ลีซู

ชื่อเรียกตนเอง : ลีซู

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ลีซอ

ตระกูลภาษา : จีน-ธิเบต

ภาษาพูด : ลีซู

บทความฉบับเต็ม : ดาวน์โหลด

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 17 มิ.ย. 2566

822

“ลีซู” (Lisu) เป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง แปลว่า คนป่า นอกจากนี้ยังหมายถึง จารีตประเพณี แปลโดยรวมแล้วหมายถึง กลุ่มคนที่มีประเพณีวัฒนธรรมของตนเอง บุคคลอื่นจะเรียกชื่อชาวลีซูแตกต่างออกไปตามพื้นที่อาศัย เช่น ในประเทศจีนจะเรียกว่า Liso, Lisaw, Lis-hsaw หรือ Li-shaw สำหรับชาวลีซูที่อาศัยอยู่ทางตอนบนของแม่น้ำสาละวิน จะเรียกว่า Lu-tzu แปลว่า ผู้ชายสาละวิน หรือ Yeh-jen แปลว่า คนป่า ชาวคะฉิ่นจะเรียกว่า “ยอยิน” (Yawyin), Yaw-yen, และ Yaoyen ส่วนกลุ่มคนที่พูดภาษาไตและคนที่อาศัยอยู่เหนือของประเทศไทยเรียกชื่อชาติพันธุ์ลีซูตามคนจีน คือ Lisaw, หรือ Li-shaw

เดิมชาวลีซูอาศัยอยู่ในมณฑลยูนนาน ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน มีการย้ายถิ่นฐานบ่อยครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงจากกลุ่มผู้มีอำนาจ ข้อมูลประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า ต้นกำเนิดของชาวลีซูน่าจะมาจากเทือกเขาหิมาลัยทางทิศตะวันออกของธิเบต และกระจายออกไปทางทิศตะวันออกของชายแดนยูนนาน-เสฉวน อพยพไปจนถึงเมืองติงโฉ่ว ทางตอนเหนือของคุนหมิง จนถึงเมืองมิตจีนา ของรัฐคะฉิ่น ประเทศพม่า จากนั้นได้มีการอพยพลงมาทางตอนใต้สู่จังหวัดเชียงใหม่ ในพื้นที่อำเภอเชียงดาวและอำเภอแม่แตง และจังหวัดเชียงราย เส้นทางการอพยพเข้ามาในประเทศไทยมีข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นความหลากหลายของเส้นทางการอพยพเส้นทางแรก ลีซูอพยพเข้ามาในอำเภอฝาง ประมาณ พ.ศ.2488 เส้นทางที่สอง ระบุว่า ชาวลีซูอพยพเข้ามาในประเทศไทย ประมาณ พ.ศ. 2464 นำโดยสี่ครอบครัวแรกซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งหรือผู้ค้นพบหมู่บ้านดอยช้าง อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ปัจจุบัน กลุ่มชาติพันธุ์ลีซูกระจายตัวในประเทศไทย โดยอาศัยอยู่หนาแน่นในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน และบางส่วนกระจายตัวอยู่ในจังหวัดพะเยา ตาก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ และสุโขทัย นอกจากนี้ปัจจุบันชาติพันธุ์ลีซูมีประชากรทั้งหมดประมาณหนึ่งล้านกว่าคน อาศัยกระจายอยู่ตามประเทศต่างๆ ในเอเชียอาคเนย์ โดยอาศัยในประเทศจีนมากที่สุด รองลงมาเป็นประเทศพม่า ประเทศไทย และประเทศอินเดียตามลำดับ

ลีซู ถือว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่มีอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่โดดเด่นโดยเฉพาะการสร้างความบันเทิงและความร่าเริงที่แสดงออกมาในการเต้นรำแบบดั้งเดิมในเทศกาลปีใหม่ รวมถึงการร้องเพลงโต้ตอบที่มีลักษณะเฉพาะ การร้องเพลงลักษณะนี้เป็นการร้องเพลงที่ผู้ชายและผู้หญิงจะต้องมีความสามารถในการแต่งเพลงและโต้ตอบในสถานการณ์ต่างๆ บทเพลงสำหรับร้องเพลงโต้ตอบไม่ได้มีเนื้อหาที่ตายตัว แต่จะขึ้นอยู่กับว่าคู่ที่โต้ตอบด้วยนั้นจะส่งให้กันอย่างไร อาจเรียกว่าเป็นการโต้วาทีด้วยการร้องเพลง นอกจากนี้ ชาวลีซูยังมีอัตลักษณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจและความรับรู้ถึงการมีความสัมพันธ์เชิงเครือญาติผ่านระบบการเรียกชื่อและการสืบเชื้อสายเครือญาติ

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : ลีซู

ลีซู แปลว่า “ผู้เรียนรู้” คำว่า “ลี” ในภาษาลีซูมีความหมายว่า “เรียน” ส่วนคำว่า “ซู” คือ คนหรือผู้คน ชื่อเรียกดังกล่าวเป็นทั้งชื่อเรียกที่ชาวลีซูใช้เรียกตนเอง (ดิเรก พญาวงศ์, 2563) และเป็นชื่อเรียกที่ประเทศอื่น ๆ ที่มีชาวลีซูอาศัยอยู่ก็ใช้ชื่อดังกล่าวเพื่อสะท้อนตัวตนของชาวลีซูด้วย

ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ได้ให้ความหมายว่า ลีซู (Lisu) หมายถึง คนป่า นอกจากนี้ยังมีความหมายอื่นๆ (Bradley, 2006: xvi) เช่น “ลี” มาจาก “อิ๊หลี่” หมายถึง จารีตประเพณี และ “ซู” มาจากคำว่า คน กรมประชาสงเคราะห์จึงตีความว่า ลีซู อาจหมายถึง กลุ่มคนที่มีขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมและมีความภาคภูมิใจในตนเอง เป็นที่น่าสนใจว่า คำศัพท์เก่าของพม่าและชาวจินปอ (Jinghpaw) ซึ่งเรียกชาติพันธุ์ลีซูว่า “ยอยิน” (Yawyin) เป็นคำที่กลายมาจากภาษาจีน คือคำว่า Yeren ซึ่งหมายถึง คนป่า (Bradley, 2006: 16)

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ลีซอ

ลีซอ (Lishaw/Li-saw) เป็นชื่อที่คนจีนในอดีตใช้เรียกคนลีซู (Scott, 1911: 95 อ้างใน Howard, 2005: 83) โดยหลังจากมีการปฏิวัติการปกครองในปี 1949 ที่นำไปสู่การสำรวจชนชาติต่าง ๆ คำดังกล่าวได้เริ่มสูญหายไป และถูกแทนที่ด้วยชื่อ “ลีซู” อย่างไรก็ตาม ในบริบทประเทศไทย คำว่า ลีซอ ปรากฏอยู่ในงานเขียนของทางการไทยมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา แม้แต่งานศึกษาวิจัยและงานวิชาการส่วนหนึ่งยังคงใช้คำดังกล่าว ทั้งนี้ ในทัศนะของคนลีซูแล้ว พวกเขารู้สึกว่าคำเรียกดังกล่าวเป็น “คำแสลง” ที่มีนัยยะของการดูถูก (ดิเรก พญาวงศ์, 2563)

ภาษา

ตระกูลภาษา : จีน-ธิเบต

ตระกูลภาษาย่อย : ทิเบต-พม่า

นักภาษาศาสตร์จัดให้พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่พูดภาษาในกลุ่มภาษาตระกูลจีน-ทิเบต (Sino-Tibetan) สาขาทิเบต-พม่า สาขาย่อยในกลุ่มพม่า-โลโล สาขาภาษาโลโลเหนือ (Howard, 2005: 84)

ภาษาพูด : ลีซู

ชาวลีซูมีภาษาพูดที่มีอัตลักษณ์ และมีความแตกต่างในภาษาถิ่น คือ ถิ่นเหนือ ถิ่นใต้ ถิ่นกลาง และถิ่นตะวันออก ชาวลีซูที่อาศัยอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ทิศเหนือสุดของประเทศพม่า และทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย พูดภาษาถิ่นเหนือ ชาวลีซูที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือของมณฑลยูนนานและมณฑลเสฉวนประเทศจีน พูดภาษาถิ่นตะวันออก ชาวลีซูที่อาศัยอยู่ในทิศตะวันตกของมณฑลยูนนานและตะวันออกของประเทศพม่า พูดภาษาถิ่นกลาง ส่วนชาวลีซูที่อาศัยอยู่ในเมืองโม่โกะ ประเทศพม่า และชาวลีซูที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย พูดภาษาถิ่นใต้ บางครั้งเรียกว่า ภาษาจีน-ลีซู โดยกลุ่มคนที่พูดภาษาถิ่นใต้เหล่านี้ได้แต่งงานกับชาวฮั่น ดังนั้น ชาวลีซูเหล่านี้จึงสื่อสารด้วยภาษาที่ส่วนใหญ่เป็นคำที่ยืมมาจากภาษาจีน

ในทางภาษาศาสตร์ได้จัดกลุ่มภาษาถิ่นตะวันออกเป็นกลุ่มภาษาที่เข้าใจยากกว่าภาษาถิ่นอื่น ๆ โดยกลุ่มภาษาถิ่นที่มีผู้พูดมากที่สุดเป็นภาษาถิ่นกลาง ร้อยละ 45 รองลงมาเป็นภาษาถิ่นเหนือ มีผู้พูดร้อยละ 35 ภาษาถิ่นใต้ มีผู้พูดร้อยละ 15 และภาษาถิ่นตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้พูด ร้อยละ 5 (Bradley, 2006: 15)

ภาษาลีซู มีตัวอักษรสำหรับการใช้เขียนเรียกว่า ภาษาเฟรสเซอร์ โด ในปี ค.ศ. 1914 (พ.ศ. 2457) ได้มีคณะผู้แทนศาสนาคริสต์ได้คิดค้นภาษาเขียนขึ้นมาระหว่างเทศกาลคริสตมาสที่เมืองมิตจีน่า รัฐคะฉิ่น ประเทศพม่า คณะผู้แทนศาสนาดังกล่าวประกอบไปด้วย James O. Fraser, Sara Ba Thaw (Sara เป็นคำของกะเหรี่ยง มีความหมายว่า ครู หรือบาทหลวง) และ J. G. Geis ต่อมา ในปี ค.ศ. 1915 ทั้ง Fraser และ Ba Thaw ได้พยายามปรับปรุงและแก้ไขอีกครั้งที่เมืองเต็งชง (Tengchong) ประเทศจีน หลังจากนั้นเป็นต้นมา ภาษาเฟรสเซอร์ โด หรือบางครั้งเรียกว่า ภาษาเขียนเฟรสเซอร์ (Fraser script) ก็ได้รับความนิยมมากขึ้น ในส่วนของรูปแบบตัวพิมพ์ (font) ที่ได้รับความนิยมกันในปัจจุบันและสามารถดาวน์โหลดในเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งที่ David Morse เป็นคนประดิษฐ์ขึ้นมา (Bradley, 2008: 7)

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 เป็นต้นมา ได้มีชาวลีซูเหนือและลีซูกลางอพยพเข้ามาที่ประเทศไทย ภาษาเขียนที่ถูกประดิษฐ์โดยกลุ่มมิชชันนารีที่ทำงานกับเพื่อนร่วมงานชาวลีซูซึ่งเรียกว่า “ภาษาคัมภีร์” หรือเรียกอีกอย่างว่า “ภาษาหนังสือ” จึงได้ใช้กันอย่างแพร่หลาย (Bradley and Kane, 1981:23, Lewis, P. and E, 1984: 242, Bradley 2017)

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง หรือชนชาวเขา

ปัจจุบัน ชาติพันธุ์ลีซูหรือผู้คนที่นิยามตนเองว่าลีซู มีประชากรประมาณหนึ่งล้านกว่าคน กระจายอยู่ตามประเทศต่างๆ ในเอเชียอาคเนย์ เช่น ประเทศจีน มีประชากรลีซู ประมาณ 800,000 คน ประเทศพม่า มีประชากรลีซูประมาณ 500,000 คน ประเทศไทย มีประชากรลีซูประมาณ 35,622 คน และประเทศอินเดีย มีประชากรลีซูประมาณ 4,000 คน(กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, 2560)

ในประเทศไทยการกระจายตัวของชาติพันธุ์ลีซู ส่วนใหญ่ อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ประมาณร้อยละ 47 ในจังหวัดเชียงราย ร้อยละ 23 ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ร้อยละ 19 และกระจายอยู่ทั่วจังหวัดพะเยา ตาก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ และสุโขทัยร้อยละ 11 (Lewis, P. and E. 1984:242)

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

อะมีมะ แซ่จู นักวิจัยอิสระ

เอกสารอ้างอิง :

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (2560) รายงานวิจัยการศึกษาเปรียบเทียบการพัฒนาบนพื้นที่สูงในอดีตและปัจจุบัน The Comparative Study of the Development on the Highland: Past and Present. เอกสารเล่มที่ ๑/๒๕๖๐ สำนักส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ ๑๐ จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

โครงการพัฒนาสื่อภูมิปัญญาชนเผ่าลีซู เครือข่ายผู้รู้ 6 เผ่า. (2545). องค์ความรู้พื้นบ้านเกี่ยวกับแม่และเด็กของชนเผ่าลีซู. พิมพลักษณ์. เชียงใหม่

ประสิทธิ์ ลีปรีชา ขวัญชีวัน บัวแดง และ ปนัดดา บุณยสาระนัย. (2552) วิถีชีวิตชาติพันธุ์ในเมือง. เชียงใหม่:สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

องอาจ อินทนิเวศ. (2556). ดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ลีซู. พิมพลักษณ์. เชียงราย.

อะซามะ ฉินหมี. (2548). ความซับซ้อนและความลื่นไหลของอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ผ่านชีวิตของผู้หญิงลีซูคนหนึ่ง. วิทยานิพนธ์ศิลปศาตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

อะมีมะ แซ่จู. (2557). กระบวนการกลายเป็นสินค้าของหัตถกรรมฝีมือชาติพันธุ์ลีซู. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาวิชาชาติพันธุ์สัมพันธ์และการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

โอโตเม ไกลน์ ฮัทธีซิง. (2560). สุนัขตกอับ กิตติศัพท์ของช้าง: บ่อเกิดความไม่เสมอภาคทางเพศของชนเผ่าลีซูประเทศไทย. แปลจาก The waning of dog and elephant repute : emerging sexual inequality among the Lisu of northern Thailand. ทวิช จตุวรพฤกษ์ (แปล). เชียงใหม่: ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

Bradley, David and Daniel Kane. (1981) "Lisu Orthographies." 7: 23-38, Working Papers in Linguistics. University of Melbourne.

Bradley, David and Maya Bradley. (1999). “Standardisation of Transnational Minority Languages in Asia: Lisu and Lahu”. (2020). Bulletin suisse de linguislique appliyuee, 69/1, (pp.75-93). Retrieved August 12, 2020 from https://doc.rero.ch/record/20678/files/Bradley_et_Bradley_75-93.pdf.

Bradley, David, David Ngwaza and Byabe Loto. (2008). Lisu New Year Song. Chiang Mai, Actsco Publishing.

Bradley, David, et al. (2006). Southern Lisu Dictionary. STEDT Monograph Series, No. 4.

Bradley, David. (2017). Lisu, In Graham Thurgood & Randy J. LaPolla (eds.), The Sino-Tibetan Languages, second edition, p.902-917. London: Routledge.

Dessaint, A. Y. (1989). Minorities of S.W. China, New Haven: H.R.A.F Press, see Chart p. 9.

Durrenberger, E. Paul. (1983). “The Economy of Sufficiency” in John McKinnon and Wanat Bhruksasri (eds.). Highlanders of Thailand (pp. 87-98) Kuala Lumpur: Oxford University Press.

Geddes, W.R. (1976). Migrant of the Mountain: The Cultural Ecology of the Blue Miao (Hmong Njua) of Thailand. London: Oxford University Press.

Gillogly, A. Kathleen. (2006). Transformations of Lisu Social Structure under Opium Control and Watershed Conservation in Northern Thailand. Ph.D. dissertation (Anthropology), University of Michigan.

Howard, Michael C. (2005). Textiles of the Highland People Volume II. Bangkok: White Lotus.

https://drive.google.com/file/d/0Bwl1NSseUsxYbWV5VWtOTkZIeEU/view 15 พฤษภาคม 2561.

Hutheesing, Otome Klein. (1990). Emerging Sexual Inequality among the Lisu of Northern Thailand. Leiden: E. J. Brill.

Leach, Edmund. (1965 [1954]). Political Systems of Highland Burma: A Study of Kachin Social Structure. Boston: Beacon Press.

Lebar, Frank M.Tibeto-Burman: Eastern Upland Groups. (pp. 27-30) n.d.

LeBar, Frank M. et al. (1964). Ethnic Groups of Mainland Southeast. New Haven: Human RelationsArea Files Press.

Lewis, Paul and Elaine Lewis. (1984). Peoples of the Golden Triangle: Six Tribes in Thailand. London: Thames and Hudson.

Liao Pin. (1989). Life among the Minority Nationalities of Northwest Yunnan. Beijing: Foreign Language Press.

Mazard, Mireille Miro. (2012). “The Art of (Not) Looking Back: Reconsidering Lisu Migrations and ‘Zomia’ in Jan Lucassen & Leo Lucassen (eds.), Globalizing Migration History: The Eurasian experience (16th-21st centuries), Boston & Leiden: Brill.

Rashid, Mohd Razha and Pauline H. Walker. (1975).“The Lisu People: An Introduction”. in Anthony R. Walker (ed.) Farmers in the Hills: Upland Peoples of North Thailand (pp. 157-164). Penerbit Universiti Sains Malaysia for the School of Comparative Social Sciences.

Renard, Ronald D. (2005). Opium Reduction in Thailand 1970-2000: A Thirty-Year Journey. UNDCP. Bangkok: O.S. Printing House.

Wanjiao, Yu. (2020). A Chinese PhD. student at Social Sciences Faculty, Chiang Mai University, Personal interview on August 20, 2020.

Zack, Michele. (2017). The Lisu: Far from the Ruler. Boulder: University Press of Colorado.

สัมภาษณ์ :

อะหวู่มะ แซ่จู, บ้านดอยล้าน ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย, วันที่ 12 พฤษภาคม 2561,ผู้สัมภาษณ์ อะมีมะ แซ่จู

อะเลมะ แซ่จู, บ้านห้วยส้านลีซู ตำบลห้วยชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย, วันที่ 4 มิถุนายน 2561, ผู้สัมภาษณ์ อะมีมะ แซ่จู

อะซามะ แมวป่า, บ้านห้วยส้านลีซู ตำบลห้วยชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย, วันที่ 4 มิถุนายน 2561, ผู้สัมภาษณ์ อะมีมะ แซ่จู

อะตาผะ สินลี้, บ้านศรีดงเย็น อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่, วันที่ 9 มิถุนายน 2561, ผู้สัมภาษณ์ อะมีมะ แซ่จู

ดิเรก พญาวงศ์. ผู้อาวุโสชาวลีซู สัมภาษณ์วันที่ 9 สิงหาคม ณ สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมชาวไทยภูเขาในประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในงานมหกรรมชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ประจำปี 2563.

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ : ลีซู