อ่าข่า

ชื่อเรียกตนเอง : อ่าข่า

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : อีก้อ, ข่าก้อ, ก้อ, โอนิ-ฮานิ

ตระกูลภาษา : จีน-ธิเบต

ภาษาพูด : อ่าข่า

ภาษาเขียน : อ่าข่า

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 17 มิ.ย. 2566

1,051

“อ่าข่า” (Akha, Aqkaq) เป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง แปลว่า “คนที่อยู่ตรงกลาง” (People of the middle) ชื่อนี้พบมากในประเทศไทย พม่า และลาว (Wang, 2013) ชาวอาข่าเรียกชื่อตนเองแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เช่น ประเทศจีนและเวียดนาม เรียกว่า ซานี (Za-ni) ยานี (Ya-ni) หรือฮาหนี่ (Ha-ni) ในบทเพลงสุภาษิต เรียกว่า “หญ่าหนี่หญ่า” (Zaqnyiqzaq) ส่วนชื่อที่คนกลุ่มอื่นมักใช้เรียก เช่น คนจีน-ยูนนาน เรียกว่า อ่าข่า ชาวจีนฮ่อและชาวไทยในเชียงตุง เรียกว่า “ก้อ” (Ko) คนที่พูดภาษาตระกูลไต เรียกว่า “ข่าก้อ” (Kha Kaw) ซึ่งชาวอ่าข่าไม่ชอบชื่อนี้นัก เนื่องจากคำว่า “ข่า” ในภาษาไต แปลว่า ข้า ทาส และคนไทยภาคเหนือ เรียกว่า อีก้อ ทั้งนี้ ชื่อเรียกอ่าข่ายังเป็นประเด็นถกเถียงในเวดวงวิชาการ จิตร ภูมิศักดิ์ (2519,2544) ได้ตั้งสมมติฐานว่า ชื่อเรียก “ก้อ” อาจเป็นชื่อแต่เดิมที่คนอาข่าเรียกแทนตนเอง แต่ไม่ปรากฏความหมายและไม่มีที่มาอย่างชัดเจน กระทั่งบุคคลภายนอกเรียกชนกลุ่มนี้ว่า “อีก้อ” ในเชิงดูหมิ่นชาติพันธุ์ ชาวอาข่าจึงไม่พอใจเมื่อถูกเรียกชื่อนั้น เดิมเอกสารหน่วยงานราชการไทยก็เรียกชื่อชนกลุ่มนี้ว่า อีก้อ กระทั่งได้รับการทักท้วงจากกลุ่มชาติพันธุ์จึงได้ปรับเปลี่ยนมาใช้ชื่อ “อาข่า”

กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลทิเบต-พม่า สาขาย่อยโลโล ตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศจีนทางตะวันตกเฉียงใต้ ภาคเหนือของพม่าในบริเวณรัฐฉาน ตอนเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือของลาว ภาคเหนือของไทย และทางตอนเหนือของเวียดนาม ประวัติศาสตร์ของชาวอ่าข่า บอกเล่าถึงการอพยพเคลื่อนย้ายจากเขตเทือกเขาสูงในธิเบต เข้าไปอยู่อาศัยและตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในเขตสิบสองปันนา ประเทศจีน ก่อนอพยพเคลื่อนตัวลงทางใต้เข้ามายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประชากรชาวอ่าข่าในประเทศไทยกระจายอยู่ในพื้นที่ 7 จังหวัดทางภาคเหนือของไทย ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง แพร่ ตากและ เพชรบูรณ์ โดยอาศัยอยู่มากที่สุดในจังหวัดเชียงราย ชาวอ่าข่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ประกอบด้วยกลุ่มต่างๆ 7 กลุ่ม ดังนี้ 1) “กลุ่มอู่โล้” (Uqlor) 2) “ลอมี้” (Lawmir) 3) “อู่เบียะ”(Uqbyaq) 4) “อ๊ะจ๊อ” (Arjawr) 5) “หน่าคะ” (Naqkar) 6) “อู่พี” (Uqpi) และ 7) “อะเค้อ” (Aker) ทั้งนี้ ประมาณร้อยละ 55 ของชาวอ่าข่าส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นกลุ่มอู่โล้ รองลงไปคือกลุ่มลอมี้ ร้อยละ40 และอู่เบียะ ร้อยละ 4 กลุ่มที่เหลือรวมกันมีจำนวนประมาณร้อยละ 1 สำหรับชาวอาข่าที่อาศัยอยู่บริเวณภาคเหนือของประเทศไทย นอกจากประสบปัญหาเรื่องอคติทางชาติพันธุ์แล้ว ชาวอาข่าจำนวนมากยังไม่ได้รับสัญชาติไทย ส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย การคมนาคม การเข้าถึงการศึกษา การประกอบอาชีพ ตลอดจนสวัสดิการทางสังคมของรัฐ

ชาวอาข่ามีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นด้านวิถีชีวิต การประกอบอาชีพ ความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม อาหาร การแต่งกาย ภาษา โดยเฉพาะระบบการนับสายตระกูลบรรพบุรุษ “จึ” ที่สืบทอดต่อกันมา อย่างไรก็ตาม ภายใต้กระแสโลภาภิวัตน์ การพัฒนาในประเทศ และการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ที่ก่อให้เกิดการติดต่อสัมพันธ์ข้ามพรมแดนรัฐชาติ ตลอดจนความแตกต่างทางนโยบายของรัฐในแต่ละประเทศ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม มรที่มีผลต่อการปรับตัวรวมทั้งการธำรงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : อ่าข่า

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : อีก้อ, ข่าก้อ, ก้อ, โอนิ-ฮานิ

ภาษา

ตระกูลภาษา : จีน-ธิเบต

ตระกูลภาษาย่อย : ทิเบต-พม่า

ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า เป็นภาษาในตระกูลธิเบต-พม่า (Tibeto-Burman) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ (Lahu) และลีซู (Lisu) (Lebar et al. 1964; Young 1962: 1) นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องจีน (Hu et al. 1960, 1988; Bruk 1960: 30 อ้างใน Lebar et al. 1964: ) นำเสนอว่า ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งสามกลุ่มนี้ และภาษาของอีกหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนยูนนานของจีนกับพม่า (เช่นในบริเวณ Nakhi และ Minchia) เป็นภาษาที่ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มภาษาโลโล ในฐานะที่เป็นสาขาของภาษากลุ่ม Yi ภายใต้ตระกูลภาษาธิเบต-พม่า

เช่นเดียวกันกับ Oliver Gordon Young (1962: 1-2) นักวิชาการชาวสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในแถบภูเขาและพื้นที่สูงในภาคเหนือของประเทศไทย ที่อธิบายว่า ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า มีความเกี่ยวโยงกับภาษาโลโล และมีความคล้ายคลึงกับภาษาลาหู่และลีซู ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นที่เข้าใจข้ามกลุ่มก็ตาม เขากล่าวว่า ภาษาของชาวอ่าข่า มีลักษณะที่เป็นพยางค์เดี่ยว มีการกำกับเสียงสูงต่ำ (วรรณยุกต์) และแทบไม่มีพยัญชนะสะกด(พยัญชนะท้าย) บางคำเป็นคำที่ยืมมาจากภาษาจีน นอกจากนี้ Young (ในสมัยที่เขายังเป็นเด็กและอาศัยอยู่ในภาคเหนือของไทยและพม่า) ยังกล่าวด้วยว่า ชาวอ่าข่าเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องภาษา เพราะชาวอ่าข่าที่อพยพเข้ามาอยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทย สามารถพูดภาษาจีนยูนนานและภาษาลาหู่ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้พวกเขายังสามารถพูดภาษาไทใหญ่ (Shan) และเรียนรู้ที่จะปรับสำเนียงนี้ให้เข้ากับภาษาท้องถิ่นในภาคเหนือ หรือภาษาคำเมือง สำหรับ Young แล้ว เขารู้สึกประหลาดใจที่คนอ่าข่าสามารถเรียนรู้ที่จะออกเสียงตัวพยัญชนะสะกดได้เมื่อพูดภาษาไทใหญ่ ซึ่งต่างกับชาวลาหู่ ซึ่งไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ถึงแม้ว่าทั้งภาษาอ่าข่าและลาหู่จะไม่มีการออกเสียงพยัญชนะท้ายเหมือนกันก็ตาม (Young 1962: 2)

กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า จึงเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีเพียงภาษาพูด แต่ไม่มีภาษาเขียน หากแต่เมื่อมิชชั่นนารีชาวต่างประเทศเริ่มเข้ามาเผยแพร่ศาสนาในหมู่บ้านและชุมชนบนพื้นที่ภูเขาสูงในภาคเหนือของประเทศ (โดยเฉพาะในกรณีของประเทศพม่าและประเทศไทย) ทำให้เริ่มมีการพัฒนาคิดค้นระบบภาษาเขียนของชาวอ่าข่า เพื่อวัตถุประสงค์ในการอ่านและศึกษาพระคัมภีร์ทางศาสนาคริสต์ โดยมีการนำระบบตัวเขียนแบบโรมันมาใช้ในการสะกดคำพูดในภาษา

ภาษาพูด : อ่าข่า

ภาษาพูดของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า ซึ่งอยู่ในตระกูลธิเบต-พม่า มีความคล้ายคลึงกับภาษาของชาวลาหู่ ส่วนในประเทศจีน คล้ายกับภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ฮาหนี่และโลโล ทั้งนี้ ปนัดดา บุณยสาระนัย นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ ซึ่งศึกษากลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า ระบุว่า ภาษาอ่าข่าเป็นภาษาหนึ่งในตระกูลภาษาธิเบต-พม่า สาขาภาษาโลโลใต้ ซึ่งมีกลุ่มคนที่พูดภาษานี้ กระจายตัวอยู่ในตอนใต้ของประเทศจีน พม่า ลาว ไทย และเวียดนาม (ปนัดดา 2547: 175) ส่วน Paul Lewis มิชชั่นนารีแบ๊บติสท์ชาวอเมริกัน ซึ่งอาศัยใช้ชีวิตในชุมชนอ่าข่าในเมือง Kengtung ในประเทศพม่า ช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1947-1966 (พ.ศ. 2490-2509) ในขณะที่ทำงานภายใต้ American Baptist Foreign Mission Society กล่าวว่า สำเนียงภาษาพูดอ่าข่าที่เขาได้เรียน และที่ถือว่าเป็นมาตรฐานคือสำเนียง Jeu-g’oe (Puli) ซึ่งใช้พูดกันในเขตตอนกลางและตะวันออกของเมือง Kengtung ทั้งนี้ Lewis ระบุว่า ภาษาอ่าข่ามีพยัญชนะ 26 ตัวและสระ 13 ตัว (Lewis 1969) เช่นเดียวกันกับปนัดดา ที่อ้างถึงงานศึกษาของพอล ลูวิส ระบุว่าภาษาพูดของชาวอ่าข่ามีหลายสำเนียง สำหรับสำเนียงที่พบมากในประเทศพม่าและบางส่วนของไทยได้แก่ ภาษาอ่าข่าสำเนียง เจอเกอะ (‘Jeu-g’oe) นอกจากนี้ยังมีสำเนียงอื่นๆที่ใกล้เคียงกัน เช่น สำเนียงเจอจ๊อ (Jeu Jaw) ในเขตปกครองตนเองของชาวฮาหนี่ (Hani) และยี (Yi) ในเมืองลือซืน หงเหอ หยวนหยาง และจินผิง ส่วนอ่าข่าที่อาศัยในไทยมานานหลายชั่วอายุคน ได้พัฒนาภาษาอ่าข่าขึ้นมาจากสำเนียงพื้นฐานที่พูดกันอยู่ในประเทศจีนและพม่า (ปนัดดา 2547: 176-177)

อย่างไรก็ตาม ชาวต่างประเทศที่ศึกษาและเคยอาศัยอยู่ในชุมชนชาวอ่าข่าในภาคเหนือของประเทศไทย เช่น Jim Goodman (1994: 102) เห็นว่า สำเนียงภาษาพูดของคนอ่าข่าในประเทศไทย มีสำเนียงที่แตกต่างกันออกไประหว่างกลุ่มอ่าข่า 3 กลุ่ม คือ สำเนียงภาษาพูดของกลุ่มอ่าข่าอู่โล้ (Ulo) กลุ่มผาหมีอ่าข่า (Pamee) (หรืออู่เบียะ Uqbyaq – ผู้วิจัย) และกลุ่มโล้มี (Lomi)

ทั้งนี้ ปนัดดา (2547: 176) เห็นว่า การที่คนอ่าข่าไม่มีภาษาเขียน ทำให้การถ่ายทอดความรู้และภูมิปัญญาสู่คนรุ่นหลัง ทำผ่านการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ทำให้จดจำได้อย่างแม่นยำ เช่น การสืบนับบรรพบุรุษของชาวอ่าข่าจากพ่อสู่ลูกชาย อย่างไรก็ตาม การที่เด็กชาวอ่าข่ารุ่นใหม่ เข้ารับการศึกษาในระบบโรงเรียนของรัฐที่ต้องอ่านเขียนภาษาและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ รวมทั้งการดำรงชีวิตตามกระแสสังคมสมัยใหม่ อาจจะส่งผลกระทบต่อการรักษาภาษาและวัฒนธรรม ตลอดจนความรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวอ่าข่า (ปนัดดา 2547: 176)


ตัวอักษรที่ใช้เขียน : อ่าข่า

ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นว่า มิชชั่นนารีผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์เป็นกลุ่มแรกที่ได้พัฒนาคิดค้นระบบภาษาเขียน เพื่อใช้ในการอ่านและศึกษาพระคัมภีร์ในศาสนาคริสต์ จึงทำให้เกิดภาษาเขียนที่เป็นแบบใช้ตัวอักษรโรมันสะกด (Romainized) จากข้อมูลของ Morton (2010: 112-114) นับตั้งแต่ปีค.ศ. 1920 เป็นต้นมา ได้มีความพยายามในการพัฒนาตัวอักษรเขียนอ่าข่ามากกว่า 13 แบบ โดยกลุ่มบุคคลต่างๆ ทั้งระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และนานาชาติ รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ มิชชั่นนารี นักภาษาศาสตร์ นักมานุษยวิทยา นักสิทธิมนุษยชน ซึ่งปนัดดา (2547: 177) เห็นว่า ความพยายามที่จะพัฒนาระบบตัวอักษรเขียนภาษาอ่าข่านี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อบันทึกเรื่องราวต่างๆด้วยตนเอง หรือเพื่อเผยแพร่ความคิด ความรู้บางอย่างจากภายนอกให้แก่คนอ่าข่า เช่น ความคิดเรื่องการนับถือศาสนา สื่อรณรงค์ด้านสุขภาพ และวัฒนธรรม (ปนัดดา 2547: 177)

ทั้งนี้ ปนัดดา อธิบายว่า ระบบการเขียนภาษาอ่าข่าที่ใช้ในประเทศไทยมีหลายระบบ โดยเธอยกตัวอย่าง 4 ระบบ ดังนี้คือ ระบบแรก เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1949 (พ.ศ. 2492) โดย Dr. Paul Lewis มิชชั่นนารีแบ๊บติสท์ชาวอเมริกัน ซึ่งทำงานกับชุมชนชาวอ่าข่าและฮานี (ฮาหนี่ ก็เรียก – ผู้วิจัย) ในประเทศจีน พม่า และไทย โดยเป็นการพัฒนามาจากภาษาลาหู่ ซึ่งมีความใกล้เคียงกัน ระบบนี้ได้รับการนำไปใช้อย่างแพร่หลาย เป็นที่รู้จักกันว่า เป็นระบบการเขียนภาษาอ่าข่าแบบแบ๊บติสท์ ซึ่งนอกจากจะมีการนำระบบนี้ไปใช้ในการพิมพ์หนังสือเผยแพร่ศาสนาคริสต์แล้ว ผู้พัฒนาคือ Paul Lewis ยังได้จัดพิมพ์พจนานุกรมภาษาอ่าข่าเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1989 (พ.ศ. 2533) ซึ่งมีการปรับปรุงครั้งที่สองในปี ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544)

ส่วนระบบที่สอง เป็นระบบการเขียนภาษาอ่าข่าแบบจีน (ฮานี) ซึ่งผู้พัฒนาคือ หมี่หยี จากเมืองเชียงรุ้ง สิบสองปันนา มณฑลยูนนานของจีน ซึ่งเป็นการปรับมาจากภาษาฮานีแบบปินยินในปี ค.ศ. 1957 (พ.ศ. 2500) ระบบนี้ใช้กันแพร่หลายในประเทศจีน โดยมีการพิมพ์หนังสือด้วยภาษานี้กว่า 200 เล่ม และหนังสือพิมพ์อีก 1 ฉบับ (ปนัดดา 2547: 178) ส่วนอีกระบบหนึ่ง พัฒนาโดย ดร.เลโอ อัลติ้ง วอน เกอเซา (Leo Alting von Geusau) นักมานุษยวิทยาชาวเนเธอร์แลนด์ ในปี ค.ศ. 1980 (พ.ศ. 2524) เพื่อใช้ในการศึกษาพิธีกรรม ความเชื่อของชาวอ่าข่า อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ยังไม่ได้รับความนิยมและไม่มีการนำไปใช้มากนัก นอกจากนี้ ยังมีระบบการเขียนภาษาอ่าข่า อีกระบบหนึ่ง ที่พัฒนาโดยนายแมธธิว แมคดาเนียล ชาวอเมริกัน ซึ่งเคยใช้ชีวิตร่วมกับชาวอ่าข่าในชุมชนหมู่บ้านอ่าข่าในภาคเหนือของไทยเป็นเวลาหลายปี แต่ระบบนี้ยังไม่มีผู้ใช้มากนัก (ปนัดดา 2547: 178)

อย่างไรก็ตาม บทความของ Morton (2013) ระบุว่า นับแต่ปีค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) เป็นต้นมา มีความพยายามของชาวอ่าข่าบางส่วนที่ต้องการประชุม พบปะ หารือกันระหว่างชาวอ่าข่าด้วยกันเอง เพื่อพัฒนาระบบตัวอักษรเขียนร่วมกันเพื่อคนอ่าข่าในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงสามารถใช้ร่วมกันได้ โดยกลุ่มผู้นำชาวอ่าข่า ได้เน้นให้ความสำคัญทั้งตัวอักษรเขียนในสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อดิจิตัล เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกของความเป็นคนอ่าข่าร่วมกัน ทั้งยังได้มีการผลิตสื่อวิดีโออบรมเรื่องตัวอักษรเขียนร่วมนี้เผยแพร่ในยูทูป (Youtube) ด้วย

ในช่วงตั้งแต่ปีค.ศ. 2013 (พ.ศ. 2556) เริ่มมีความพยายามของนักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน และผู้นำชาวอ่าข่าในประเทศพม่า จีน และไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกตนเองว่า Neo-traditionalists ในการพัฒนาตัวอักษรเขียนร่วมของชาวอ่าข่าในภูมิภาคนี้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารกันระหว่างชาวอ่าข่าในประเทศจีน ไทย พม่า ลาว และเวียดนาม โดยในเบื้องต้น มีตัวแทนของนักวิชาการ ปัญญาชน และผู้นำชาวอ่าข่าจาก 3 ประเทศ เข้าร่วม คือ จีน พม่า และไทย ความร่วมมือระหว่างชาวอ่าข่าจากประเทศเหล่านี้ ในการพัฒนาตัวอักษรเขียนร่วมกัน (Common orthography) มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญประการหนึ่ง ดังที่นาย Jianhua Wang ซึ่งเป็นนักวิชาการชาวอ่าข่าจากประเทศจีน อธิบายว่า “เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเรื่องความแตกต่างทางสังคมและการเมือง ซึ่งเป็นผลมาจากการแบ่งเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ และการเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ขององค์กรมิชชั่นนารี” (Wang อ้างใน Morton 2013: 44) กระนั้นก็ตาม ดูเหมือนว่าการประชุมเพื่อหามติร่วมกันเรื่องตัวอักษรเขียนร่วมของชาวอ่าข่า ไม่อาจหลุดพ้นจากความขัดแย้งทั้งเรื่องศาสนาที่แตกต่างกัน รวมทั้งระบบสังคม การเมืองของตัวแทนแต่ละกลุ่มศาสนา และตัวแทนประเทศที่เข้าร่วม ทำให้ผู้นำชาวอ่าข่าบางคน ซึ่งเป็นผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ มองว่า การพยายามพัฒนาตัวเขียนร่วมนี้ เป็นความพยายามที่จะทำให้คนอ่าข่าที่นับถือศาสนาคริสต์ หันกลับไปนับถือศาสนาดั้งเดิม หรืออ่าข่าย้อง เป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเบื้องต้นที่ว่า จะไม่นำประเด็นเรื่องศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ตัวแทนชาวอ่าข่าบางคนที่เข้าร่วมประชุม กล่าวว่าเขาจะไม่ใช้ระบบตัวอักษรเขียนร่วมที่มีการพัฒนาขึ้นมาใหม่นี้ แต่จะใช้ระบบอักษรเขียนที่คิดค้นโดยมิชชั่นนารีชาวอเมริกัน Paul Lewis แทน (Morton 2013: 46)

จากข้อมูลวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของนาย Jianhua Wang นักวิชาการชาวอ่าข่าจากประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำที่มีบทบาทหลักในการพยายามพัฒนาภาษาเขียนที่ใช้ร่วมกันของชาวอ่าข่าในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ระบบอักษรเขียนร่วมของชาวอ่าข่าที่เป็นระบบ Romanized นี้ เรียกว่า Khanq Haqniq Aqkhaq

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง หรือชนชาวเขา

จากข้อมูลพื้นฐานชนเผ่าอ่าข่า ที่จัดทำโดยนางสาววิไลลักษณ์ เยอเบาะ กองเลขานุการเครือข่ายอ่าข่าลุ่มน้ำโขง ระบุว่า กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่ามีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่บริเวณภูเขาสูงทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ปัจจุบันประชากรชาวอ่าข่าอาศัยอยู่หนาแน่นในแคว้นสิบสองปันนาบริเวณมณฑลยูนนานของประเทศจีน นอกจากนี้ ยังมีประชากรชาวอ่าข่าอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศพม่า ลาว ไทย และเวียดนาม คาดว่าประชากรชาวอ่าข่าทั่วโลกมีประมาณ 2,200,000 คน โดยในจำนวนนี้ ประมาณ 1,630,000 คน อาศัยอยู่ในประเทศจีน รองลงมาคือประเทศพม่า (250,000 คน) ประเทศลาว 100,000 คน ไทย 80,000 คน และเวียดนาม 40,000 คน (วิไลลักษณ์ มปป., ออนไลน์)

การสำมะโนประชากรของประเทศลาว ปี ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) พบว่ามีกลุ่มประชากรชาติพันธุ์ต่างๆ 49 กลุ่ม กลุ่มที่มีประชากรมากที่สุดคือ กลุ่มชาติพันธุ์ลาว มีประชากรรวมทั้งสิ้น 3,427,665 คน (คิดเป็น 53.2% ของประชากรที่เป็นพลเมืองประเทศลาว สำหรับประชากรอ่าข่ามีจำนวนทั้งสิ้น 112,979 คน หรือคิดเป็น 1.8 % ของประชากรที่เป็นพลเมืองของประเทศรวม 6,446,690 คน (การสำรวจสำมะโนประชากรและครัวเรือน ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2015: น. 122)

ในประเทศเวียดนาม ชาวอ่าข่าถูกจัดอยู่ภายใต้กลุ่มฮาหนี่ ซึ่งในข้อมูลปี 1995 จำนวนประชากรฮาหนี่มีทั้งสิ้น 12,489 คน (Khong Dien 1995: 307 อ้างใน Asian Development Bank 2000: 18)

ประชากรชาวอ่าข่าในประเทศไทยกระจายอยู่ในพื้นที่ 7 จังหวัดทางภาคเหนือของไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง แพร่ ตากและ เพชรบูรณ์ โดยอาศัยอยู่มากที่สุดในจังหวัดเชียงราย (วิไลลักษณ์ มปป., ออนไลน์) หรือประมาณ 73,810 คน คิดเป็นกว่า 84% ของประชากรชาวอ่าข่าทั้งสิ้น 87,429 ในประเทศไทย (ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง 2559) ชาวอ่าข่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ประกอบด้วยกลุ่มต่างๆ 7 กลุ่ม ดังนี้ 1) “กลุ่มอู่โล้” (Uqlor) 2) “ลอมี้” (Lawmir) 3) “อู่เบียะ”(Uqbyaq) 4) “อ๊ะจ๊อ” (Arjawr) 5) “หน่าคะ” (Naqkar) 6) “อู่พี” (Uqpi) และ 7) “อะเค้อ” (Aker) ทั้งนี้ ประมาณ 55% ของชาวอ่าข่าส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นกลุ่มอู่โล้ รองลงไปคือกลุ่มลอมี้ (40%) และอู่เบียะ 4% กลุ่มที่เหลือรวมกันมีจำนวนประมาณ 1% (เครือข่ายอ่าข่าลุ่มน้ำโขง 2556 อ้างในวิไลลักษณ์ (มปป., ออนไลน์)

ชาวอ่าข่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยนั้น ในอดีตส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงในจังหวัดทางภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงราย เชียงใหม่ และลำปาง แต่ในปัจจุบัน ได้มีการกระจายตัวของคนอ่าข่าที่อยู่ในจังหวัดอื่นๆด้วย หรือแม้แต่ที่เดินทางไปทำงานและอาศัยในต่างประเทศ หรือในกรณีที่มีการแต่งงานกับชาวต่างชาติ มีการย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศ หน่วยงานราชการของรัฐไทย ดำเนินการเก็บข้อมูลการตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวประชากร มาตั้งแต่ทศวรรษ 1940s โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบในปัจจุบันคือ กองกิจการนิคมสร้างตนเองและพัฒนาชาวเขา กลุ่มกิจการชาวเขา กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ซึ่งจัดตั้งเมื่อ 6 มีนาคม 2558 ได้มอบหมายให้ศูนย์พัฒนาชาวเขา จำนวน 16 ศูนย์ ทำการเก็บรวบรวมข้อมูล ครอบคลุม 20 จังหวัดในประเทศไทย และจัดทำทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูงในประเทศไทย ปี 2559

ทั้งนี้ ข้อมูลจากทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง ปี 2559 ระบุว่า มีหมู่บ้านบนพื้นที่สูง ใน 20 จังหวัด จำนวน 3,704 หมู่บ้าน หลังคาเรือนทั้งหมด 310,079 ครอบครัวทั้งหมด 342,854 ประชากรบนพื้นที่สูงทั้งหมด 1,441,135 (แยกเป็นชาย 724,257 หญิง 716,878) โดยมีการกระจายตัวของราษฎรบนพื้นที่สูงในจังหวัดเชียงใหม่มากที่สุด รองลงมาคือ จังหวัดเชียงรายและจังหวัดตาก ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยง ไทยพื้นราบ ม้ง ลาหู่ อ่าข่า ลัวะ เมี่ยน ลีซู ขมุ ถิ่น มลาบรี และเผ่าอื่นๆ (ไม่ระบุหรืออธิบายว่าเป็นกลุ่มใด) กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุดคือ กะเหรี่ยง จำนวน 548,195 คน (38.04 %) รองลงมาคือ คนไทยพื้นราบ (ที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูง) จำนวน 217,407 (15.08 %) ม้ง จำนวน 207,151 (14.37 %) และกลุ่มชาติพันธุ์ที่พบน้อยที่สุดคือ มลาบรี จำนวน 357 คน (0.02 %) ส่วนชาติพันธุ์อ่าข่า พบว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 87,429 คน หรือคิดเป็น 6.07 % ของประชากรบนพื้นที่สูงทั้งหมด (น. 7-8)

รายงานของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบุว่า จากการสำรวจในปี 2002 มีชาวอ่าข่าในหมู่บ้าน 271 แห่งในประเทศไทย จำนวนทั้งสิ้น 68,653 ในขณะที่ Wang (2013: 20, 25) อ้างถึงข้อมูลจากนายอาทู่ ปอแฉ่ หรือไกรสิทธิ์ สิทธิโชดก ผู้อำนวยการสมาคมอ่าข่าเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมในประเทศไทย (AFECT) ระบุว่ามีชาวอ่าข่าในไทยประมาณ 80,000 คน (Wang 2013: 20) ประชากรกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าในประเทศไทยอาศัยอยู่กระจายอยู่ในพื้นที่ 7 จังหวัดทางภาคเหนือของไทยตามจังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ ตาก เพชรบูรณ์ และน่าน

จำนวนครัวเรือน

จำนวนครัวเรือนอ่าข่าในประเทศไทย มีจำนวนหลังคาเรือนทั้งหมด 15,463 และจำนวนครอบครัว 17,170 (ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง ปี 2559, น. 17)

จำนวนประชากร

จำนวนประชากรอ่าข่าในประเทศไทย มีจำนวนทั้งหมด 87,429 คน (ชาย 43,161 หญิง 44,268) (ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง ปี 2559, น. 17)

สถานการณ์ด้านประชากร

จำนวนประชากรอ่าข่า ที่สำรวจในระหว่างเดือน มิ.ย. 2558 – ก.พ. 2559 ในพื้นที่ 20 จังหวัด (สำหรับการจัดทำทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง ปี 2559) พบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งก่อนหน้านั้น ราวปี 2544-2545 ดังจะเห็นได้จาก จำนวนประชากรอ่าข่าที่ระบุไว้ในทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง ปี 2545 มีจำนวนทั้งสิ้น 68,653 คน แต่การสำรวจครั้งล่าสุด มีจำนวนทั้งหมด 87,429 คน

แหล่งข้อมูล

เอกสารอ้างอิง :

กองกิจการนิคมสร้างตนเองและพัฒนาชาวเขา กลุ่มกิจการชาวเขา.2559. ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง ครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัด ของประเทศไทย ประจำปี 2559

คาราเต้ สินชัยวอระวงส์. 2546. การศึกษาเปรียบเทียบการตั้งถิ่นฐานและสถาปัตยกรรมของชนกลุ่มน้อยเผ่า อ่าข่าระหว่างแขวงหลวงน้ำทาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและจังหวัดเชียงรายประเทศ ไทย การศึกษาเปรียบเทียบการตั้งถิ่นฐานและสถาปัตยกรรมของชนกลุ่มน้อยเผ่าอ่าข่า ระหว่างแขวง หลวงแม่ทา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และจังหวัดเชียงราย ประเทศไทย (A comparative study of settlement and architecture of Akha ethnic group, Between Luang Nam Tha, Laos and Chiang Rai, Thailand), คณะวิศวกรรมศาสตร์ และสถาปัตยกรรม ศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย. 2562. เครื่องแต่งกายกลุ่มชาติพันธุ์ใน ประเทศไทย. เชียงใหม่: ร้านร่วมเจริญปริ้นท์

จิตร ภูมิศักดิ์ [2519](2544). ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ: บริษัทเคล็ดไทยจำกัด

ชุติมา ซุ้นเจริญ. 2563. “อ่าข่าโฮย้า”’ โรงพยาบาลบนดอยที่ใช้ภูมิปัญญารักษาคนและรักษาป่า. หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 6 ม.ค. 2563 https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/1418?ut... (สืบค้น 1 เม.ย. 2563)

ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง ครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัด ปี 2559. กองกิจการนิคมสร้างตนเองและพัฒนาชาวเขากลุ่มกิจการชาวเขา กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ปนัดดา บุณยสาระนัย. 2547. การฟื้นฟูและสร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของชาวอาข่าในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน. ใน วาทกรรมอัตลักษณ์. เอกสารทางวิชาการลำดับที่ 37 หนังสือรวมบทความจากการประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยา ครั้งที่ 2 เรื่อง ชาติและชาติพันธุ์ วิถีชีวิตและความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในโลกปัจจุบัน. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร.

ปนัดดา บุณยสาระนัย และหมี่ยุ้ม เชอมือ. 2547. อาข่า หลากหลายชีวิตจากขุนเขาสู่เมือง. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ปนัดดา บุณยสาระนัย. 2556. การเมืองเรื่องภาษาในสังคมไทย. วารสารสังคมศาสตร์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 2/2556 (กรกฎาคม-ธันวาคม) หน้า 109-135.

ไพโรจน์ คงทวีศักดิ์. 2554. อ่าข่าไนท์บาซาร์ การค้ากับความเป็นชาติพันธุ์. เชียงใหม่: คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

มุกดาวรรณ ศักดิ์บุญ. (2552). อ่าข่าเอเชีย ทำข้อตกลงร่วมปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมดั้งเดิม "อ่าข่าย้อง" ให้ สอดคล้องกับยุคสมัย. สืบค้น 1 เม.ย. 2563 จาก https://prachatai.com/journal/2009/02/20144.

วิไลลักษณ์ เยอเบาะ. มปป. ข้อมูลพื้นฐานชนเผ่าพื้นเมือง: กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า (Aqkaq) (แก้ไขข้อมูลเพิ่มเติม ล่าสุด เดือนธันวาคม 2559) http://www.ikmi.info/knowledge-2/

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์. 2562. “อ่าข่าโฮย้า” ภูมิปัญญาชีวิต ฟื้นมรดกวิถี อยู่ไม่เป็น(โรค). หนังสือพิมพ์เดลินิวส์. วันที่ 15 ธ.ค. 2562 https://www.dailynews.co.th/article/746754 (สืบค้น 1 เม.ย. 2563)

ศรีสุวรรณ วรบุตร. 2551. “เพศภาวะ เพศวิถี และเอชไอวี/เอดส์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในสังคมอาข่า: กรณีศึกษาโครงการพัฒนาจากต่างประเทศในเมืองสิงและเมืองลอง แขวงหลวงน้ำทา” วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาสตรีศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ศูนย์วิจัยชาวเขา จังหวัดเชียงใหม่ กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย. 2526. บรรณนิทัศน์ 5 สภาพ ของชาวเขาในประเทศไทย.

สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย. 2563. แถลงการณ์เนื่องในวันสากลของชนเผ่าพื้นเมืองโลกและวันชนเผ่า พื้นเมืองแห่งประเทศไทย“ปันรัก ปันสุข จากภูผาสู่มหานที.” ณ สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและ วัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

สุวิชานนท์ รัตนภิมล. 2535. เยือนชนเผ่าอาข่า ฟังภาษาใจ “เพลง – ดนตรี”ใน เพลงดนตรีและชีวิตชาวดอย.

อุไรวรรณ แสงศร. 2526. บ้านอีก้อ. ศูนย์วิจัยชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย จ.เชียงใหม่

อุไรวรรณ แสงศร. 2531. เพลงและการละเล่นของชาวเขาเผ่าอีก้อ. ข่าวสารสถาบันวิจัยชาวเขา.ปีที่ 12 ฉบับที่ 1-2 มกราคม – มิถุนายน: 35 – 53.

อุไรวรรณ แสงศร. 2542. รายงานวิจัย ภูมิปัญญาพื้นบ้านและการรักษาความเจ็บป่วยของชาวอีก้อ. สถาบันวิจัยชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม

อำภา วูซือ. 2562. กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย (กลุ่มอ่าข่า) (ออนไลน์) https://www.sac.or.th/databases/ethnic-groups/ethn... (สืบค้น 1 เม.ย. 2563)

Ah Suhn Ghoemeh. 2015. Assessing the Vitality of Akha in Myanmar with the Sustainable Use Model. M.A. Thesis in Linguistics, Payap University.

Asian Development Bank Report. 2000. Lao PDR Country Report June 2000. Health and Education Needs of Ethnic Minorities in the Greater Mekong Sub-Region. Research Triangle Institute.

Bernatzik, Adolf Hugo. [1946]1970. Akha and Miao. Problems of Applied Ethnography in Farther India, translated from the German by Alois Negler. New Haven: Human Relations Area Files.

Cohen, Paul and Chris Lyttleton. 2004. “The Akha of Northwest Laos: Modernity and Social Suffering.” Paper presented at the International Conference on Impact of Globalization, Regionalism and Nationalism on Minority Peoples in Southeast Asia, 15-17 November 2004 at Amity Green Hills Hotel, Chiang Mai, Thailand.

Geusau, L. G. M. A. von. 1983. “Dialectics of Akhazang. The interiorizations of a perennial minority group”. In J. McKinnon & Wanat Bhruksasri (Eds.), Highlanders of Thailand (pp. 243-277). Kuala Lumpur, Malaysia: Oxford University Press.

Geusau, L. G. M. A. von. 2000. “Akha internal history. Marginalization and the ethnic alliance system”. In A. Turton (Ed.), Civility and savagery. Social identity in Tai states (pp. 122-158). Richmond, VA: Curzon Press

Haiying, Li. 2557. Neo-Traditionalist Movements: Akha Transformations of Aqkaqghanr in the Upper Mekong Region (ขบวนการเคลื่อนไหวจารีตนิยมใหม่: การปรับเปลี่ยน “อ่าข่าญ็อง” ในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน), วารสารสังคมศาสตร์ 26(1): 119-146.

Hanks, Jane. 1964. Akha Patrilineage. Cornell University, Department of Asian Studies.

Hansson, Inga-lill. 1989. "A Comparison of Akha and Hani and Khatu and Pijo." Linguistics of the Tibeto-Burman Area 12(1): 6 - 91.

Hansson, Inga-lill. 1982. "A Phonological Comparison of Akha and Hani." In Linguistics of the Tibeto-Burman Area 7(1): 63 - 115.

Hansson, Inga-lill. 1983. “Death in an Akha village” in John Mackinnon and Wanat Bhruksasri (eds.) Highlanders of Thailand, pp. 278 – 290. Kuala Lumpur: Oxford University Press.

Huang, Shaowen. 2007. From Nuomaamei to Ailao Mountain: Hani Nationality Cultural Geographic Research, Kunming, Yunnan Nationality Press.

Jaafar, Syed Jamal and Walker, Anthony R. (eds.). 1975. Farmer in the Hills: Upland Peoples of North Thailand. The School of Comparative Social Sciences: Universiti Sains Malaysia Press.

Kickert, Robert W. 1967. "Akha village structure" in Tribesmen and Peasants of Northern Thailand: Proceeding of the first symposium of the Tribal Research Centre, Chiang Mai, Thailand.

Chiang Mai, pp. 35 – 40. Tribal Research Center.

Lebar, Frank M., Gerald C. Hickey, John K. Musgrave. 1964. Ethnic Groups of Mainland Southeast Asia. New Haven: Human Relation Area Files Press.

Leibold, James. 2013. Ethnic Policy in China: Is Reform Inevitable? Honolulu, Hawai’i: East-West Center.

Lebar, Frank M., Gerald C. Hickey, John K. Musgrave. 1964. Ethnic Groups of Mainland Southeast Asia. New Haven: Human Relation Area Files Press.

Lewis, Paul. 1969. Ethnographic notes on the Akhas of Burma, Volume 1. New Haven: Human Relations Area Files, 1969-1970.

Lewis, Paul. 2002. Akha Oral Literature. Bangkok: White Lotus Press.

Lewis, Paul. 1992. Basic Themes in Akha Culture. In The Highland Heritage: Collected Essays on Upland Northern Thailand, edited by Anthony Walker, 207-224. Singapore: Suvarnabhumi Books. (Original 1982).

Lewis, Paul. 1989. Akha-English-Thai Dictionary. Chiang Rai, Thailand: Development and Agricultural Project for Akha (DAPA).

Lewis, Paul. 1969. Ethnographic notes on the Akhas of Burma. New Haven: Human Relations Area Files, 1969-1970.

Lewis, Paul W. and Bai Bibo. 2002. Hani Cultural Themes. Bangkok: White Lotus.

Li, Haiying. 2013. Neo-Traditionalist Movements and The Practice of Aqkaqzanr in a multi-religious community in Northern Thailand. M.A. Thesis, Chiang Mai University. pp. 44-49, 87-106, 144-163.

Morton, M. F. 2013. “If you come often, we are like relatives; if you come rarely, we are like strangers”: Reformations of Akhaness in the Upper Mekong Region” ASEAS – Austrian Journal of South-East Asian Studies, 6(1), 29-59.

Morton, Micah. 2010. “Negotiating the changing space of Zomia: A Preliminary discussion on the role of Language in Akha identiatarian politics”, Rian Thai: International Journal of Thai studies, 101-122.

Mukdawan, Sakboon, Prasit Leepreecha, Panadda Boonyasaranai. 2017. “Khon rai sanchat: Resident aliens and the paradox of national integration in Thailand” in Ooi Keat Gin and Volker Grabowsky (eds.) Ethnic and Religious Identities and Integration in Southeast Asia, pp. 57-104. Chiang Mai: Silkworm Books.

Panadda Boonyasaranai. 2010. The Development and Use of Common Akha Orthography Development. Ph.D. Dissertation in Linguistics, Mahidol University.

Sturgeon, Janet. 2005. Border Landscapes: The Politics of Akha Land Use in China and Thailand. Seattle: University of Washington Press.

Thongchai Winichakul. 2000. “The Quest for “Siwilai”: A Geographical Discourse of Civilisational Thinking in the Late Nineteenth and Early Twentieth Century Siam” Journal of Asian Studies 59(3): 528-549.

Tooker, Deborah. 1988. Inside and Outside: Schematic Replication at the Level of village. Household and Person among the Akha of Northern Thailand. Ph.D. Dissertation, Harvard University.

Tooker, Deborah. 1992. “Identity Systems of Highland Burma: Belief, Akha zan, and a critique of interiorized notions of ethno-religious identity,” Man 27(4): 799-819.

Tooker, Deborah. 2004. “Modular Modern: Shifting Forms of Collective Identity Among the Akha of Northern Thailand,” Anthropological Quarterly 77(2): 243-288.

Toyota, Mika. 2003. “Contested Chinese identities among ethnic minorities in the China, Myanmar and Thai borderlands,” Ethnic and Racial Studies 26(2): 301-320

Vipash Purichanont. 2019. Curators' art picks: Six works you don't want to miss at the upcoming Singapore Biennale 18 Nov 2019 https://www.straitstimes.com/lifestyle/arts/curato... (สืบค้น 1 เม.ย. 2563)
Walker, Anthony R. 1975. “Review article: Gordon Young, The Hill Tribes of Northern Thailand” Journal of the Siam Society 63(2): 355-370.

Wang, Jianhua. 2013. "Sacred and Contested Landscapes:Dynamics of Natural Resource Management by Akha PeopleIn Xishuangbanna, Southwest China. PhD Dissertation, University of Califormia Riverside.

Wijeyewardene, Gehan. 1968. “Address, Abuse and Animal Categories in Northern Thailand” Man New Series 3(1): 76-93.

Young, Gordon. 1962. The Hill Tribes of Northern Thailand (A Socio-Ethnological Report). 2nd ed. Bangkok: Siam Society, Thailand.


สัมภาษณ์ :

สาวชุติมา หมี่จู มอแลกู่ ประธานเครือข่ายอ่าข่าลุ่มน้ำโขง และนักสิทธิมนุษยชนชาวอ่าข่า วันที่ 15 ก.ย. 2563
สาววิไลลักษณ์ เยอเบาะ สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (สมาคมอิมเป็ค – IMPECT) วันที่ 19 ก.ย. 2563
อาทู่ ปอแฉ่ (ไกรสิทธิ์ สิทธิโชดก) สมาคมการศึกษาและวัฒนธรรมอ่าข่า จังหวัดเชียงราย วันที่ 19 ก.ย. 2563

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์: อ่าข่า

ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร