อาเคอะ

ชื่อเรียกตนเอง : อ่อเหงี่ยก๊อคือ, อาเคอะ

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : อาเคอะ, อาเข่อ, อาเค้ออาข่า

ตระกูลภาษา : จีน-ธิเบต

ภาษาพูด : อาเคอะ

ภาษาเขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ณ วันที่ 17 มิ.ย. 2566

164

อาเคอะ เป็นชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน อันเป็นที่รู้จักทั่วไปของคนภายนอก และคนในวัฒนธรรมเองยอมรับได้ในชื่อเรียกนี้ ชื่อนี้ถูกเรียกโดยชาวจีนที่ใช้เรียกพวกเขาเมื่อครั้งที่ยังเดินทางลี้ภัยสงคราม ขณะที่ชื่อเรียกตนเองอย่างแท้จริงคือ “อ่อเหงี่ยก๊อคือ” คำว่า อ่อเหงี่ย หมายถึง “เอกเทศน์ หนึ่งเดียว” ขณะที่คำว่า ก๊อคือ หมายถึง “ตัวพวกเขาเอง” ขณะที่คนนอกวัฒนธรรมและหน่วยงานราชการรู้จักในชื่อ “อาเค้ออาข่า” ซึ่งเป็นชื่อที่สัมพันธ์กับการจัดเป็นกลุ่มย่อยหนึ่งของอ่าข่ามายาวนาน ขณะที่ชื่อเรียกอาเข่อนั้นไม่เป็นที่พึงพอใจของพวกเขามากนัก เนื่องจากชื่อนี้ออกสียงคล้าย “อาขื่อ” ซึ่งในภาษาของพวกเขา หมายถึง สุนัข

อาเคอะมีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่บริเวณทิเบต ต่อมาได้ประสบกับภาวะสงคราม จึงต้องลี้ภัยจากทิเบต และอพยพสู่มณฑลยูนนาน ตอนใต้ของจีน พวกเขาตั้งชุมชนอยู่ที่เมืองลุ่ม แคว้นสิบสองปันนา ในช่วงนโยบายจีนเดียวและความพยายามผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม พวกเขาถูกปิดกั้นการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อดั้งเดิม ชาวอาเคอะบางกลุ่มจึงได้อพยพจากจีนเดินทางลงมาทางทิศใต้ เข้าสู่ประเทศเมียนมาร์ ตั้งชุมชนอยู่ที่บ้านอาเคอะพะสัน ในเขตเมืองว้าเชียงคำ ชีวิตในเมียนมาร์ตกอยู่ภายใต้กองกำลังว้า พวกเขาถูกเกณฑ์แรงงานทั้งไปเป็นทหารและลูกหาบอาวุธสงคราม ส่งส่วยข้าวสาร อาหารและพืชผักให้กองกำลัง รวมถึงถูกข่มขู่ และเอาชีวิต เมื่อกองกำลังว้าล่มสลาย ชาวอาเคอะจึงกระจัดกระจาย บางส่วนหลบหนีไปกับทหารชาวว้า เดินทางถอยร่นไปยังเมืองยอง และหลบหนีไปหลายเมือง จนกระจัดกระจายไปตามพื้นที่ชายแดนไทย – เมียนมาร์ และลาว

เส้นทางการตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ชาวอาเคอะเดินทางผ่านด่านแม่สาย เข้าสู่อำเภอแม่ฟ้าหลวง และย้ายมาที่อำเภอแม่สรวย จนสามารถตั้งชุมชนได้ที่บ้านห้วยน้ำขุ่น ซึ่งเป็นชุมชนหลักที่มีชาวอาเคอะอยู่อาศัยมากที่สุด นอกจากนี้ชาวอาเคอะยังกระจายตัวตั้งถิ่นฐานในสองชุมชนของอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย อย่างไรก็ตาม หน่วยงานราชการ ภาควิชาการ และบุคคลทั่วไป มักมีความเข้าใจที่คาดเคลื่อนว่าชาวอาเคอะเป็นกลุ่มย่อยกลุ่มหนึ่งของอ่าข่า ดังนั้น เอกสารทางวิชาการที่ผ่านมาจึงไม่ปรากฏชื่อเรียกหรือประวัติศาสตร์ของชาวอาเคอะ ขณะที่เจ้าของวัฒนธรรมได้มีความพยายามในการสื่อสารและแสดงออกทางอัตลักษณ์วัฒนธรรม ทั้งด้านภาษาและการแต่งกาย จวบจนเข้าร่วมกับเครือข่ายชาติพันธุ์เมืองเชียงราย ใน พ.ศ. 2552 และได้ประกาศต่อสาธารณะว่า “อาเคอะ” ไม่ได้เป็นกลุ่มย่อยของอ่าข่า

ในมิติสังคมวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชาวอาเคอะนั้น พบว่า ด้านการแต่งกายของผู้หญิงมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น การสวมผ้าคาดอกปักลวดลาย เมื่ออยู่ภายในบ้านจะแต่งกายแตกต่างกับกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงกลุ่มอื่นอย่างมาก อีกทั้งรูปแบบการสวมใส่ผ้าถุงหรือซิ่นลายขวางต่อซิ่นด้วยผ้าสีเขียว ได้รับอิทธิพลการแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ไต/ไท เนื่องจากพวกเขาใช้ชีวิตที่สัมพันธ์กับชุมชนชาวไต/ ไท ทั้งในแคว้นสิบสองปันนา ว้าเชียงคำ เมืองยอง จนกระทั่งเคลื่อนย้ายสู่ประเทศไทย นอกจากนี้ ชาวอาเคอะยังมีความเชื่อในการนับถือผีอย่างเข้มข้นโดยเฉพาะพิธีเลี้ยงผีประตูหมู่บ้านในช่วงเดือนสี่ ถือเป็นพิธีสำคัญในการเซ่นไหว้บรรพบุรุษประจำปี ควบคู่กับการทำนายทายทักดวงชะตาของหมู่บ้านในรอบปีไปพร้อมกัน แม้ว่าความเชื่อตามหลักศาสนาคริสต์ และศาสนาพุทธได้แพร่ขยายเข้ามาในชุมชน แต่ทว่า มีชาวอาเคอะเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นเพียงศาสนาเดียว

ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์

ชื่อเรียกตนเอง : อ่อเหงี่ยก๊อคือ, อาเคอะ

อ่อเหงี่ยก๊อคือ หรือในภาษาอาเคอะเขียนว่า “Aoqnieq Gaolkheel” ชื่อนี้เป็นชื่อที่เขาเรียกตนเอง คำว่า “อ่อเหงี่ย” มีความหมายสองอย่างคือ “หนึ่งเดียว/เอกเทศน์” และ “ต้นข้าว ส่วนคำว่า “ก๊อคือ” เป็นคำที่หมายถึง “ตัวพวกเขาเอง” บางครั้งพวกเขาก็เรียกตนเองสั้นๆ ว่า ก๊อคือ (Gaolkheel) การใช้ภาษาไทยในการเขียนชื่อของกลุ่มนี้ด้วยชื่อนี้ใกล้เคียงกับเสียงจริงมากที่สุด ส่วนคำว่า “อ่อเญอก๊อคือ” เพี้ยนมาจากการเขียนตามการออกเสียงคำว่า “Aoqnieq Gaolkheel” และ คำว่า “อ่อเญอ”เพี้ยนมาจากการเขียนตามการออกเสียงคำว่า “Aoqnieq” ไม่สามารถแทนการอ่านออกเสียงของกลุ่มชาติพันธุ์นี้ได้เท่ากับการเขียนด้วย “อ่อเหงี่ยก๊อคือ” ดังกล่าวไปแล้วข้างต้น (อภิวัฒน์ ก๊อคือ, 2563)

อาเคอะ เป็นชื่อทางการของกลุ่มชาติพันธุ์นี้ในปัจจุบัน เดิมชื่อนี้เป้นชื่อที่คนจีนใช้เรียกคนกลุ่มชาติพันธุ์นี้ จนกลายเป็นชื่อที่รับรู้กันในวงกว้างและถูกนำมาใช้ในการนิยามตนเองเฉพาะในบริบทที่มีปฏิสัมพันธ์กับคนนอกวัฒนธรรม ส่วนชื่อที่พวกเขาใช้เรียกตนเองจำใช้ชื่อว่า “อ่อเหงี่ยก๊อคือ” ซึ่งคู่สนทนาอาจไม่รู้จักและไม่รู้จะปฏิสัมพันธ์อย่างไร จึงจำเป็นต้องนิยามตนเองจากคำเรียกชื่อโดยคนอื่นที่คนอื่นรู้จัก (อภิวัฒน์ ก๊อคือ, 2563) นอกจากชื่อนี้จะถูกใช้โดยคนจีนและคนอาเคอะแล้ว ยังมีโครงการการกุศลของกลุ่มคริสเตียนที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ให้กับคนอาเคอะก็ได้ใช้ชื่อนี้ด้วย โดยมีการเขียนชื่อข้างต้นเป็นภาษาอังกฤษคือ “Akeu” (Joshua Project, n.d.a) ส่งผลให้นักวิชาการที่ทำการศึกษาคนกลุ่มนี้ในภายหลังได้ใช้คำนี้ตามไปด้วย (Niemi, 2014)

ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : อาเคอะ, อาเข่อ, อาเค้ออาข่า

อาเคอะ เป็นชื่อที่คนจีนในจีนใช้เรียกคนกลุ่มชาติพันธุ์นี้ (อภิวัฒน์ ก๊อคือ, 2563)

อาเข่อ คำนี้ปรากฏที่ชื่อป้ายหย่อมบ้านที่ทางราชการทำขึ้นเพื่อบ่งบอกจุดที่ตั้งหย่อมบ้านของคนอาเคอะที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านห้วยน้ำขุ่น หมู่ 16 ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นชื่อหมู่บ้านทางการ นอกจากเห็นคำนี้จากป้ายแล้ว ยังมีคนกลุ่มชาติพันธุ์นี้บางส่วนที่มีนามสกุล “อาเข่อ” อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของคนอาเคอะแล้ว พวกเขาไม่ต้องการถูกเรียกด้วยชื่อนี้ เพราะมีการออกเสียงที่ใกล้เคียงกับคำว่า “อาขื่อ” ซึ่งแปลว่า “สุนัข” (อภิวัฒน์ ก๊อคือ, 2563)

อาเค้ออาข่า เป็นชื่อที่เรียกโดยกลุ่มอาข่าในประเทศไทย คำนี้สื่อให้เห็นตัวตนของคนอาเคอะที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมอาข่า แท้จริงแล้วคนอาเคอะมีภาษาเฉพาะที่แตกต่างจากคนอาข่า จนทำให้คนอาข่าไม่สามารถเข้าใจภาษาอาเคอะได้ ทว่าสำหรับคนอาเคอะซึ่งเป็นกลุ่มคนที่อยู่ปะปนกับชาวอาข่านั้น พวกเขาต้องปรับตัวและเรียนรู้ภาษาอาข่าเพื่อให้สามารถสื่อสารกับคนอาข่าซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ (อภิวัฒน์ ก๊อคือ, 2563) ทำให้บางครั้งอาเคอะถูกมองว่าเป็นกลุ่มหนึ่งของอาข่า (Bradley, 1996: 21 อ้างใน Niemi, 2014: 3).

ภาษา

ตระกูลภาษา : จีน-ธิเบต

ตระกูลภาษาย่อย : ทิเบต-พม่า

ภาษาของชาวอาเคอะจัดอยู่ในตระกูลจีน - ทิเบต- พม่า (Sino-Tibeto-Burman)

ภาษาพูด : อาเคอะ

ภาษาของชาวอาเคอะจัดอยู่ในตระกูล Sino-Tibeto-Burman มีความใกล้เคียงกับภาษาอาข่า ภาษาอาเคอะจะถูกจัดเป็นกลุ่มย่อยของอาข่าและ Hani แต่คนอาเคอะมีสำนึกชาติพันธุ์ว่ากลุ่มของตนแตกต่างจากอาข่า เห็นได้ชัดจากภาษา เครื่องแต่งกาย และประเพณี จากการสำรวจของนักวิชาการ กรมสงเคราะห์ชาวเขาใน ปี 2530 ระบุว่า “...นายมนูญ ไทยนุรักษ์ อ่าข่าบ้านแสนใจพัฒนา ตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ได้ยืนยันว่า “อาเคออาข่า” ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกันกับอ่าข่า เป็นคนกลุ่มอื่น (ไม่ทราบที่มา) แต่ได้อาศัยอยู่ร่วมกับอ่าข่า ใช้วัฒนธรรมเดียวกัน แต่เวลาที่พูดกันในระหว่างพวกเดียวกัน อ่าข่าจะฟังไม่รู้เรื่อง...” (ศตวรรษ และจันทบูรณ์, 2532: 234) ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของมูลนิธิกระจกเงาที่ระบุว่า “ด้วยสายสัมพันธ์ที่เหินห่างกันมานาน ทำให้อ่าเค้ออ่าข่ามีภาษาต่างจากคนอ่าข่าทั่วไปอย่างสิ้นเชิง จนไม่สามารถสื่อสารกันได้ ... คนอ้าเค้อมักพูดภาษาอู่โล้ได้ ซึ่งเป็นภาษากลาง แต่อ่าข่ากลุ่มอื่น ๆ ในเมืองไทยไม่สามารถพูดภาษาอ้าเค้อได้เลย”

ตัวอักษรที่ใช้เขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

เดิมภาษาอาเคอะไม่มีตัวอักษรสำหรับใช้เขียน แม้จะมีระบบตัวอักษรของอ่าข่า แต่ยังไม่สามารถกับภาษาอาเคอะได้ Tuula Kosonen นักภาษาศาสตร์ของสถาบันภาษาศาสตร์ภาคฤดูร้อน (Summer Institute of Linguistics – SIL) จึงได้เข้ามาทำการวิจัยเรื่องภาษาอาเคอะ และพัฒนาระบบเขียนภาษาอาเคอะโดยใช้อักษรโรมันมาแทนที่เสียงและระบบวรรณยุกต์ เพื่อวัตถุประสงค์ในการแปลคัมภีร์ไบเบิล และเผยแพร่คริสตศาสนา มีพยัญชนะ 23 ตัว สระ 13 ตัว และ เสียงวรรณยุกต์ 5 เสียง

สภาพพื้นที่อยู่อาศัย : กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง หรือชนชาวเขา

การตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวประชากร :

ในประเทศไทย ประชากรอาเคอะมีอยู่ประมาณ 400 คน อาศัยในพื้นที่สามหมู่บ้านในจังหวัดเชียงราย โดยหมู่บ้านห้วยน้ำขุ่นเป็นหมู่บ้านที่มีประชากรมากที่สุด ที่เหลือนั้นอยู่ร่วมกับอาข่าสองหมู่บ้าน (Niemi, 2014: 7) เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนของอาข่ากลุ่มอื่นแล้ว อาเคอะมีจำนวนประชากรน้อยมาก เช่นเดียวกับในประเทศจีน มีประชากร 11,000 คน ลาว มีประชากร 3,100 คน และพม่า มีประชากร1,200 คน รวมทั่วโลกมีประชากรชาวอาเคอะประมาณ 15,700 คนเท่านั้น ชนกลุ่มนี้จึงถูกโครงการกุศลของกลุ่มคริสเตียนชื่อ Joshua Project (n.d.b) จัดให้เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่ถูกละเลยในการเข้าถึงกลุ่มหนึ่งของโลก (world's least-reached ethnic people group) จนกระทั่งช่วงปี 2002-2006 สถาบัน SIL ร่วมกับมหาวิทยาลัยพายัพ มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้นำของกลุ่มชาติพันธุ์อาเคอะจากสี่ประเทศได้ทำข้อตกลงร่วมกันและหาทางในการสร้างระบบการเขียนที่สอดคล้องกับการพูดของกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าว จนภายหลังก่อให้เกิดการสอนภาษานี้ให้กับลูกหลาน (อภิวัฒน์ ก๊อคือ, มปป: 5)

ต่อมาในปี 2562 กลุ่มชาติพันธุ์อาเคอะได้ลุกขึ้นมาประกาศต่อสาธารณะชนทางโลกออนไลน์ว่า พวกเขาไม่ใช่อาข่า และต้องการมีพื้นที่ทางสังคมของตนเอง (Aphiwat Kokhue, 2019) การประกาศดังกล่าวมีนัยยะที่สำคัญในการที่จะทำให้คนอื่นยอมรับและเข้าใจตัวตนของพวกเขามากขึ้น รวมทั้งต้องการให้สังคมเล็งเห็นความสำคัญของภาษาและวัฒนธรรมที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะสูญหาย การยืนหยัดที่จะสืบทอดวัฒนธรรมของตัวเองจึงทำได้ด้วยการประกาศจุดยืนเพื่อให้ทั้งลูกหลานมีความเข้าใจและมีสำนึกร่วมทางชาติพันธุ์ ไม่ถูกกลืนกลายเป็นอื่น นอกจากนี้ยังทำให้สังคมภายนอกรู้จักและเข้าใจความแตกต่างของพวกเขามากขึ้น การประกาศจุดยืนดังกล่าวจึงทำให้กลุ่มอาข่าที่อยู่อาศัยในประเทศไทยปัจจุบันคงเหลือเพียง 6 กลุ่มเท่านั้น ในทางกลับกันกลุ่มชาติพันธุ์อาเคอะก็ได้ถูกนับว่าเป็นสมาชิกกลุ่มหนึ่งของเครือข่ายชาติพันธุ์เมืองเชียงรายเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา (เครือข่ายชาติพันธุ์เมืองเชียงราย, 2562) นอกจากนี้ยังมีความพยายามในการเชื่อมโยงกับกลุ่มอาเคอะที่อยู่ในจีน พม่า ลาว ด้วยการจัดตั้งเครือข่ายแบบชื่อว่า “ก๊อคือญ่า” เพื่อพบปะ เรียนรู้ และสืบสานความเป็นชาติพันธุ์ของตนเองต่อไป (อภิวัฒน์ ก๊อคือ, 2563)

สถานการณ์ปัจจุบันของกลุ่มชาติพันธุ์

แหล่งข้อมูล

ผู้เรียบเรียงข้อมูล :

ดร.สมรักษ์ ชัยสิงห์กานานนท์

เอกสารอ้างอิง :

คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ .(2557). รายงานการลงพื้นที่ภาคสนามของนักศึกษาวิชา ม.432 ภาคเรียนที่ 2/2557

เครือข่ายชาติพันธุ์เมืองเชียงราย. (2562). วันนี้ขอแนะนำกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มใหม่. (ออนไลน์) สืบค้น 15 สิงหาคม 2563, เข้าถึงได้จาก https://www.facebook.com/ChaingraiEthnicNetwork/posts/521315815080497.

ศตวรรษ สถิตย์เพียรศิริ และ จันทบูรณ์ สุทธิ. (2532). วัน เดือน ปี อีก้อ. ใน จันทบูรณ์ สุทธิ,สมเกียริ จำลอง,นิพัทธเวช สืบแสง,ศตวรรษ สถิย์เพียรศิริ,ทวิช จตุวรพฤกษ์. วันเดือนปี ชาวเขา เล่มที่1 กะเหรี่ยงโปว์ ขมุ เย้า ลัวะและอีก้อ. จัดพิมพ์ที่ระลึกในวโรกาส ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ,สถาบันวิจัยชาวเขากรมประชาสงเคราะห์กระทรวงแรงงานและสังคม เอกสารวิชาการลำดับที่ สวข. 00-39-09

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำขุ่น.(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 15 สิงหาคม 2563., เข้าถึงได้จากhttp://royalprojectthailand.com/huainamkhun

อภิวัฒน์ ก๊อคือ. (มปป.). “แหล่งอ้างอิง”. (ออนไลน์)สืบค้นเมื่อ 15 สิงหาคม 2563, เข้าถึงได้จาก https://www.facebook.com/ photo?fbid=2528654050543920&set=pcb.2528669457209046.

อ้าเค้ออ่าข่า.(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 15 สิงหาคม 2563, เข้าถึงได้จาก http://akha.hilltribe.org/thai/a-kerv-history.php)

Aphiwat Kokhue. (2019). สืบค้นเมื่อ 15 สิงหาคม 2563, เข้าถึงได้จากhttps://www.facebook.com/aphiwatkokhue.aphiwat/posts/2528669457209046.

Joshua Project. (n.d.a). Akeu in Thailand. Retrieved August 15, 2020 from https://joshuaproject.net/people_groups/18899/TH.

Joshua Project. (n.d.b). The Akeu People Group Is Reported in 4 Countries”. Retrieved August 15, 2020 from https://joshuaproject.net/people_groups/18899.

Niemi, Kaisa. (2014). Changing Minds, Changing Hats Construction and Expression of Akeu Ethnic Identity in Thailand and Myanmar. University of Oulu, Master’s Thesis.

Niemi, Kaisa. (2014). Changing Minds, Changing Hats Construction and Expression of Akeu Ethnic Identity in Thailand and Myanmar. University of Oulu, Master’s Thesis. Retrieved August 15, 2020 from https://pdfs.semanticscholar.org/759e/250d8e0ad6024e8e192434ed9f971cf2bdfa.pdf.

สัมภาษณ์ :

นายกะซอ อาเค๊อะ, เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2557 และวันที่ 1-4 มกราคม 2558, บ้านห้วยน้ำขุน ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย, สมรักษ์ ชัยสิงห์กานานนท์ ผู้สัมภาษณ์

นางซอเอะ อาเค๊อะ, เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2557 และวันที่ 1-4 มกราคม 2558, บ้านห้วยน้ำขุน ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย, สมรักษ์ ชัยสิงห์กานานนท์ ผู้สัมภาษณ์

นายพงศกร เฮมู, เมื่อวันที่ 1-2 มกราคม 2558, บ้านห้วยน้ำขุน ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย, สมรักษ์ ชัยสิงห์กานานนท์ ผู้สัมภาษณ์

นางลลิตา, เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2557 และวันที่ 1-4 มกราคม 2558, บ้านห้วยน้ำขุน ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย, สมรักษ์ ชัยสิงห์กานานนท์ ผู้สัมภาษณ์

นายอภิวัฒน์ ก๊อคือ, เมื่อวันที่ 2-4 มกราคม 2558, บ้านห้วยน้ำขุน ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย, สมรักษ์ ชัยสิงห์กานานนท์ ผู้สัมภาษณ์

นายอภิวัฒน์ ก๊อคือ, เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2563. สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์, ประสิทธิ์ ลีปรีชา ผู้สัมภาษณ์

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง :

ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ : อาเคอะ