในภาษาล่าหู่นะ (มูเซอดำ): การวิเคราะห์ตามแนวอรรถศาสตร์. วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศูนย์วิจัยชาวเขาเชียงใหม่ กรมประชาสงเคราะห์ กองสงเคราะห์ชาวเขา กระทรวงมหาดไทย. (2519). ความรู้เบื้องต้นและข้อกำหนดพฤติกรรมทางสังคมของชาวเขาเผ่ามูเซอ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สถานสงเคราะห์หญิงปากเกร็ด กรมประชาสงเคราะห์.
ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ. (2557). เย็บ ปัก ถัก ทอ เอกลักษณ์และศิลปะลวดลายผ้าชาวเขา. พระนครศรีอยุธยา: ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน).
สมัย สุทธิธรรม. (2542). สารคดีชีวิตของชนกลุ่มน้อยบนดอยสูง : มูเซอ. กรุงเทพฯ : เลิฟแอนด์ลิพเพรส.
สาริณีย์ ภาสยะวรรณ. (2553). โฮมสเตย์บ้านยะดู: การซื้อขายชีวิตประจำวัน บ้านของชาวลาหู่และการสร้างภาพตัวแทนทางชาติพันธุ์. สังคมศาสตร์: ตลาดกับชาติพันธุ์, 22 (2). หน้า 199-228.
สุนิดา อรรถอนุชิต และรอฮานิ เจะอาแซ. (2562). การดูแลสุขภาพเชิงพื้นบ้าน: กรณีศึกษาชนชาติพันธุ์ลาหู่แดงในจังหวัดเชียงราย, (30) 2. หน้า 155-164.
สุนิษา สุกิน. (2552). การเต้นจะคึของลาหูนะ (มูเซอดำ) กรณีศึกษาตำบลด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานาฏยศิลป์ไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
โสฬส ศิริไสย์. (2528). ที่มาของคำว่ามูเซอ. ภาษาและวัฒนธรรม, 5 (1). หน้า 95-101.
โสฬส ศิริไสย์, (2539). สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ ลาฮู. นครปฐม: สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล จัดพิมพ์เนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี.
องอาจ อินทนิเวศ. (2557). ภูมิปัญญาด้านดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ไทเขิน ไทลื้อ และลลาหู่ ในพื้นที่เทศบาลตำบลบ้านดู่ จังหวัดเชียงราย. วารสารวิจัยเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่, (6), (3). หน้า 107-122.
อธิตา สุนทโรทก. (2539). มูเซอดำมูเซอเหลือง การรักษาเอกลักษณ์และพรมแดนชาติพันธุ์. วิทยานิพนธ์ปริญญาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
อดิวัชร์ พนาพงศ์ไพศาล. (2561). ภูมิปัญญาทางด้านดนตรีกับการสืบทอดและการอนุรักษ์ของ 7 กลุ่มชาติพันธุ์ ชุมชนตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย. วารสารดนตรีรังสิต มหาวิทยาลัยรังสิต, 13 (2). หน้า 89-103.
อภิชาต ภัทรธรรม. (2552). มูเซอ. วารสารการจัดการป่าไม้, 3 (5). หน้า 127-142.
Yoishi Nishimoto. (2557). การปรากฏขึ้นบทเพลงลาหู่สมัยใหม่และการก่อตัวของอัตลักษณ์ลาหู่คริสต์: ดนตรีลาหู่ในฐานะทรัพยากรทางวัฒนธรรม. วารสารสังคมศาสตร์: บ้านนอก, (26) 2. หน้า 147-169.

เว็บไซต์
pinkprao. (2560).“ลาหู่-อาข่า-ไตใหญ่-ลัวะ-จีนยูนาน-อิ้วเมี่ยน” รวมอาหาร 6 ชนเผ่าที่เราไม่รู้. เข้าถึงเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563. จากเว็บไซต์
นิตยสารศิลปวัฒนธรรม (ออนไลน์). (2562). โบราณว่า “น้ำเต้า” หน้าตาเหมือน “มดลูก”. เข้าถึงเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 จากเว็บไซต์ https://www.silpa-mag.com/culture/article_20387
ประเพณีปีใหม่. ม.ป.ป. เข้าถึงเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2563. จากเว็บไซต์ https://sites.google.com/site/thiparom20215/freest...
ปฤษณา กองวงค์. (2561). อาหารชนเผ่า เสน่ห์แห่งขุนเขา: ข่าวสดหรรษา. เข้าถึงเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563. จากเว็บไซต์ https://www.khaosod.co.th/travel/news_1744699.
ผู้จัดการออนไลน์. (2562). เที่ยวเชียงรายชิลชิล เยี่ยมบ้านหมอผีม้ง-ลาหู่ พักผ่อนดูวิวภูเขางามที่ ลันเจี๊ยะ ลอดจ์. เข้าถึงเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563. จากเว็บไซต์ https://mgronline.com/travel/detail/9620000070043.
มูลนิธิกระจกเงา โครงการพิพิธภัณฑ์ชาวเขาออนไลน์. (2550). ชนเผ่าลาหู่-เครื่องดนตรี. เข้าถึงเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563. จากเว็บไซต์ http://www.openbase.in.th/node/1141
มูลนิธิกระจกเงา โครงการพิพิธภัณฑ์ชาวเขาออนไลน์. (2550). ชนเผ่าลาหู่: หมอพื้นบ้าน. เข้าถึงเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563. จากเว็บไซต์ http://www.openbase.in.th/node/1145.
มูลนิธิกระจกเงา. (2552). พิพิธภัณฑ์ชนเผ่า: ลาหู่. จากเว็บไซต์ http://lahu.hilltribe.org/thai/ lahu.
มูลนิธิโครงการหลวง. (ม.ป.ป.). ชาวเขากับการดูแลสุขภาพ. เข้าถึงเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563. จากเว็บไซต์ http://www.royalprojectthailand.com/node/1748
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). หกเผ่าชาวดอย. เข้าถึงเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2653 จากเว็บไซต์ http://www.maefahluang.org/?p=4442&lang=th
วรณัย พงศาชลากร. (2550).เขาะจาเลอ “ลาฮูนะ” พระเจ้า ผี พิธีกรรม หมู และการเต้นรำ. เข้าถึงเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 จากเว็บไซต์ http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai/2007/08/2...
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. (2552.). ฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย. จากเว็บไซต์ http://www3.sac.or.th/ethnic/content/information/lahu.html.
ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ. 2563. ชาวไทยภูเขาเผ่าลาหู่ (มูเซอ) และการสร้างสรรค์ผ้าปักลาหู่ (มูเซอ). เข้าถึงเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 จากเว็บไซต์ https://www.sacict.or.th/uploads/items/attachments/ca889fd9b844559dc1d47b4a52d5e40b/_0694d6a4cc96860333968f3aa9951e7e.pdf. หน้า 2.
สมาคมลาหู่ในประเทศไทย. (2562.). ความทั่วไป. เข้าถึงเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563. จากเว็บไซต์ http://www.lahu-th.com/Article/Detail/115892
หอจดหมายเหตุดนตรีล้านนาเจอรัลด์ ไดค์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านดนตรีและนาฏศิลป์ล้านนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่. (ม.ป.ป.). จ่าโบ (ชาวลาหู่). ค้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563. จากเว็บไซต์ http://www.music.cmru.ac.th/archive/?ms_artist=%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%9A-
ราชกิจจานุเบกษา “ประกาศนายทะเบียนสมาคมจังหวัดเชียงราย เรื่อง การจดทะเบียนจัดตั้งสมาคม” (2562, 17 ตุลาคม), ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 136 ตอนที่ 79 ง. หน้า 185-186.


งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ : ลาหู่