แสก

ชื่อเรียกตนเอง : แสก, แทรก(ถะ-แหรก)

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ไทยแสก, ไทแสก

ตระกูลภาษา : ไท

ภาษาพูด : ลาว, ภาษาไทย, ไทอีสาน, แสก

ภาษาเขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 17 มิ.ย. 2566

669

“แสก” หรือ “แทรก (ถะ-แหรก)” เป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกแทนตนเอง คนอื่นจะเรียกว่า “ไทแสก” หรือ “แสก” ชาติพันธุ์แสกจัดอยู่ในตระกูลพูดภาษาไท-กะได (Tai-Kadai Language Family)อาศัยอยู่กระจัดกระจายหนาแน่นในพื้นที่จังหวัดนครพนมโดยเฉพาะที่บ้านไผ่ล้อม บ้านอาจสามารถ ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม และที่บ้านดอนสมอ ตำบลท่าบ่อสงคราม อำเภอศรีสงคราม บ้านบะหว้า ตำบลบะหว้า ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า รวมทั้งที่บ้านโพธิ์คำ แขวงคําม่วน เมืองท่าแขก ประเทศลาว สำหรับชุมชนบ้านอาจสามารถ ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม อาจกล่าวได้ว่าเป็นชุมชนแสกขนาดใหญ่อันดับต้นๆของประเทศไทย โดยตั้งเรียงรายอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง กำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 3 โดยได้โปรดเกล้าฯยกฐานะกองอาทมาตที่ทำหน้าที่คอยลาดตระเวนชายแดนซึ่งอยู่ที่บ้านหายโศกขึ้นเป็นเมืองอาทมาตในปี พ.ศ. 2381โดยให้หัวหน้ากองอาทมาตเป็นเจ้าเมืองปกครอง ก่อนจะลดระดับและเปลี่ยนชื่อเป็นตำบลอาษามารถ (อาจสามารถ) ตั้งแต่ พ.ศ. 2450 เป็นต้นมา สำหรับพัฒนาการของบ้านอาจสามารถนั้น ได้ดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของบริบททั้งระดับประเทศและระดับภูมิภาคมาตามลำดับ ตั้งแต่ช่วงสงครามอินโดจีน สงครามเย็น สงครามเวียดนามและการความขัดแย้งของอุดมการณ์ทางการเมือง การแพร่กระจายของภัยคอมมิวนิสม์ ประกอบกับการเป็นชุมชนชายแดนไทย-ลาว จากนั้นภายหลังยังได้รับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาของรัฐผ่านกระบวนการสร้างความทันสมัยและพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนแสกบ้านอาจสามารถในมิติต่างๆ ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษได้ประกาศเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2558 ได้ประกาศให้พื้นที่บ้านอาจสามารถเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษจังหวัดนครพนมดังกล่าวด้วย

กลุ่มชาติพันธุ์แสกขนาดใหญ่ มีมรดกทางวัฒนธรรมซึ่งได้รับการธำรงรักษาไว้อย่างเหนียวแน่นและตกผลึกเป็นอัตลักษณ์ของความเป็นแสก อาทิ ภาษาแสก การละเล่นแสกเต้นสาก วัฒนธรรมอาหารแบบดั้งเดิมที่ประยุกต์กับยุคสมัยใหม่ หรือประเพณีกินเตดเดนหรือวันตรุษแสก ซึ่งจัดขึ้นทุกปีเพื่อบวงสรวงผีบรรพบุรุษหรือ “โองมู้” โดยในงานจัดให้มีการเต้นสากด้วย นอกจากนี้ในช่วงวันนั้นยังกำหนดให้เป็น “งานประเพณีวันรวมใจไทแสก” ด้วย โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบลอาจสามารถ ซึ่งแต่ละคุ้มซอยจำนวนสิบซอยจะร่วมกันออกร้าน จัดนิทรรศการแสดงวิถีชีวิตของชาวไทแสกในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งมีมโหรสพสมโภชทั้งวันทั้งคืนด้วยปัจจุบันสภาวัฒนธรรมจังหวัดได้ประกาศจัดตั้งให้บ้านอาจสามารถเป็นหมู่บ้านวัฒนธรรมชนเผ่า ชุนชนแสกบ้านอาจสามารถจึงได้มีการรื้อฟื้นและอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทแสก ควบคู่ไปกับการปรับตัวต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการท่องเที่ยวของชุมชนและจังหวัดนครพนม

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : แสก, แทรก(ถะ-แหรก)

แสก (Saek) จะออกเสียงชื่อเรียกกลุ่มตัวเองว่า “แทรก” (ถะ - แหรก) อันหมายถึง สว่าง แจ้ง กลางวัน ผู้ว่าง ผู้เจริญ (สมชาย นิลอาธิ อ้างถึงใน ชลธี คำเกษ, 2553)อย่างไรก็ตามคำเรียกชื่อตนเองของชาวแสกนั้นไม่ปรากฎที่มาและความหมายที่ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร แต่มีนักวิชาการหลายคนได้สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดการจากการออกเสียงเพี้ยนไปจากเดิม คือ แทนที่จะเรียก “แทรก” หรือ “แซก” แต่ออกเสียงเรียกเพี้ยนหรือสำเนียงที่แปร่งทำให้กลายเป็นคำว่า “แสก” ดังนั้น การเรียกชาวแสกส่วนใหญ่จึงเรียกด้วยคำว่า “แสก”

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ไทยแสก, ไทแสก

ไทแสก(Tai Seak), ในการใช้คำเรียกชาวแสกนั้น ยังพบว่า มีการนำคำว่า “ไท” เข้าไปเป็นคำเรียกนำหน้าชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ด้วย เกิดเป็นคำเรียกว่า “ไทแสก” ซึ่งคำว่า “ไท” นี้ มีความหมายว่า อิสระ หรือ เสรี แต่ความหมายดั้งเดิมของคำว่า “ไท” มีความหมายถึง “คน” (จิตร ภูมิศักดิ์, 2524) และคำว่า “ไท” ยังหมายถึง “กลุ่ม (คน)/ พวก” โดยเฉพาะในบริเวณที่มีหลายกลุ่มชนอาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกันจะมีการใช้คำว่า “ไท” นำหน้า (ไท + ชื่อกลุ่มชน) คำว่าไทแสกนี้มีการกล่าวถึงหรือใช้เรียกในงานศึกษาอยู่บ่อยครั้ง อาทิ งานศึกษาของ สมศักดิ์ ศรีสันติสุข และ ปรีชา ชัยปัญหา (2538) หรืองานศึกษาของ นพดล ตั้งสกุล (2554)

ไทยแสก (Thai Saek) การสะกดคำว่า ไทแสก โดยมี “ย” ตามด้วยนั้น แสดงนัยยะถึงความเป็นคนไทย เป็นสมาชิกของประเทศไทย ไม่ได้เป็นอื่น

ภาษา

ตระกูลภาษา : ไท

Gedney (1970) ได้ศึกษาภาษาแสกในจังหวัดนครพนมในช่วงปี ค.ศ. 1965-1969 โดยได้ทบทวนเพดานความรู้เกี่ยวแสกไว้ในระดับหนึ่งความว่า F.K.Li ได้เคยเสนอการแบ่งกลุ่มภาษาไทออกเป็นสามสาขาโดยใช้ศัพท์และวิวัฒนาการของเสียงบางเสียงเป็นมาตรฐานในการแบ่งดังนี้ หนึ่ง ภาษาไทสาขาเหนือ ประกอบด้วยภาษาไทถิ่นที่อยู่ทางใต้ของจีน เช่น กวางสีตะวันตก และยูนนานตะวันออก สอง ภาษาไทสาขากลางปรากฏอยู่ในเวียดนามเหนือบริเวณพรมแดนติดต่อกันประเทศจีน เช่น พวกกลุ่มไตยาว โท นุง และสาม ภาษาไทสาขาใต้ ประกอบด้วยภาษาไต/ไทที่อยู่บริเวณเวียดนามเหนือ เช่น พวกไทดำ ไทขาว ไทแดง พวกลื้อในสิบสองปันนาตอนใต้ของจีน รวมทั้งในประเทศไทยและลาว อีกทั้งพวกที่อยู่ในรัฐฉานของพม่า พวกไทอาหมในอัสสัมของอินเดีย ทั้งนี้ Handricourt ซึ่งได้ศึกษาแสกแถบท่าแขก แขวงคำม่วน โดยได้เสนอว่าภาษาแสกควรจัดอยู่ในภาษาไต/ไทสาขาเหนือ อนึ่ง Gedney (1970:3-4) ยังสรุปว่าความรู้เกี่ยวกับแสกในระยะแรกเกิดจากการผลิตซ้ำผลงานของ Seidenfaden (1930) ที่เสนอว่าภาษาแสกอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษามอญ-เขมร หากแต่คนแสกเองกลับมองว่าภาษาแสกเองอยู่ในกลุ่มภาษาไท-ลาว ไม่มีคำใดที่เป็นภาษามอญ-เขมร ยกเว้นแต่ภาษาไท-ลาวที่หยิบยืมมาจากเขมรก่อนหน้านั้น อาจเป็นไปได้ว่าข้อสรุปของ Seidenfaden อาจมาจากการสังเกตเอาเองจากคำที่ออกเสียง บล-, พร-, พล-, มล- เป็นต้น อีกทั้งในจังหวัดนครพนมยังมีกลุ่มโส้ที่จัดอยู่อยู่ในกลุ่มตระกุลภาษามอญ-เขมร จึงอาจทำให้สรุปดังกล่าว อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาของ Haudricourt ซึ่งได้วิเคราะห์ข้อมูลของนักวิชาการฝรั่งเศสก่อนหน้าและจากข้อมูลที่เขาเองได้ศึกษาภาษาแสกที่เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สปป.ลาว จึงได้สรุปว่าภาษาแสกเป็นภาษาไต/ไทสาขาเหนือ ซึ่งแพร่หลายแถบตอนใต้ของจีน โดยเฉพาะบริเวณกวางสีตะวันตกและยูนนานตะวันออก

ภาษาพูด : ลาว, ภาษาไทย, ไทอีสาน, แสก

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ

การตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวประชากร :

จังหวัด
อำเภอ
ตำบล

จากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลพบว่าชาวแสกอยู่ในกลุ่มตระกูลพูดภาษาไท-กะได คาดว่ามีถิ่นฐานเดิมอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับประเทศเวียดนามอีกทั้งภาษาแสกมีลักษณะคล้ายกับภาษาเวียดนาม กลุ่มชาติพันธุ์แสกที่อพยพมาจากเมืองแสกหรือเมืองฮาวิรอง และบางส่วนยังอยู่กระจัดกระจายแถบเมืองวิงห์ และเมืองเว้ ประเทศเวียดนาม ก่อนจะย้ายมาที่เมืองทอก บ้านท่าแค (ปัจจุบันคือบ้านโพธิ์ค้ำ เมืองท่าแขก แขวงคําม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) โดยมีท้าวกายซุ และท้าวกายชาเป็นหัวหน้าในการอพยพ จากนั้นจึงเดินทางย้ายข้ามฝั่งโขงมาตั้งอยู่ที่บ้านโคกยาว (ปัจจุบันคือบ้านไผ่ล้อม ตําบลอาจสามารถ อําเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม) เงื่อนไขการอพยพทั้งการย้ายถิ่นฐานเพื่อหาที่ตั้งที่มีความอุดมสมบูรณ์และการอพยพจากการถูกรุกรานโดยคนเวียดนามหรือญวณที่ต้องการเข้าไปปกครองชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บริเวณโดยรอบจากนั้นจึงอพยพมายังฝั่งขวาของแม่น้ำโขง คือ จังหวัดนครพนมและตั้งถิ่นฐานอยู่โดยรอบบริเวณนี้

ต่อมาระหว่างนั้นได้เกิดเหตุการณ์สงครามเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันท์กับกรุงเทพฯระหว่างพ.ศ. 2369-2371 จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพหน้ายกทัพไปปราบและท้ายสุดได้มาตั้งทัพอยู่ที่เมืองนครพนม ส่วนพระบรมราชา (มัง) เจ้าเมืองนครพนมเวลานั้นได้หลบหนีไปกับเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์และไปตั้งมั่นอยู่ที่เมืองมหาชัยก่องแก้วก่อนจะหนีเข้าเขตเมืองญวน กองทัพสยามได้ติดตามกวาดล้างไปถึงแดนญวน การศึกครั้งนั้นทำให้ชุมชนบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงระส่ำระส่าย ดังนั้น กรุงเทพฯจึงได้มีนโยบายให้ปราบปรามและเกลี้ยกล่อมบรรดาหัวเมืองฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้กลับคืนมาสวามิภักดิ์ต่อกรุงสยามเหมือนเช่นเดิม โดยให้กวาดต้อนมาตั้งถิ่นฐานที่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงแทน (ศิริวรรณ ซ้ายกลาง, 2550:5)

ในพ.ศ. 2377 พระยามหาอำมาตย์ (ป้อม อมาตยกุล) แม่ทัพได้ยกกำลังขึ้นมาตั้งอยู่ที่เมืองนครพนมพร้อมด้วยกองทัพเมืองเขมราฐ เมืองยโสธร เมืองร้อยเอ็ดและเมืองสุวรรณภูมิเพื่อคอยระแวดระวังป้องกันกองทัพเจ้าอนุวงศ์ และต่อมาได้ยกกองทัพข้ามโขงออกไปกวาดต้อนผู้คนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (ส.ป.ป. ลาว ในปัจจุบัน) ในแถบเมืองวัง เมืองพิน เมืองนอง เมืองคำเกิด เมืองคำม่วน เมืองแสก เมืองเชียงฮ่ม เมืองผาบัง ฯลฯ ซึ่งเป็นกลุ่มชนชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น ผู้ไท ข่า กะโซ่ กะเลิง ญ้อ รวมทั้งแสกด้วย ให้มาตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง (เติม วิภาคย์พจนกิจ. 2542: 194-196)ซึ่งระหว่างนั้นในกรณีเมืองนครพนมหลังจากที่พระบรมราชา (มัง) เจ้าเมืองนครพนมคนเดิมได้หลบหนีไปกับเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์แล้ว พระยามหาอำมาตย์ (ป้อม อมาตยกุล) พิจารณาเห็นว่าพระสุนทรราชวงศา (ฝ้ายหรือฝ่าย) เจ้าเมืองยโสธรมีความดีความชอบในราชการสงครามปราบปรามเจ้าอนุวงศ์มาก จึงเห็นควรมอบให้พระสุนทรราชวงศาเจ้าเมืองยโสธรมีอำนาจสิทธิขาดว่าราชการทั้งสองเมือง คือ เมืองนครพนมและเมืองยโสธรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2373

โดยระหว่างที่ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองนครพนมนั้น พระสุนทรราชวงศา (ฝ้ายหรือฝ่าย) ได้สร้างผลงานสำคัญ คือ ยกกองทัพออกไปกวาดต้อนผู้คนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้มาตั้งขึ้นเป็นเมืองต่างๆในท้องที่เมืองนครพนม เมืองสกลนคร เมืองมุกดาหารและเมืองกาฬสินธุ์ ซึ่งในกรณีชาวแสกที่เดิมอพยพมาจากเมืองแสก (อยู่ห่างจากชายแดนเวียดนามประมาณ 20 กม. ปัจจุบันเป็นเมืองร้าง) และมาตั้งอยู่ที่บ้านโคกยาวติดกับบ้านนาลาดควายจำนวน 1,170 คนเมื่อปี พศ. 2381 ก่อนจะแยกครัวมาตั้งที่บ้านถิ่นโจกหรือบ้านหายโศกและเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้ตั้งขึ้นเป็นกองอาทมาตคอยลาดตระเวนสอดแนมข่าวศึกตามชายแดนนั้น

ต่อมาในปีพ.ศ. 2487 พระสุนทรราชวงศา (ฝ้ายหรือฝ่าย)จึงขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ ยกฐานะกองอาทมาตบ้านหายโศกเป็นเมืองอาทมาตขึ้นต่อเมืองนครพนม และให้ฆานบุดดีหัวหน้ากองเป็นหลวงเอกอาสา (ท้าวเชียงจัน) เจ้าเมืองอาทมาตคนแรก (เอกสารจดหมายเหตุ ร.3 จศ.1191 เลขที่ 3 อ้างใน ศิริวรรณ ซ้ายกลาง, 2550: 5) อนึ่ง หลังจากยกฐานะขึ้นเป็นเมืองแล้วชาวแสกบางส่วนได้แบ่งครัวเรือนแยกย้ายออกไปตั้งบ้านเรือนและแสวงหาแหล่งทำกินในต่างถิ่นอีกหลายชุมชน เช่น บ้านไผ่ล้อม (ตำบลอาจสามารถ) บ้านดงสมอ (อำเภอศรีสงคราม) บ้านบะหว้า (อำเภอนาหว้า) ในพื้นที่จังหวัดนครพนม และที่บ้านโพธิ์คำ (แขวงคำม่วน ประเทศลาว) เป็นต้น

ชาวแสกในปัจจุบัน จึงมีถิ่นฐานกระจายออกเป็นสี่กลุ่มหลัก ได้แก่ แสกที่อยู่ในเขตประเทศเวียดนาม แสกที่อพยพเข้าไปในประเทศจีน (เขตจ้วงเหนือ-ใต้ในมณฑลกวางซีหรือกวางสี) แสกที่อยู่ในประเทศลาว (แถบหัวพันและบอลิคำไซ) และกลุ่มชาวแสกที่อพยพเข้ามาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตจังหวัดนครพนม (บ้านอาจสามารถ หมู่ 5 หมู่ 6 บ้านไผ่ล้อม หมู่ 4 หมู่ 10 บ้านบะหว้า หมู่ 5 หมู่ 7 และบ้านดอยสมอ หมู่ 1 หมู่ 7) (ชลธี คำเกษ, 2553)

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม

เอกสารอ้างอิง :

ชลธี คำเกษ. (2553). คุณลักษณะทางสถาปัตยกรรมในเรือนพื้นถิ่นชาวแสก กรณีศึกษาบ้านอาจสามารถ ต.อาจสามารถ อ.เมือง จ.นครพนม. วิทยานิพนธ์สถาปัตยกรรมภายในมหาบัณฑิต คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.กรุงเทพฯ.

พณิฐา ยงพิทยาพงศ์ วีระศักดิ์ จุลดาลัย และภาวดี พันธรักษ์. (2548). การศึกษาเอกลักษณ์ชนเผ่าไทยแสกแถบลุ่มแม่น้ำโขง เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนพื่อการท่องเที่ยว กรณีศึกษาบ้านอาจสามารถ ต.อาจสามารถ อ.เมือง จ.นครพนม. นครพนม : มหาวิทยาลัยราชภัฎนครพนม.

ศิริวรรณ ซ้ายกลาง. (2550). หมู่บ้านวัฒนธรรมชนเผ่าไทยแสกบ้านอาจสามารถ ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม. นครพนม : ร้านถ่ายเอกสารหนองแสง.

สุรจิตต์ จันทรสาขา. (ม.ป.ป.). จังหวัดนครพนมในอดีต. ม.ป.ท. ม.ป.พ.

Gedney, William J. THE SAEK LANGUAGE OF NAKHON PHANOM PROVINCE. JSS. VOL.58 (pt.1) 1970.

Pittayaporn, Pittayawat. (2012). Saek as a not-so-aberrant Tai language. Paper presented at the 22nd Annual Conference of Southeast Asian Linguistics Society. Agay, France. May 31-June 2.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จกรมพระยา. (2509). นิทานโบราณคดี . พระนคร : สำนักพิมพ์พระจันทร์.

เติม วิภาคย์พจนกิจ. (2542). ประวัติศาสตร์อีสาน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ทองคูณ หงส์พันธุ์ (2522). ประมวลบทความเกี่ยวกับวัฒนธรรมเนื่องในนิทรรศการ "มูลมังอีสาน”. (เอกสารถ่ายสำเนา).

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ : แสก